เคล็ดลับการสวดคาถา “มงกุฎพระพุทธเจ้า”

หากกล่าวถึง คาถา หมายถึง บทร้อยกรองหรือโศลกคำสวด แต่เดิมหมายเอาบทร้อยกรองมีความยาวสี่บาท เรียกว่าคาถาบทหนึ่งพูดง่ายๆก็คือกลอนนั่นเอง แต่ทำไมจึงศักดิ์สิทธิ์ ก็เพราะคาถาในพระพุทธศาสนาเป็นคำสั่งสอนของพุทธเจ้า จึงศักดิ์สิทธิ์คำประพันธ์คาถาในพระพุทธศาสนามีปรากฏอยู่ทั่วไปที่เป็นบทร้อยกรอง วันนี้ได้บทพระคาถา“มงกุฎพระพุทธเจ้า” และเคล็ดลับการสวดคาถาให้ได้ผล มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า ” อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิอิโสตัง พุทธปิติอิ ” ว่า ๓ , ๙ จบ  คำแปล “ ขออัญเชิญคุณแห่งพระพุทธเจ้าอันวิเศษคุณแห่งกระแสพระนิพพานอันประเสริฐซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสรรเสริญแล้วจงเป็นมหาวิภูษิตาภรณ์ประดับด้วยมงกุฎทิพย์และเครื่องทรงแห่งพระเจ้ามหาจักรพรรดิครอบคลุมข้าพเจ้าตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ”

เคล็ดในการสวดคาถา “มงกุฎพระพุทธเจ้า” หลักในการว่าคาถาให้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้นมีพื้นฐานจาก ” จิต “ เป็นสำคัญ หากจิตมีสมาธิสูงตั้งมั่นคาถาก็ยิ่งทรงความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นระหว่างที่ว่าคาถาให้ จับลมหายใจสบายพร้อมๆกับการภาวนาคาถาบทนี้ เป็นขั้นที่ ๑ ระดับสูงกว่านี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านใช้คาถาบทนี้โดยมีนิมิตกำกับคาถา โดยทรงพุทธนิมิตไว้ดังนี้ โดยตั้งกำลังใจว่าเรา ขอกราบอาธารณาบารมีพระพุทธเจ้าเสด็จประทับเหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าเพื่อ…….ปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้าด้วยเทอญ จากนั้นทำตามได้เลย

” อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ ” เมื่อว่าคาถาจบคาบที่ ๑ ก็กำหนดอาราธณาพุทธนิมิต อยู่เบื้องหน้าของศีรษะของเราและทรงพุทธนิมิตนี้เอาไว้

” อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิอิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ ” ว่าคาถาจบที่ ๒ ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์หนึ่งอยู่เบื้องขวาของศีรษะของเรา และทรงพุทธนิมิตทั้งหมดเอาไว้

” อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ ” ว่าคาถาจบที่ ๓ ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านหลังของศีรษะเรา และทรงพุทธนิมิตเอาไว้

” อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ ” ว่าคาถาจบที่ ๔ ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านซ้าย และทรงพุทธนิมิตเอาไว้

” อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ “ ว่าคาถาจบที่ ๕ ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และทรงพุทธนิมิตเอาไว้

“อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ” ว่าคาถาจบที่ ๖ ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และทรงพุทธนิมิตเอาไว้

” อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ “ ว่าคาถาจบที่ ๗ ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และทรงพุทธนิมิตเอาไว้

” อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ “ ว่าคาถาจบที่ ๘ ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และทรงพุทธนิมิตเอาไว้ทั้ง ๘ พระองค์เรียงวนรอบศีรษะของเรา

” อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ” ว่าคาถาจบที่ ๙ กำหนดพุทธนิมิตพระพุทธเจ้าองค์ใหญ่เสด็จประทับกึ่งกลางศีรษะเป็นยอดมงกุฎเปล่งประกายพรึกทุกๆพระองค์เป็นมงกุฎเพชรพระพุทธเจ้าทั้งเก้าพระองค์บนเศียรเกล้าของเรา

เมื่อทำได้แล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าคาถานี้ทำไมจึงมีชื่อว่า คาถามงกุฎพระพุทธเจ้าและให้ทรงมงกุฎพระพุทธเจ้านี้เอาไว้ตลอดเวลาเป็นการทรงอารมณ์ในพุทธานุสตกรรมฐาน

ต่อไปนี้จะเป็นเรื่อราวของ เสด็จ ร.๕ กับหลวงปู่เอี่ยม  “ที่รูปมาในวันนี้ (“รูป” เป็นคำที่พระมหากษัตริย์สมัยก่อนใช้แทนพระนามเมื่อมีพระราชดำรัสกับพระสงฆ์) เพื่อขอให้ท่านปลัดได้ช่วยตรวจดูเหตุการณ์ว่า การที่รูปจะเสด็จไปยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักในยุโรปนั้นจักเป็นอย่างไรบ้าง ด้วยหนทางไกลและอันตรายมีอยู่รอบด้าน”

“มหาบพิตร อาตมาจักตรวจสอบให้ อย่าได้ทรงมีพระหทัยกังวล ทั้งนี้ด้วยพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสมมติเทพแบบพระองค์นั้น มีบุญญาธิการ สามารถผ่านพ้นความทุกข์ได้อย่างมั่นคง” พระปลัดเอี่ยมลุกจากที่นั่งไปคุกเข่าลงหน้าพระประธานก้มลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ระลึกถึงองค์พระรัตนตรัยและหลวงปู่รอดพระอาจารย์ของท่านผู้มรณภาพไปแล้ว ขอบารมีในการจะเข้า “ฌาน” เพื่อดูอนาคตด้วย “อนาคตังสญาณ” จากนั้นก็กลับเข้ามาสู่ท่านั่งสมาธิตัวตรงเจริญอานาปานสติ แล้วเข้าสู่ฌานที่ ถ ตามลำดับ จากนั้นเข้าสู่อนาคตังสญาณโดยกำหนดจิตไว้มั่นเพื่อให้นิมิตเกิด

หลวงปู่เอี่ยม

ในท่ามกลางความคะนองของท้องทะเลและคลื่นลมตลอดจนวังวนของทะเล เรือพระที่นั่งกำลังอยู่ในปากแห่งวังวนนั้น น้ำในวังวนเชี่ยวกรากและส่งแรงดูดมหาศาล ภายใต้วังวนนั้นซากเรือใหญ่น้อยจมอยู่เป็นอันมาก พ้นจากทะเลมาสู่บกพลันภาพของกลุ่มคนที่นั่งกันอยู่เป็นชั้นๆส่งเสียงจ้อกแจัก ด้านล่างเป็นผืนหญ้า และมีผู้จูงม้าเข้ามาในที่นั้น ม้าตัวนั้นมีคนถือเชือกที่ล่ามขาทั้งสี่คอยดึงไว้ไม่ให้พยศ ดวงตาของมันเหลือกโปนน้ำลายฟูมปาก ภาพของฝรั่งแต่งตัวด้วยเครื่องแบบประหลาด ผายมือให้พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าทรงเสด็จไปรับม้าเพื่อประทับ แล้วทุกอย่างก็ดับวูบหายไป ถึงวาระที่ออกจากญาณพอดี พระปลัดเอี่ยมลุกขึ้นเดินมานั่งบนอาสนะที่เดิม ก่อนจะกราบทูลความถวายว่า

“มหาบพิตร การเสด็จพระราชดำเนินสู่ยุโรปครั้งนี้จะต้องประสบภัย ๒ ครั้ง ครั้งแรกในทะเลที่วังวน อาตมาจะถวายผ้ายันต์พิเศษและคาถากำกับ เมื่อเข้าที่คับขันขอให้ทรงเสด็จไปยืนที่หัวเรือแล้วภาวนาคาถากำกับผ้ายันต์แล้วโบกผ้านั้นจะเกิดลมมหาวาตะพัดให้เรือหลุดจากการเข้าสู่วังวนได้

ภัยครั้งที่สองเกิดจากสัตว์จตุบาท(สี่เท้า)คือ อัศดรชาติอันดุร้ายที่ฝ่ายตรงข้ามจะทดสอบพระบารมีของพระองค์ อาตมาจะถวายคาถาพิเศษสำหรับภาวนาเวลาถอนหญ้าให้อัศดรอันดุร้ายนั้นกินจะคลายพยศและสามารถประทับบังคับให้ทำตามพระราชหฤทัยได้เหมือนม้าเชื่อง”

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เล่าลือกันมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวงปู่ย่าตายายได้เล่าสืบทอดกันมา อันมีส่วนหนึ่งเกี่ยวพันกับพระบรมรูปทรงม้าที่ลานพระราชวังดุสิต คาถาเสกหญ้าให้ม้ากินที่หลวงปู่เอี่ยมถวายนั้น คือ “คาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย” หรือ “มงกุฎพระพุทธเจ้า” มีตัวคาถาว่า “อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ”

หลังจากได้ทรงมีพระราชดำรัสกับพระปลัดเอี่ยมพอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ทรงถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่พระปลัดเอี่ยม จากนั้นได้เสด็จทอดพระเนตรโดยรอบวัดโคนอน ซึ่งตอนนี้มีผู้จดจำพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าได้แม่นยำได้บอกกันออกไป ทำให้มีผู้มาหมอบเฝ้ารับเสด็จกันเป็นจำนวนพอสมควร ครั้นทรงสำราญพระอิริยาบถพอสมควรแล้ว ก็เสด็จกลับสู่พระบรมมหาราชวังเพื่อเตรียมพระองค์ไปทวีปยุโรปต่อไป

ดังนั้น ถ้าอยากให้คาถาขลังมาก ๆ เพียงอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง สร้างบุญบารมี หมั่นทำความดีบุญและความดีที่เราทำก็จะคุ้มครองเราตลอดไปอีกด้วย วันนี้ได้นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ

5 comments

  1. ตอนกำหนดพุทธนิมิตพระพุทธเจ้าอยู่เหนือศีรษะเรา เราต้องกำหนดนิมิตให้พระองค์หันพระพักต์เข้าหาเราหรือหันออกหรือครับ ขอบพระคุณครับ

  2. อิติปิโส วิเสเสอิ
    เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงวิเศษ

    อิเสเส พุทธนาเมอิ
    เพราะวิเศษเราจึงนอบน้อม

    อิเมนา พุทธตังโสอิ
    เพราะนอบน้อม เราจึงเข้าไปใกล้ เข้าไปสัมผัส

    อิโสตัง พุทธปิติอิ
    เพราะเข้าใกล้พระพุทธเจ้า เราจึงเกิดธรรมปีติ

  3. ม้าตัวนั้นตามที่ผมได้รับทราบมา คือ ม้าที่เสด็จพ่อ ร5 ทรงขี่ อยุ่ที่หน้า พระที่นั่งอนันตสมาคม

ใส่ความเห็น