เทพเจ้าของชาวเรือแห่งปากคลองมะขามเฒ่า

นอกจากหลวงปู่ศุขจะเป็นขวัญใจของบรรดาเด็กๆเเล้ว ท่านยังเป็นที่เคารพของบรรดาคนเรือ เเละพ่อค้าเร่ ที่ผ่านไปมาหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกด้วย เพราะนอกจากจะได้มาอาศัยในบุญของหลวงปู่ศูขในการจอดเเวะพักที่หน้าวัด ผลหมากรากไม้หลังวัด ท่านก็มิได้หวงห้ามใคร อยากเก็บอะไรกินเมื่อต้องการไปหาเก็บเอา ทั้งกล้วย อ้อย ฝรั่ง มะพูด มะขวิด มะตูม เเม้กระทั้ง มะขามเเละสมุนไพรนานาชนิด ที่หลวงปู่ศุขท่านหามาปลูกไว้เต็มไปหมดเเละในยามที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ได้หลวงปู่ศุขคอยช่วยรักษาให้

ใครถูกคุณไสยมนต์ดำก็พากันเเบกหามมาให้หลวงปู่ช่วยปัดเป่ารดน้ำมนต์เรียกว่าท่านเป็นศุนย์กลางที่พึ่งพิงในยามยากของชาวบ้านโดยเเท้จริง เเละก็เป็นที่รู้กันในหมู่ชาวเรือว่าหากใครได้นิมนต์หลวงปู่ศุขให้ไปเจิมหัวเรือเเล้วก็ไม่เคยผิดหวัง เพราะจะทำให้ค้าขายดีมีกำไร เเละเดินทางก็ปลอดภัยด้วย นอกจากนี้ยังปลอดภัยจากพวกเสือปล้นด้วยเมื่อรู้ว่าเรือลำที่หมายตาไว้เป็นลูกศิษย์ของวัดปากคลองมะขามเฒ่า จะไม่มีโจรหน้าไหนเข้าไป

เเตะต้องด้วยเกรงในบารมีของหลวงปู่ศุข ดังนั้นในทุกๆ ปีที่ทางวัดจัดให้มีงานประจำปี ผู้คนจากทุกสารทิศ จะเเห่เเหนกันมาช่วยงานทำบุญจนเเน่นขนัดไปหมด บริเวณลานวัดเเทบจะไม่มีที่ให้เดิน เเละหลวงปู่ศุขท่านนี้เอง จึงได้รับขนาน นามจากพวกบรรดาชาวเรือว่า เทพเจ้าเเห่งปากคลองมะขามเฒ่า

เเละในเวลาเย็นวันหนึ่ง หลวงปู่ศุขก็ได้ให้การต้อนรับเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์เป็นถึงพระราชโอรสของพระสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง นั้นก็คือ เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ทรงเรือกลไฟผ่านหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า เเละทรงได้มีโอกาสทอดพระเนตรเห็นหลวงปู่ศุขกำลังเสกหัวปลีให้กลายเป็นกระต่ายป่าสีขาว มอบให้เด็กๆ วิ่งไล่ จัดเป็นที่สนุกสนาน พอกระต่ายถูกจับได้ก็จะกลายเป็นหัวปลีตามสภาพเดิม เเล้วเด็กๆ ก็จะถือวิ่งมาให้หลวงปู่ศุขท่าน

เสกให้ใหม่ เสด็จในกรมฯ ทรงฉงนพระทัย เเละคิดว่าพระชรารูปนี้ต้องมีวิชาดี จึงได้เสด็จขึ้นจากเรือ ตรงเข้าไปกราบทักทาย เเละสนทนากันจนเป็นที่ถูกคอถูกใจทั้งสองฝ่าย จนในที่สุดหลวงปู่ศุขจึงให้เข้าไปคุยกันที่บนกุกฏิของท่าน เสด็จในกรมฯ ทรงอยู่สนทนากับหลวงปู่ศุขเป็นเวลานานมากทรงซักถามในเรื่องราวที่ทรงสงสัย

เเละใคร่จะทดสอบดู ซึ่งหลวงปู่ศุขท่านก็ตอบได้ทุกเรื่องเช่นกัน การสนทนาเป็นไปอย่างออกรส เเละในที่สุดเสด็จในกรมฯ ทรงเเน่พระทัยในคุณวิเศษที่มีอยู่ในตัวหลวงปู่ศุขเเล้ว จึงได้ทรงก้มกราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งเเต่นั้นเป็นต้นมาเเละทรงกลายเป็นศิษย์เอกที่หลวงปู่ศุขให้ความรักเมตตาประดุจเป็นลูกในไส้เลยทีเดียว อีกทั้งยังได้ถ่ายทอดสรรพวิทยาความรู้ในทุกเเขนง ที่หลวงปู่ศุขท่านมีให้กับเสด็จในกรมฯ อย่างหมดไส้หมดพุงกันเลย ดังนั้นเสด็จในกรมฯจึงเป็นศิษย์ฆราวาสเพียงพระค์เดียวที่ถือว่าเป็นศิษย์เอกรับการถ่ายทอดวิชาไปได้มากที่สุด

ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดนั้น พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ นับว่าเป็นศิษยฺเอกที่ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากหลวงปู่ศุขมากที่สุด เเละเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวที่ได้เรียนวิชาใกล้ชิดสองต่อสอง เเละจะเรียนจนรุ่งเช้าหลวงปู่ศุขไม่เคยตำหนิหรือขัดข้อง กลับยินดีถ่ายทอดให้อย่างหมดเปลือก เเละมีความผูกพันกันมากที่สุด

เรียกว่าหลวงปู่ศุขให้ความรักในเสด็จในกรมฯเหมือนลูกในไส้ของท่านเลยทีเดียว นอกจากนี้เสด็จในกรมฯยังเป็นลูกศิษย์เพียงองค์เดียวที่หลวงปู่ทำพิธีระเบิดน้ำลงไปจารเเละม้วนตะกรุดสามกษัตริย์ ให้ที่ท่าน้ำหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่าถวายให้ใช้เป็นตะกรุดคู่ชีวิตอีกด้วย ทั้งยังสอนวิธีในการจารเเละม้วนตะกรุดชุดนี้ประสิทธื์ให้เสด็จในกรมฯ

เเต่เพียงผู้เดียวด้วย ส่วนทางฝ่ายเสด็จในกรมฯ ก็รักเเละเคารพในองค์หลวงปู่ศุขมาก ถึงขนาดทรงสร้างศาลากลางน้ำไว้ภายในวังนางเลิ้ง เรียกว่าบ้านสีเหลืองไว้ให้หลวงปู่ศุขพักผ่อนในเวลาที่ทรงเยี่ยมพระองค์ที่กรุงเทพฯ นับได้ว่าทั้งฝ่ายหลวงปู่ศุขเองเเละเสด็จในกรมฯ ต่างเป็นคู่บารมีซึ่งกันเเละกัน เพราะหากจะพูดถึงหลวงปู่ศุข เเห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่าก็ต้องระลึกถึงเสด็จในกรมฯ ทุกครั้งไป ความรักเเละความผูกพันระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์นั้นเป็นที่ประจักษ์เเจ้งเเก่คนทั่วไป เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นแบบอย่างของลูกศิษย์ที่มีความเคารพคุณครูอาจารย์อย่างยิ่ง

จะเห็นได้จากการที่ทรงจัดให้มีพิธีกรรมการไหว้ครูขึ้นภายในวังนางเลิ้งทุกปี เเละทุกครั้งจะต้องนิมนต์หลวงปู่ศุขมาเป็นประธานในพิธีมิเคยขาด ส่วนตัวหลวงปู่ศุขเองก็มักจะห่วงใยลูกศิษย์เอก เเละเเวะมาเยี่ยมเป็นประจำ เป็นความรักความผูกพันซึ่งกันเเละกันอย่างเเนบเเน่นดังจะเห็นได้ว่าเมื่อหลวงปู่ศุขได้ยินข่าวเสด็จในกรมฯทรงสิ้นพระชนม์ของเสด็จในกรมฯ นั้นท่านถึงกับน้ำตาซึม บ่นออกมาว่านึกไม่ถึงเลยว่าเสด็จในกรมฯ จะสิ้นพระชนม์เร็วขนาดนี้ เเละหลังจากงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพของเสด็จในกรมฯ เเล้ว เพียงไม่กี่เดือนหลวงปู่ศุขก็มรณภาพลง ทิ้งไว้เเต่เพียงตำนานอันยิ่งใหญ่ให้อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกนึกถึงคุณงามความดีของท่าน

เสด็จในกรมฯ ทรงได้รับการถ่ายทอดวิชาทุกเเขนงจากหลวงปู่ศุข เเต่มียกเว้นไว้ ๔ วิชา ที่หลวงปู่ศุขไม่ยอมถ่ายทอดให้ เพียงเเต่จะเเสดงให้ดูเท่านั้น เพราะได้รับการกำชับมาจากครูบาอาจารย์ของท่านว่าห้ามมิให้ถ่ายทอดใครอีก เพราะเป็นวิชาที่เมื่อทำเเล้วจะเป็นบาปมาก วิชาดังกล่าวประกอบด้วย

๑.วิชาทางคดหรือกระสุดคด วิชาชนิดนี้นั้นมีอันตรายอย่างมหันต์ ถ้าต้องตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี เพราะการนำเอาลูกกระสุนปืนมาเสก เเล้วยิงไปในสระบัว กระสุนเพียงนัดเดียวเท่านั้นสามารถวิ่งทะลุใบบัวได้ทุกใบ ในลักษณะเดียวกันถ้าหากนำกระสุนเสกนี้ไปยิงเข้าใส่กองทัพของข้าศึกศัตรู ก็จะทำให้ทั้งกองทัพตายหมดในทันที เเละสามารถยิงออกไปข้างหน้าเเต่กระสุนวิ่งไปทางข้างหลังได้ด้วย เเละถูกเป้าหมายโดยไม่ต้องหันไปเล็งปืนใส่เลย

๒.วิชาเสกขี้เถ้าให้เป็นไฟ หมายความว่า เมื่อนำเอาขี้เถ้ามาปลุกเสก สาดออกไปในทิศใดจะเกิดไฟลุกขึ้นอย่างโชติช่วงในทิศนั้น จะเผาผลาญข้าศึกศัตรูให้วอดวายได้เเละข้าศึกไม่สามารถหลบหนีไปทิศทางใดได้ด้วย เเต่หากตกลงไปในเขตเมืองจะเกิดไฟไหม้ใหญ่โต ทำให้บ้านเมืองพินาศได้

๓.วิชาเสกข้าวสารให้กลายเป็นภูเขา หมายความว่า เมื่อนำเอาข้าวสารมากเสกเเล้วขว้างไปในทางทิศใดจะเกิดเป็นภูเขาขึ้นในทิศนั้นทำให้ธรรมชาติวิปริตเเปรปวน เกิดการเปลี่ยนเเปลงอย่างใหญ่หลวงก่อให้เกิดความเสียหาย

๔.วิชาเสกทรายเป็นน้ำ หมายความว่า เมื่อนำทรายมาเสกเเล้วสาดออกไปจะกลายเป็นน้ำขึ้นบริเวณนั้น สามารถจมเมืองได้ทั้งเมือง

เเม้วิชาทั้ง๔ชนิดนี้หลวงปู่ศุขจะไม่ได้ถ่ายถอดให้เสด็จในกรมฯก็ตามที เเต่ก็เเสดงให้เสด็จในกรมฯได้ดูเป็นประจักษ์เเจ้งเเก่พระเนตรว่า วิชาพุทธาคมนั้นหากผู้ร่ำเรียนศึกษาอย่างจริงจังเเล้วนั้นสามารถสำเร็จธาตุทั้ง ๔ได้ เเละสามารถเปลี่ยนเเปลงสภาพวัตถุต่างๆได้อย่างไม่ยากเย็น

วิชานะมหาจังงัง

เป็นวิชาที่ใช้ในทางเมตตา มีอานุภาพสูง มีเรื่องเล่ากันว่า ในตอนที่เสด็จในกรมฯ ลาออกจากราชการทหารเรือมาเป็นหมอพรนั้น ในวังนางเลิ้งมีเครื่องยาตากไว้เต็มไปหมด มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หม่อมเเจ่มทำผิดเกี่ยวกับเรื่องยาที่ทรงตากไว้ ตกหรือหล่นเสียหายอย่างไรไม่ทราบได้ เเต่เสด็จในกรมฯ ทรงกริ้วมาก รับสั้งว่าฉันจะกลับมาจัดการเเล้วก็ทรงเสด็จไปทรงงานตามปกติ

ในช่วงนั้นเคราะห์ดีที่หลวงปู่ศุขมาพักอยู่ในวังพอดีหม่อมเเจ่มกลัวเสด็จในกรมฯ มาก จึงได้เข้ามากราบหลวงปู่ศุข ขอร้องให้ช่วยเหลือหลวงปู่ศุขก็ปลอบไปว่าไม่ต้องกลัว ไม่ตีหรอก เเล้วก็สอนให้ท่องพระคาถามหาจังงัง บอกให้หม่อมเเจ่ม ท่องจำให้ขึ้นใจ เเละสั้งว่าพอท่านเสด็จกลับมาให้ท่องไปเรื่อยไป เเล้วให้เอาน้ำไปให้เสวยหม่อมเเจ่มก็ปฏิบัติตามที่หลวงปู่ศุขสั้ง พอเสด็จในกรมฯ กลับมาถึงก็นำน้ำคลานเข้าไปถวายท่องพระคาถาเข้าไปด้วย เเล้วถอยออกมานั้งอยู่ข้างๆ ภาวนาเรื่อยๆไปปรากฏว่าทรงดื่มน้ำ เเละไม่ทรงตรัสถึงเรื่องที่จะตีหม่อมเเจ่มเลย
พระคาถามีดังนี้

“ญาณะ พุทโธ จังงัง ภะคะวาติ อิหิอะโห พุทโธ นะโมพุทธายะ”

“ญาณะ ธัมโม จังงัง ภะคะวาติ อิหิอะโห พุทโธ นะโมพุทธายะ”

“ญาณะ สังโฆ จังงัง ภะคะวาติ อิหิอะโห พุทโธ นะโมพุทธายะ”

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น