เปิด ๕ ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ อภินิหาร “ผ้าประเจียด” จากเหล่าเกจิอาจารย์ในตำนาน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ เปิด ๕ ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ อภินิหาร “ผ้าประเจียด” จากเหล่าเกจิอาจารย์ในตำนาน นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ผ้าประเจียด ผ้าลงเลขยันต์อักขระเวทมนตร์คาถา ซึ่งนอกจากยันต์ธรรมดาแล้ว ยังมีรูปพระ เทวดา ยักษ์ ลิง เสือ ราชสีห์ เป็นต้น โดยมากใช้ผ้าขาว ผ้าแดง และผ้าเหลืองบ้าง ทำขึ้นเพื่อคุ้มกันอันตราย โดยผ้าประเจียดจะให้คุณตามแต่ความต้องการเช่น คงทน คลาดแคล้ว มหาอุด เมตตามหานิยม โชคลาภ หรือมีโชคทางค้าขาย รูปลักษณะเป็นผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใช้โพกศีรษะ พันคอ พันแขน หรือใส่กระเป๋า ถือกันว่าเป็นเครื่องรางคุ้มกันตัว เป็นอำนาจทางไสยศาสตร์ซึ่งส่วนใหญ่จัดอยู่ในชุดของวิชาคงกระพันชาตรี กำบังตัว คุ้มกำลัง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายๆอย่างรวมกัน ภาษาที่ใช้เขียนเป็นอักขระโบราณ สำหรับผ้าประเจียดของเกจิอาจารย์ชื่อดังในตำนานก็มีหลายท่าน มีอภินิหารมากมายเลื่องชื่อเมื่อครั้งอดีต วันนี้เราขอรวบรวม ๕ ตำนาน ผ้าประเจียด ในตำนาน มากด้วยพุทธคุณครอบจักรวาล

๑. ผ้าประเจียด หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

ผ้าประเจียดของหลวงปู่ศุขนั้น นับว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มีตำนานเล่าขานถึงปาฏิหาริย์แห่งความเข้มขลังของผ้าประเจียด เมื่อครั้งที่ท่านได้ปลุกเสกทำผ้าประเจียดให้กับ เสด็จในกรม(กรมหลวงชุมพรฯ) และพระองค์ได้นำมาแจกจ่ายให้กับทหารเรือทุกคน

ผ้าสีเเดงลงอักขระเลขยันต์ หลวงปู่ศุขท่านก็ทำออกมาเรื่อยๆ เเต่จะทำเป็นจำนวนเท่าไหร่ไม่ทราบได้ เพราะว่าท่านทำเเจกทั้งชาวเรือ ชาวบ้าน เเละพวกที่มาทำบุญเเละกราบขอของดีจากท่าน ส่วนอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์นั้นแม้เเต่เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ท่านยังเคยได้ทดลองนำไปเเจกจ่ายให้กับทหารเรือบนเรือรบหลวงมาเเล้วจนเกิดเป็นตำนาน นายยัง หาญทะเล อันลือลั่นรอดพ้นจากฉลามแหวกว่ายอยู่รอบตัว เเละเล่าขานติดปากผู้คนมาจนถึงปัจจุบันถึงพุทธคุณทางเเคล้วคลาด คงกระพัน ของผ้าประเจียดหลวงปู่ศุข

๒. ผ้าประเจียด หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง

เมื่อในปีพุทธศักราช ๒๔๑๙ กรรมกรเหมืองแร่เป็นจำนวนหมื่นในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียงได้ซ่องสุมผู้คนก่อตั้งเป็นคณะขึ้นเรียกว่า อั้งยี่ โดยเฉพาะพวกอั้งยี่ในจังหวัดภูเก็ตก่อเหตุวุ่นวายถึงขนาดจะเข้ายึดการปกครองของจังหวัดเป็นของพวกตน ทางราชการในสมัยนั้นไม่อาจปราบให้สงบราบคาบได้ พวกอั้งยี่ถืออาวุธรุกไล่ชาวบ้านล้มตายลงเป็นจำนวนมากชาวบ้านไม่อาจต่อสู้ป้องกันตนเองและทรัพย์สิน ที่รอดชีวิตก็หนีเข้าป่าไป เฉพาะในตำบลฉลองชาวบ้านได้หลบหนีเข้าป่า เข้าวัด

ในคราวนั้น หลวงพ่อแช่มได้ทำเครื่องรางคุ้มครองตัวให้ชาวบ้าน หลวงพ่อแช่มก็ทำผ้าประเจียดแจกจ่ายให้คนละผืน พร้อมกับแจ้งแก่ชาวบ้านว่า “ข้าเป็นพระสงฆ์จะรบราฆ่าฟันกับใครไม่ได้ พวกสูจะรบก็คิดอ่านกันเอาเอง ข้าจะทำเครื่องคุณพระให้ไว้สำหรับป้องกันตัวเท่านั้น”

ชาวบ้านเอาผ้าประเจียดซึ่งหลวงพ่อแช่มทำให้โพก ศีรษะเป็นเครื่องหมายบอกต่อต้านพวกอั้งยี่ พวกอั้งยี่ให้ฉายาคนไทยชาวบ้านฉลองว่า พวกหัวขาว ยกพวกมาโจมตีคนไทยชาวบ้านฉลองหลายครั้ง ชาวบ้านถือเอากำแพงพระอุโบสถเป็นแนวป้องกัน อั้งยี่ไม่สามารถตีฝ่าเข้ามาได้ ภายหลังจัดเป็นกองทัพเป็น จำนวนพัน ตั้งแม่ทัพ นายกอง มีธงรบ ม้าล่อเป็นเครื่องประโคมขณะรบกัน ยกทัพเข้าล้อมรอบกำแพงพระอุโบสถ ยิงปืน พุ่งแหลน พุ่งอีโต้ เข้ามาที่กำแพง เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่บรรดาชาวบ้านซึ่งได้เครื่องคุ้มกันตัวจากหลวงพ่อ แช่มต่างก็แคล้วคลาดไม่ถูกอาวุธของพวกอั้งยี่เลย

๓.ผ้าประเจียด หลวงปู่เปลื้อง วัดลาดยาว

ผ้าประเจียดของหลวงปู่เปลื้องถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ปัจจุบันหลวงปู่เปลื้องประสงค์จัดทำผ้าประเจียดแบบผืนนั้นให้คงความเข้มขลังขึ้นอีกเป็นสมบัติของแผ่นดินสืบไป ท่านจึงดำริให้ช่างเขียนมือหนึ่งทำการเขียนรูปพระนารายณ์มหาจักรพรรดิตามตำราดั้งเดิม โดยมีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน พระพรหมขนาบข้างมีพระนารายณ์มหาจักรพรรดิอยู่กลางผืนผ้า มีอมนุษย์พาหนะทั้งสามรองรับแท่นฐานคือ พญาครุฑ (เก่งบนฟ้า) หนุมาน (เก่งบนดิน) และพิเภก(เก่งเหนือดวง) ล้อมรอบด้วยตราเสมา แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทับด้านนอกอีกครั้งด้วยพระยันต์และคาถาสำคัญ กำกับผ้ายันต์นารายณ์มหาจักรพรรดิ ตำรานี้บ่งว่า

“ท้าวเธอเป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย ให้ตั้งใจบูชาให้มั่นจะเป็นใหญ่กว่าผู้ใด ติดบ้านและรถเรือไปทางใด ชนะมีชัยทางนั้น เข้ารณรงค์สงครามติดเหนือยอดธงศัตรูหมู่มารแพ้ไปในที่สุด ประกอบกิจการค้าขายพืชไร่เลือกสวนไร่นา เจริญงอกงาม หาบคลอนไปทางใดคนหลั่งไหลมาอุดหนุนจนหมดสิ้นแล”

ผ้ายันต์ผืนนี้ช่างได้บรรจงเขียนรายได้อย่างสวยงามตรงตามตำรับเก่าอย่างมั่นคงและแท้จริงสืบต่อไปภายหน้า ตำราผ้าประเจียดนารายณ์มหาจักรพรรดิของหลวงปู่ศุขจะยังคงเป็นอมตะแบบอย่างและตำนานฝากความขลังไว้ชั่วลูกชั่วหลานสืบไป หลวงปู่เปลื้องบอกว่าตอนที่เสกผ้ายันต์ผืนนี้ หลวงปู่ศุขท่านมาหาและกำกับตำราของท่านจนหลวงปู่เปลื้องไม่รู้ว่าท่านเสกหรือหลวงปู่ศุขมาเสกกันแน่ เพราะพอใส่วิชาลงไปหมดแล้ว ใช้จิตพิจารณาอีกทีเห็นว่ามีอานุภาพรังสีพุ่งมาจากผ้ายันต์อย่างประหลาด ไม่ใช่แบบที่เราเสกแน่ จึงคิดไปว่าบารมีของหลวงปู่ศุขและครูบาอาจารย์คงมาช่วยกันทำผ้ายันต์ผืนนี้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

๔.ผ้าประเจียด หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ

“ความขลัง” ของหลวงพ่อเดิมนั้นประจักษ์แก่สายตาของผู้เคารพศรัทธามานักต่อนัก จนเป็นที่ประจักษ์แก่หูอยู่เป็นอันมาก จึงปรากฏว่าประชาชนทั้งชาวบ้านและข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนทั้งในจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดที่ใกล้เคียงตลอดไปจนจังหวัดที่ห่างไกลบางจังหวัด พากันไปมอบตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อมากมาย ขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์บ้าง ขอวิชาอาคมบ้าง ขอแป้งขอผงบ้าง ขอน้ำมันบ้าง ขอตะกรุดบ้าง ขอผ้าประเจียดบ้าง จากหลวงพ่อเดิม

สำหรับเรื่องผ้าประเจียดนั้น เมื่อสมัยสงครามมหาอาเซียบูรพามีประชาชนพากันไปหาหลวงพ่อวันละมากๆ นอกจากขอของขลังเช่นกล่าวแล้ว ยังพากันหาซื้อผ้าขาวผ้าแดงผืนหนึ่งๆ ขนาดกว้างยาวราว ๑๒ นิ้วฟุต เอาน้ำหมึกไปทาฝ่าเท้าหลวงพ่อ แล้วยกขาของท่านเอาฝ่าเท้ากดลงไปให้รอยเท้าติดบนแผ่นผ้า บางคนก็กดเอาไปรอยเท้าเดียว บางคนก็กดเอาไปทั้งสองรอย แล้วก็เอาผ้าผืนนั้นไปเป็นผ้าประเจียดสำหรับคุ้มครองป้องกันตัว ฝ่าเท้าของหลวงพ่อต้องเปื้อนหมึกอยู่ตลอดทุกวัน จนหลวงพ่อเคยบ่นหลังจากเสร็จจากการปลุกเสกของขลังว่า “มันทำกูเป็นหนูถีบจักร เมื่อยแข้งเมื่อยขาไปหมด”

๕. ผ้าประเจียด หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ

สำหรับความเข้มขลังของผ้าประเจียดหลวงพ่อแดงนั้นเกิดขึ้นในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๗ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๐ เวลานั้นเกิดโรคระบาดสัตว์ วัวควายเป็น โรครินเดรอ์เปรส ซึ่งเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อร้ายแรง พากันล้มตายเป็นเบือ สัตว์แพทย์ก็ไม่มีต้องขอให้ทางการมาช่วยฉีดยา ราษฎรจึงพากันไปหาหลวงพ่อให้ช่วยปัดเป่าป้องกันโรคระบาดสัตว์ให้ด้วย

หลวงพ่อแดงจึงปลุกเสกลงเลขยันต์ในผืนผ้ารูปสี่เหลี่ยมเล็กๆแจกให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายนำไปผูกปลายไม้ปักไว้ที่คอกสัตว์ของตน ปรากฏผลว่า คอกสัตว์ที่ปักผ้าประเจียดยันต์หลวงพ่อแดงไม่ตายเลย ทุกบ้านในตำบลใกล้เคียงวัดเขาบันไดอิฐ เมื่อรู้กิตติศัพท์จึงพากันมาขอยันต์หลวงพ่อแดงทุกวันมิได้ขาด กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือมหาสงครามเอเชียบูรพามีทหารญี่ปุ่นมาขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์ก็เกิดการต่อสู้กับทหารอากาศของไทยที่นั่น ชาวเพชรบุรีก็ตระหนกตกใจแล้วชักชวนกันมาหาหลวงพ่อแดง ท่านก็ลงผ้าประเจียดยันต์แจกให้คุ้มครองป้องกันตัว

นับได้ว่า ผ้าประเจียด ของเหล่าเกจิอาจารย์ทุกท่านที่กล่าวมานั้นถือว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่มีกิตติศัพท์ที่น่าศรัทธายิ่ง พุทธคุณของแต่ละท่านก็ต่างกัน แต่เต็มเปี่ยมด้วยพุทธคุณและความศักดิ์สิทธิ์ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า ผ้าประเจียดนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับเหล่าทหารกล้าที่ต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศ ทำให้มีขวัญมีกำลังใจในการทำศึกสงครามมาตั้งแต่ในอดีต

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply