เครื่องรางมงคลที่ขุนช้างอาราธนาเพื่อผจญกับขุนแผน

วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์นั้นมีประโยชน์ยิ่งนักใช้พิจารณาลองพลิกดูอีกด้านของเหรียญเพื่อหาข้อดีของสิ่งที่ดูน่าเกลียดไร้ค่าไม่มีประโยชน์ดูจะพบกับอีกด้านของทุกๆสิ่ง

วิถีชีวิตวัฒนธรรมของสังคมไทยในอดีตไม่เคยมีการบันทึกหลักฐานการยืนยันเป็นที่แน่ชัดว่าได้มีการเริ่มนิยมการบูชาเครื่องรางของขลังต่างๆมาตั้งแต่ยุคสมัยใดแต่ก็สันนิฐานได้ว่าการบูชาเครื่องรางของขลังต่างๆของไทยนั้นได้นิยมยึดถือกันมานานมากแล้วตามประวัติข้อมูลที่พบเห็นมามีเพียงหลักฐานที่ปรากฏชัดในยุคสมัยของ กรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมาเนื่องจากได้มีการบันทึกการปรากฏเครื่องรางของขลังอยู่ในพงศาวดารขององค์กษัตริย์ไทยในอดีตมาช้านานทั้งยังพบว่ามีการกล่าวถึงเครื่องรางของขลังต่างๆอยู่ในวรรณคดีของไทยต่างๆมากมาย

ภาพวาดตอนขุนแผนชิงนางวันทอง

ดังเช่นเนื้อหาในวรรณคดีไทยเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ในตอนขุนแผนชิงนางวันทองที่ได้มีการกล่าวถึงเครื่องรางของขลังต่างๆที่ขุนช้างได้อาราธนานำติดตัวหลังจากที่ถูกขุนแผนบุกขึ้นเรือนแล้วร่ายมนต์สะกดให้คนในบ้านหลับใหลเเล้วสะเดาะกลอนประตูเข้ามาชิงตัวนางวันทองหนีไป

ภายหลังจากที่ขุนแผนได้พาวันทองหนีไปจากเรือนได้ไม่นานมนต์สะกดก็คลายลงขุนช้างจึงได้สติกลับคืนมา จึงได้สั่งเรียกพวกบ่าวไพร่ทั้งหลายมารวมกันเพื่อออกค้นหาเเม่วันทองและได้พบว่าม่านกั้นฝีมือการปักของวันทองนั้นมีรอยถูกมีดฟันจึงได้รู้ทันทีว่าขุนแผนนั้นเข้ามาชิงตัวนางวันทองไปจากตนเสียแล้ว

ภาพเขียนวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน

ภายหลังจึงได้นำความเรื่องขุนแผนบุกขึ้นเรือนของตนแล้วชิงตัวนางวันทองผู้เมียของตนแล้วพาหลบหนีไปขึ้นกราบทูลฟ้องแก่ สมเด็จพระพันวษา เพื่อหวังจะเอาความกับขุนแผน แต่กลับถูกสมเด็จพระพันวษาท่านตำหนิว่า

นางวันทองนอนอยู่กับเอ็งแต่มันกลับหนีไปกับอ้ายขุนแผนเเสดงว่านางวันทองมันมีใจที่จะไปกับขุนแผนเองมึงจะเสียดายผู้หญิงอย่างนี้ไปทำไมเล่า

เมื่อฟ้องเรื่องลักพาตัวไม่เป็นผลขุนช้างจึงได้เกิดโทสะคิดอุบายเอาผิดโดยได้โกหกสมเด็จพระพันวษาไปว่า

ผู้หญิงประเภทนี้ตนไม่เคยคิดจะเสียดายแต่ที่เสียดายนั้นเป็นข้าวของเงินทองภายในเรือนต่างหากที่ถูกขุนแผนชิงไปขุนช้างจึงได้ขอไพร่พลพร้อมอาวุธจากสมเด็จพระพันวษาเพื่อเร่งติดตามตัวขุนแผนมาลงโทษตามอาญาแผ่นดินเมื่อได้ไพร่พลพร้อมอาวุธเเล้วขุนช้างจึงได้ไปกราบมารดาของตนและขอพรจากนางแล้วได้จึงได้เข้าห้องแต่งตัวจัดองค์ทรงเครื่องนุ่งโจงกระเบนใส่เข็มขัดรัดอกอาราธนาเครื่องรางของขลังที่ประกอบด้วยเครื่องรางหลากหลายชนิดมาสวมเข้ากับตัวเครื่องรางของขุนช้างมีอยู่หลายชนิด

โดยบทกลอนที่ได้นำมาอ้างอิงการกล่าวถึงเครื่องรางของขลังประจำตัวขุนช้างนั้นนำมาจากโครงกลอนตอน ขุนช้างเตรียมพลดังนี้

“จัดแจงแต่งตัวนุ่งยก    เข็มขัดรัดอกแล้วโจงหาง

ผูกตัวเข้าเป็นพรวนล้วนเครื่องราง   พระปรอทขอดหว่างมงคลวง

ลูกไข่ดันทองแดงกำแพงเพชร   ไข่เป็ดเป็นหินขมิ้นผง

ตระกุดโทนของท่านอาจารย์คง  แล้วอมองค์พระคะวัมล้ำจังงัง

ลงยันต์ราชะปะท้ายทอย   ยังหยอมแหยมหยอกหยอยเหมือนหอยสังข์

จับถือของ้าวก้าวเก้กังขึ้นนั่งคอช้างพลายกางพลัน”

จากที่ #สิงโตหิน ได้ถอดเอาจากโครงกลอนในตอนที่ขุนช้างเตรียมพลพร้อมอาวุธติดตามขุนเเผนเพื่อนำวันทองกลับคืนนั้นได้ระบุเครื่องรางที่ขุนช้างใช้ติดตัวมีดังนี้

๑.พระปรอท

๒.มงคลวง(ด้ายถักมีลักษณะคล้ายมงคลสวมหัวของนักมวยซึ่งเป็นเครื่องรางชั้นสูงสำหรับใช้สวมหัวก่อนออกศึก)

๓.ลูกไข่ดันทองแดงกำแพงเพชร (คดไข่กลายเป็นทองได้มาจากกระโปกของสัตว์ที่มีเกิดมามีคดชนิดนี้ติดตัว)

๔.คดไข่ทองแดงของสัตว์ (ไข่ของสัตว์ที่มีลักษณะกลายเป็นหินไข่ในที่นี้คือไข่ประเภทไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่งู)

๕.พระผงขมิ้น

๖.ตระกรุดโทนของอาจารย์คง (อาจารย์คงท่านเป็นอาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์วิชาให้แก่ขุนแผน)

๗.พระควัมหรือที่นิยมเรียกกันว่าพระปิดตา ซึ่งขุนช้างใช้อมให้เกิดเป็นพุทธคุณ ณ จังงัง

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่ทุกวันเป็นประจำเพื่อระลึกถึงครูก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอประสิทธิ์วิชา ทำได้มิให้ขาดทุกวันหรือทำทานให้คนจนได้ก็จะดียิ่งนัก

 

ใส่ความเห็น