เจ้าเมืองห้ามไม่ให้สักยันต์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ  เจ้าเมืองห้ามไม่ให้สักยันต์ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ครั้งเมื่อ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมออกท่องเที่ยวธุดงค์เดี่ยวไม่มีผู้ติดตามแม้แต่เณรน้อยคอยอุปัฏฐากถวายข้าวปลาอาหารท่านเดินธุดงค์ไปหลายป่าหลายเขาบนเส้นทางที่ธุดงค์ผ่านล้วนเป็นป่าห่างไกลจากหมู่บ้านนักนานๆจะได้เจอชาวบ้านที่หาของป่าและนักเดินทาง นอกนั้นจะได้เจอก็คือ สัตว์ป่าชนิดต่างๆอย่างพวกกวางที่แทะเล็มหญ้าอยู่สองข้างทางเดิน เมื่อเจอสิ่งแปลกพวกมันก็หูตั้งชันด้วยความตกใจด้วยสัญชาตญาณระวังภัยของมัน เพราะมันไม่รู้ว่ามาดีมาร้าย ที่หลวงพ่อเงินมั่นใจในความปลอดภัยทุกเส้นทางเดินธุดงค์ ที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายนั้น เพราะท่านมีวิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาจากหลายสำนักหลายอาจารย์ โดยเฉพาะพ่อพรหมของท่านที่โด่งดังในวิชาอาคมจนเลื่องลือในตำบลดอนยายหอม

เมื่อหลวงพ่อท่องเที่ยวธุดงค์เพื่อเจริญสมาธิภาวนาพอสมควรแล้วก็กลับบ้านเกิดที่ตำบลดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม ด้วยรูปร่างที่ซีดผอมผิวคล้ำ สบงจีวรก็เก่าขากรุ่งริ่งจนชาวบ้านและญาติพี่น้องจำไม่ได้ ก็คิดว่าเป็นพระป่ามาจากไหนมาปักกลดอยู่ในหมู่บ้าน แม้แต่พี่ชายของท่านก็คุยกันตั้งนานท่านจึงบอกพี่ชายว่าท่านชื่อ “เงิน” ลูกชายของพ่อพรหมจากนั้นจึงนิมนต์ไปพักที่วัดดอนยายหอมอันเป็นวัดประจำหมู่บ้านและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสในเวลาต่อมา

มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งขอร้องให้ท่านทำเครื่องรางของขลังอาทิ ตะกรุด เสื้อยันต์ ลูกอม ทำแป้งเสก ทำน้ำมัน เสกหมาก เสกพลู ทรายเสก หรือแม้แต่น้ำหมากของท่านก็ยังมีคนใช้เป็นเครื่องรางของขลัง จนเลื่องลือกันไปทั้งตำบลและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดนครปฐมในแต่ละวันมีชาวบ้านที่เดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของหายหรือแม้แต่คนหาย ก็ต้องอาศัยหลวงพ่อเงินช่วย ชื่อเสียงของหลวงพ่อเงินโด่งดังจนไปเข้าหูของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ที่เป็นเจ้าเมืองนครปฐมเวลานั้น

ท่านเจ้าเมืองเสด็จไปนมัสการหลวงพ่อเงินที่วัดดอนยายหอมด้วยความเลื่อมใสในปฏิปทาของท่านตามที่ชาวบ้านเลื่องลือกัน คงจะเป็นจริงจะสังเกตได้ว่าหลังจากที่พระองค์เจ้าอาทิตย์เคยเสด็จไปครั้งแรกและก็มีเสด็จครั้งต่อต่อไป ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ หรือวันสำคัญทางศาสนาพระองค์ไม่เคยพลาด เล่ากันว่าในบางครั้งรถพระที่นั่งของพระองค์เข้าไปไม่ถึงวัดคงเป็นด้วยถนนหนทางไม่สะดวกรถติดหล่ม (หน้าฝน) หรือเสียกลางทาง พระองค์ก็เดินลัดทุ่งนาไปเพื่อกราบนมัสการหลวงหลวงพ่อเงินก็ยังเคยนี่คือแรงศรัทธา

นอกจากเรื่องของธรรมะแล้วพระองค์ยังมีความเลื่อมใสในเรื่องของคาถาอาคม เนื่องจากในยุคสมัยนั้นเรื่องคาถาอาคมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการป้องกันตัว ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองบ้านเมืองเครื่องรางของขลังจึงมีความจำเป็นมาก เวลาออกไปปฏิบัติหน้าที่ปราบโจรผู้ร้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริต พระองค์จึงมีความสนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษที่ทรงสนพระทัยมากที่สุดก็การสักยันต์เพื่ออยู่ยงคงกระพันชาตรีของหลวงพ่อเงินเลื่องลือกันว่ามีดแทงไม่เข้า ปืนยิงไม่ออก อาวุธทุกชนิดไม่อาจทำอันตรายได้

เพราะเหตุนี้ลูกศิษย์ของหลวงพ่อเงินบางคนที่มาขอให้ท่านสักยันต์ให้ เมื่อรู้ว่ามีความขลังทั้งแคล้วคลาดและหนังเหนียว ก้เกิดหลงระเริงทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ หรือไม่ก็เป็นโจรปล้นจี้ชาวบ้าน ไม่กลัวแม้แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำให้เดือนร้อนไปทั่ว แม้หลวงพ่อเงินจะเลือกสักเป็นรายบุคคลไปก็ตาม เพราะท่านรู้ว่าหากสักยันต์ให้คนดีก็ดีไป หากสักยันต์ให้คนไม่ดีก็จะนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีอันเกิดจากความเหิมเกริมนั่นเองจึงกลายเป็นดาบสองคม เพราะลูกศิษย์ของท่านบางคนอาทิ เสือชม เสือเชย เสือสองคนนี้สร้างตำนานโจรผู้ยิ่งใหญ่ในจังหวัดนครปฐมจนมีชื่อเสียงโด่งดังได้ฉายา “โจรหนังเหนียว” ในแต่ละวันจะพาลูกน้องออกปล้นจี้ชาวบ้านจนเดือดร้อนไปทั่ว การปราบปรามเป็นไปด้วยความยากลำบากของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

พระองค์เจ้าอาทิตย์ที่รับผิดชอบความเป็นอยู่ของชาวเมืองจังหวัดนครปฐมในฐานะเจ้าเมืองนั้น รู้ว่าพวกโจรทั้งหลายที่ออกปล้นชาวบ้านส่วนมากจะหนังเหนียวแคล้วคลาดจากอาวุธต่างๆที่ทำอะไรไม่ได้ เพราะได้รับการสักยันต์จากหลวงพ่อเงิน เรื่องนี้พระองค์คงได้รู้ได้เห็นมากับตา แล้ววันหนึ่งพระองค์เจ้าอาทิตย์ได้เข้ากราบนมัสการหลวงพ่อเงินให้เลิกทำการสักยันต์เสียเถิด เพราะเกรงว่าต่อไปพวกคนเหล่านี้จะกำเริบเสิบสานก่อความเดือดร้อนขึ้น แทนที่หลวงพ่อเงินท่านจะรับปากเลยทีเดียว เพียงแต่พูดว่า “อาตมาจะพยายามเลิกตามที่ขอ”

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาหลวงพ่อเงินได้เลิกสักยันต์ให้กับพวกลูกศิษย์ตามความประสงค์ของท่านเจ้าเมือง ส่วนการทำผ้ายันต์และตะกรุดนั้นท่านยังคงทำตามปกติเพราะอยู่นอกเหนือคำสัญญาอีกอย่างท่านให้เหตุผลว่าไม่อยากขัดศรัทธาของพวกลูกศิษย์ที่ให้ความเลื่อมใส ความดีทั้งหลายทั้งปวงของหลวงพ่อเงินนี้เองจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลจากความเห็นชอบของคณะสงฆ์และเจ้าคณะอำเภอ ซึ่งต่อมาไม่นานด้วยความดีความชอบอันเกิดจากปฏิปทาของหลวงพ่อเงิน ท่านจึงได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะอำเภอ

ที่มา หนังสือ พระเกจิ ๕ แผ่นดิน โดย เลิศ ฤทธิเวท

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply