เพียงลงกระหม่อมให้ลูกศิษย์ครั้งเดียว คุ้มครองตลอดชีวิต

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

พูดถึงอาจารย์ชุม ไชยคีรี ท่านเป็น ๑ ใน ๔ จตุรเทพ อาจารย์สายฆราวาสในยุคหลังสองพันห้าร้อย  เจ้าสำนักกุญแจไสยศาสตร์ ท่านเป็นศิษย์เขาอ้อ ในบรรดาอาจารย์ฆราวาสที่มีคนรู้จักมากที่สุดอาจารย์ชุม ไชยคีรี จะจัดอยูในระดับต้นๆ ไม่ว่ามีการจัดโผอาจารย์ฆราวาสครั้งไหน ท่านจะอยู่ในโผต้นๆทุกครั้ง เหตุที่ท่านอยู่ในอันดับต้นเพราะจะหาอาจารย์ที่แสดงฤทธิ์ได้แบบท่านนั้นหายากยิ่ง เช่นครั้งพิธีวัดชำนิฯปี๑๖ เมื่อปลุกเสกเสร็จ อ.ชุม ได้ให้ส.ห.ที่มาดูความสงบเรียบร้อย ให้ใช้เอ็ม๑๖ ยิงข้ามเหล่าวัตถุมงคลที่ปลุกเสก ปรากฏว่าทุกกระบอกยิงไม่ออกหมด

ในบรรดาการลองคงกระพันท่านก็ลองได้มันมาก มีการเฉือนทุกสัดส่วนของร่างกาย มีการลองแบบนี้นับไม่ถ้วน นำพระไปทิ้งน้ำทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและทะเลก็สามารถเรียกกลับมาได้หมด จนเกิดเป็นพระเสด็จกลับ ฝากไว้ในแผ่นดิน เวลามีคนมาฝากตัวเป็นศิษย์ อ.ชุม จะทำการลงกระหม่อมให้ ที่สำนักท่านจะไม่มีการสัก จะมีแต่การลงกระหม่อมเพียงอย่างเดียว แต่อานุภาพการลงกระหม่อมนั้นแม้เพียงครั้งเดียวก็มีอานุภาพหาประมาณไม่ได้ ดังเช่น

มีลูกศิษย์ที่ทันคุณพ่อชุมได้มาหาอ.กฤษณะ ได้มาเล่าเรื่องแปลกให้ฟัง พี่คนนั้นเล่าว่า เขาได้ทันอ.ชุม สมัยอ.ชุมยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นมือฟันคนหนึ่ง เวลาอ.ชุมไปสาธิตคงกระพันที่ไหน พี่เขาจะเป็นคนโชว์คงกระพันด้วย แต่ตอนหลังหลังอ.ชุมเสีย เขาก็ไม่ได้ฝึกอะไรแม้แต่ไหว้พระสวดมนต์ก็นานๆทำครั้ง

จนมีวันหนึ่งเขากับน้องชายได้ไปติดแอร์ที่บ้านแห่งหนึ่ง เจ้าของบ้านเป็นผู้หญิงเจ้าของบ้านคนนี้เป็นนักปฏิบัติธรรมถือพรหมจรรย์ไม่มีครอบครัว ขณะเขากำลังทำการติดตั้งแอร์อยู่ เจ้าของบ้านได้เดินมาดูดูอยู่สักพักเดียว พี่คนเจ้าของบ้านได้ร้องถามว่า คุณสองคนนี่มีอะไรดีมีอานุภาพแรงเหลือเกิน พี่คนที่เป็นลูกศิษย์อ.ชุม วันนั้นไม่ได้แขวนพระหรือเครื่องรางอะไร จึงคิดว่าน่าจะเป็นพระที่น้องชายแขวนอยู่ จึงให้น้องชายถอดให้เจ้าของบ้านดู

เจ้าของบ้านพอรับพระแล้วตรวจดูก็บอกว่า พระนี้ก็เสกดีนะ แต่พลังคุณพระในตัวคุณแรงกว่าพระองค์นี้อีก เขาก็เถียงว่า เขาไม่ได้แขวนพระอะไรจะมีอานุภาพคุณพระได้อย่างไร แต่แป๊บเดียวเขาก็นึกได้ จึงพูดว่า สงสัยเพราะผมเคยลงกระหม่อมกับอ.ชุมไว้ เจ้าของบ้านไม่ได้เล่นพระจึงไม่รู้จักอ.ชุมว่าเป็นใคร จึงเพียงบอกว่า อาจารย์ท่านนี้ มีอำนาจจิตเหลือประมาณ แม้ลงกระหม่อมเพียงครั้งก็สามารถรักษาลูกศิษย์ไปตลอดชีวิต อ.ชุม เวลาลงกระหม่อมเสร็จ ท่านจะประกาศว่า ขอให้คงเนื้อคงหนังคงกระดูก คงทั่วสรรพางค์กายตลอดชีวิต

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวของอาจรย์ชุม ไชยคีรี เป็นตำนานเรื่องเล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและผู้ที่เคยผ่านพบเจอท่านอาจารย์มา วันนี้นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนบ้วนน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบถ่ายหนักวันละกี่คนถ่ายเบาวันละกี่คนเป็นประจำเดือนวันละกี่คนน้ำที่เราอาบน้ำล้างก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ละวันละกี่ตัวเมื่อตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากซากที่ตายนั้นละมาใช้ส่วนบางพวกที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศ พอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมแก๊ชคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาซากศ พลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้ เยี่ย วผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคา วยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทา นเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่บ้วนลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากสิ่งปฏิกูลซากศ พซากสัต ว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศ พไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินซากพืชซากสัต ว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงทำลูกกันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัต ว์ของสกปร กดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี่เยี่ย วไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยนดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความผิดซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี่เยี๊ยวผายลมอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศ พขี่เยี๊ยวดินจากศพ น้ำจากประจำเดือน ลมจากผายลม ไฟจากแก๊สซากสัตว์อยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับเถ้าของคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินเถ้าน้ำจากลมเผาศ พของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินเถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่ควายก็ยังกินพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

ก่อนจักวาลและโลกเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุติเองก็คือสมมุติเช่นกันธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

ใส่ความเห็น