เมื่อ”ท่านขุนพันธ์”ลูบคม”เสือฝ้าย”ผลสุดท้ายช่วยปราบโจรด้วยกัน แต่มีข้อแม้”ไม่ต้องการพบขุนพันธ์”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ เมื่อ”ท่านขุนพันธ์”ลูบคม”เสือฝ้าย”ผลสุดท้ายช่วยปราบโจรด้วยกัน แต่มีข้อแม้”ไม่ต้องการพบขุนพันธ์” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ขุนพันธรักษ์ราชเดช(บุตร พันธรักษ์)อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทยซึ่งมีชื่อเสียงเป็นอันมากในการปราบโจรร้ายในภูมิภาคต่างๆของไทยในภาคกลางเช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือไหว เสือมเหศวร ที่พัทลุงปราบเสือสังหรือเสือพุ่ม ที่นราธิวาสปราบผู้ร้ายทางการเมือง ในปีพ.ศ.๒๔๘๑ หัวหน้าโจรชื่อ“อะเวสะดอตาเละ” จนท่านได้ฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า“รายอกะจิ”ซึ่งแปลว่า“อัศวินพริกขี้หนู”

และยกเว้นคนเดียวที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชไม่ได้ทำการจับกุมแต่แลกกับอิสรภาพนั้นคือ เสือดำ โดยใช้ศ พลูกน้องของเสือดำเองเสียสละชีพว่าเสือดำถูกปลิดชีพแล้ว ภายหลังจึงทราบว่า ตัวตนเสือดำยังมีชีวิตอยู่โดย เสือใบ เสือมเหศวร ได้พบเจอกันช่วงอายุมากแล้วและเสือดำได้ออกรายการในที่สุด คือบุคคลเดียวที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชยอมเสี่ยงทำผิดกฎหมาย แต่คดีไม่มีใครทราบความจริงสุดท้ายจึงหมดอายุความลง และจากผลงานที่ท่านสามารถปราบโจรเสือร้ายต่างๆได้มากมาย

ในปีพุทธศักราช๒๔๘๘เป็นช่วงปลายสงครามหาเอเชียบูรพากองทัพญี่ปุ่นซึ่งเข้ามาตั้งรกรากฐานทัพก็ออกอาการอ่อนเเรงลงและช่วงเวลานี้เองที่เสือปล้นโจรร้ายในพื้นที่ภาคกลางประกาศศักดาออกอาละวาดอย่างหนัก พวกมันคุมกำลังเข้าปล้นปลิดชีพอย่างสนุกมือมีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากคหบดี เจ้าของโรงสี เจ้าของเรือเมล์รับส่งสินค้า และผู้โดยสารขึ้นล่องตามลำแม่น้ำ ตลอดจนจับคนไปเรียกค่าไถ่ พื้นที่ที่ตกอยู่ภายใต้เงื่อมเงาทมิฬของพวกโจรกินอาณาเขตกว้างหลายจังหวัดเช่นสุพรรณ ชัยนาท อุทัยธานี อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ สุจริตชนผู้ซึ่งทำมาหากินโดยชอบต่างอกสั่นขวัญผวาตลอดเวลาเพราะไม่รู้เมื่อไรไอ้เสือร้ายจะมาเยือน

ในปีเดียวกันนี้ท่านขุนพันธ์ได้รับตำแหน่งพ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตรได้รับคำสั่งจากรมตำรวจด่วนให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาทในวันที่ ๒๓ มิถุนายน เหตุผลสำคัญที่ทางการส่ง”มือปราบพระกาฬ”เข้าไปยังจังหวัดชัยนาทก็เพราะ เมืองชัยนาทไม่ผิดกับแผ่นดินโจรพร้อมพรั่งด้วยอาวุธร้ายเเรงและบริวารมายถึงกับรวมตัวเป็นชุมโจรอย่างเปิดเผย ในเขตอำเภอสรรคบุรีเพียงอำเภอเดียวมีชุมโจรถึง ๕ชุมได้แก่ชุมโจร เสือครึ้ม ชุมโจรเสือย่อม ชุมโจรเสือเห้ย ชุมโจรเสืออ้วน ชุมโจรเสือสมเสือศักดิ์ สองเสือพี่น้อง

เมื่อพ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช มารับตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธร จังหวัดชัยนาทก็เริ่มต้นรวบรวมประวัติเสือปล้นตัวเเสบแต่ละคนเอาไว้ให้มากที่สุดเพื่อเป็นเเนวทางในการปราบปรามต่อไป ท่านขุนพันธ์มารับตำแหน่งเพียงไม่กี่วันก็มีรายการเจอดีเพราะมีจดหมายของโจรขอมา นับเป็นครั้งเเรกในชีวิตของการเป็นตำรวจ วันนั้น ร.ต.ท.วัน ศรีหทัย ผู้บังคับกองตำรวจอำเภอหันคามาขอเข้าพบเป็นการส่วนตัวพร้อมกับเเจ้งว่า ”เสือฝ้ายจอมโจรแห่งเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งมีเขตติดต่อกันฝากคำขอร้องมาว่า อย่าให้ท่านเข้าไปเขตเมืองสุพรรณฯ”

ผู้กำกับฯคนใหม่ของเมืองชัยนาทถึงกับหัวเราะในลำคอและคิดในใจว่า ”เสือปล้นสามารถใช้ผู้บังคับกองตำรวจเป็นคนถือสารได้”แต่ก็ตอบกลับไปว่า”ผมเป็นผู้กำกับฯเมืองชัยนาทไม่ใช่ผู้กำกับฯเมืองสุพรรณฯเพราะฉะนั้นจึงไม่เกี่ยวข้องกับเมืองสุพรรณฯขออย่างเดียวเสือฝ้ายอย่าข้ามแดนมาเมืองชัยนาทก็เเล้วกัน” ด้วยเหตุนี้ท่านขุนพันธ์จึงสนใจเรื่องราวของเสือปล้นรายนี้เป็นพิเศษเพื่อเป็นข้อมูลเก็บไว้เผื่อภายหน้าอาจเป็นประโยชน์กับตน จากข้อมูลของตำรวจทำให้มือปราบหนังเหนียวทราบว่าเสือฝ้ายหรือฝ้าย เพ็ชนะเปิดฉากปล้นตั้งแต่อายุ๓๕ปีและสามารถยืนยงคงกระพันมาจนถึงขณะนี้อายุ๕๐กว่าปีโดยไม่เคยพลาดท่าให้ตำรวจเข้าถึงตัวเเม้เเต่ครั้งเดียว

ชุมโจรเสือฝ้ายไม่ผิดอะไรกับหมู่บ้านหนึ่งมีบริวารกว่า๑๒๐คนบารมีโจรของเสือฝ้ายยืนยงโดยตลอดถึงขั้นยกย่องจากบริวารและชาวบ้านเป็น”พ่อฝ้าย”บ้าง”จอมพลฝ้าย”บ้าง แต่ถ้าเป็นโจรคนละก๊กหรือก๊กเดียวกันก็ตามทีก็จะเรียกเขาว่า”ครูฝ้าย”ซึ่งหมายถึงเป้นครูของฝ่ายกระทำผิดกฏหมายก๊กโจรเสือฝ้ายออกปล้นสะดมในเขตจังหวัดภาคกลางที่ติดต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรีรายเเล้วรายเล่าสูญเสียทรัพย์สินเงินทองให้กับพวกโจรแทบหมดตัวและบางรายที่หวงแหนสมบัติฮึดสู้จะถูกปลิดชีพอย่างอนาถ

เสือฝ้ายได้สร้างกรรมชั่วอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั่งทั้งๆที่อายุของเขาก็เลยวัยกลางคนเเล้ว ซึ่งชาวชนบทในวัยเดียวกันนี้มักจะหันหน้าเข้าวัดถือศีลฟังธรรมเพื่อสร้างบุญกุศลเป็นที่หมายแต่เสือฝ้ายกลับจมอยู่ห้วงแห่งบาปมีความชื่นชมยินดีในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นที่ยื้อแย่งช่วงชิงเอามา เขาไม่เคยสะดุ้งสะเทือนต่อการล้างผลาญชีวิตผู้อื่นเเม้แต่น้อย เพราะเขาชาชินขาดสำนึกผิดชอบชั่วดีดังเช่นคนทั่วไป

วันที่๕สิงหาคม๒๔๘๘ หลวงสฤษดิ์สารลักษณ์ท่านข้าหลวงชัยนาทมาชวนขุนพันธ์ไปเที่ยวสุพรรณบุรี ซึ่งเขาก็ไม่ปฏิเสธรับคำเชิญอย่างยินดีเพราะอยากไปชมโบราณสถานซึ่งมีอยู่มากมายในเมืองเก่าแก่ดังเช่นสุพรรณบุรีการเดินทางไปสุพรรณฯต้องไปทางเรือเมล์โดยสารแล่นจากอำเภอหันคา ชัยนาทไปจังหวัดสุพรรณบุรี คณะเดินทางประกอบด้วย ท่านข้าหลวงท่านขุนพันธ์เสมียนตราจังหวัด จ.ส.ต.ถนอม นพรัตน์ พลฯ ดีทุกคนขึ้นเรือเมล์โดยสารล่องตามลำน้ำสุพรรณฯ

เรือเมล์ผ่านบ้าน”เสือดอย”ซึ่งตั้งบ้านอยู่ปากน้ำสุพรรณฯจากนั้นก็ผ่านเรือนหลังใหญ่ของเสือฝ้ายซึ่งเปิดอยู่ริมน้ำอย่างเปิดเผยแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลโจรว่ายิ่งใหญ่สักปานใดจ่าถนอมกระซิบบอกให้ขุนพันธ์รับทราบเอาไว้ซึ่งผู้กำกับฯก็มิได้สนใจอะไรมากนักเรือเมล์เเล่นผ่านไปโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรจนกระทั้งถึงเมืองสุพรรณฯคณะผู้มาเยื่อนจากจังหวัดชัยนาทเข้าพักอยู่ที่จวนข้าหลวงคือ หลวงจรูญคชภูมิ๒คืนตอนขากลับหลวงสฤษดิ์สารลักษณ์กับเสมียนจังหวัดกลับทางอำเภอสองพี่น้องโดยไปขึ้นรถไฟที่งิ้วรายเพื่อเข้ากรุงเทพฯ สำหรับพ.ต.ต.ขุนพันธ์ จ่าถนอมพลฯดี กลับทางเรือเมล์ตามเดิม บนเรือเที่ยวนั้นมีผู้โดยสารประมาณ๒๐คนและบรรทุกสินค้ามาด้วย

เรือเมล์เป็นเรือสองชั้นนายท้ายถือพวงมาลัยอยู่ชั้นบนมีขุนพันธ์ยืนอยู่ใกล้ๆพร้อมกับจ่าถนอมส่วนพลฯดีฝากปืนลูกซองยี่ห้อเบรานิ่งไว้กับขุนพันธ์ แล้วตนเองไต่บันไดลงไปพูดจาเล่นหัวกับแม่ค้าสาวๆที่ชั้นล่างของเรือ ข่าวการมาเยือนเมืองสุพรรณฯหาได้เป็นความลับยิ่งสายของเสือฝ้ายมีอยู่เต็มพื้นที่ในดินแดนแห่งนี้มีหรือที่เสือฝ้ายจะไม่รู้ เรือเมล์แล่นผ่านด้านหน้าบ้านเสือฝ้าย ริมฝั่งน้ำด้านขวามือขุนพันธ์ก็เห็นเหล่าลูกน้องโจร๗-๘คนสะพายปืนยาวเดินเตร่อยู่ใกล้ศาลาท่าน้ำเหลียวมองไปทางฝั่งขวามือเห็นบริวารโจรกว่า๑๐คน ประทับปืนยาวเล็งมายังเรือเมล์เป็นจุดเดียว มีเสียงตะโกนมาจากเหล่าร้ายให้หยุดเรือแล้วเทียบมาจอดริมตลิ่ง

นายท้ายเรือเห็นโจรเล็งปืนมาจากฝั่งก็ตัวสั่นงันงกชักกระดิ่งให้ช่างเครื่องที่ข้างล่างลดความเร็วลงทันทีและจะเบนหัวเรือเข้าฝั่งตามคำสั่งโจร ขุนพันธ์ปราดเข้าประกบนายท้ายสั่งไม่ให้หยุดเรือและเข้าฝั่งเด็ดขาดเพราะขืนทำเช่นนั้น เป็นต้องถูกปล้นทั้งลำเรือแน่นอน ”ถ้าลื้อไม่เชื่ออั๊ว อั๊วยิ งลื้อแน่”ท่านขุนพันธ์กำชับนายท้ายเรือเอาไว้ ซึ่งนายท้ายเรือกลัวขุนพันธ์มากกว่าโจร เพียงเบาเครื่องยนต์และเบนหัวเรือให้ลอยอยู่กลางแม่น้ำ ภายในเรือเมล์ผู้โดยสารส่วนมากเป็นพ่อค้าแม่ค้าต่างอลม่านด้วยกลัวภัยโจร บางคนเข้าไปแอบในห้องน้ำท้ายเรือพวกที่ใส่เครื่องประดับก็รีบถอดออกซุกซ่อนหรือห่อผ้าขาวม้าเคียนเอวเตรียมกระโดดน้ำหนี จ่าถนอมและพลฯดีได้รับคำสั่งจากสิงห์มือปราบให้ควบคุมผู้โดยสารไว้อย่าให้ใครกระโดดน้ำลงไปเด็ดขาดทั้งสองปฏิบัติอย่างรวดเร็ว

ท่านขุนพันธ์ประเมินสถานการณ์ดูเเล้วฝ่ายตนออกจะเสียเปรียบเพราะอยู่ในเรือโล่งๆเป็นเป้าเด่นอาวุธที่ติดตัวมามีแครีวอลเวอร์๖นัดของตนเอง จ่าถนอมมีปื นกลแบลคมัน พลฯดีมีปื นลูกซองกระสุนปืนที่ติดตัวก็มีจำนวนจำกัดหากเกิดปะทะกันจริงๆคงยิ งสู้ได้ไม่นาน เรือเมล์ลอยลำอยู่กลางน้ำมันค่อยๆแล่นห่างออกไปยังหัวคุ้งเบื้องหน้าบริวารเสือฝ้ายยังอยู่ในท่าเตรียมยิ งแต่ไม่มีการลั่นกระสุนอาจจะเป็นเพราะยังไม่ได้รับคำสั่ง เรือเมล์แล่นเอื่อยมาถึงหัวคุ้งมีต้นไม้หนาแน่นเป็นทำเลได้เปรียบเพราะลับตาสายตาโจรขุนพันธ์สั่งให้นายท้ายเข้าเทียบตลิ่งตรงหัวคุ้งด้านซ้ายฝั่งตรงข้ามกับบ้านเสือฝ้ายและให้หยุดเรือเตรียมไว้

ขุนพันธ์คว้าเบรานิงของพลฯดีส่วนจ่าถนอมก็ใช้แบลคมันกระโจนขึ้นฝั่งให้พลฯดีอยู่เฝ้าเรือจากนั้นคนทั้งสองก็ลัดเลาะดงไม้เข้าไปตั้งท่ารออยู่อย่างเงียบกริบ เหล่าบริวารเสือฝ้ายที่จับกลุ่มสิบกว่าคนได้เดินลัดเลาะป่าเข้ามาดูว่าเรือไปถึงไหนเเล้ว พวกมันเข้ามาใกล้วิถีกระสุนขุนพันธ์ไม่รอช้าลั่นไกใส่ ฝ่ายจ่าถนอมก็กราดแบลคมันจนหมดเเม็กฯ สมุนโจรหัวทิ่มฟุบลงไปสองคนที่เหลือแตกตื่นวิ่งกระจัดกระจายไปทางเดิม ฝ่ายขุนพันธ์และจ่าถนอมวิ่งกลับมายังเรือเมล์สั่งให้นายท้ายเรือพุ่งหัวเรือออกกลางแม่น้ำบ่ายหน้าเข้าเขตอำเภอหันคาทันที เป็นบทเรียนแรกของเสือฝ้ายที่ได้รับจากขุนพันธ์ ไอ้เรื่องที่จะมาข่มขู่คนอย่าง”มือปราบหนังเหนียว”เช่นขุนพันธ์ง่ายๆนั้นเมินเสียเถอะ ถ้าแตะเมื่อไรเป็นได้เรื่องกันเมื่อนั้น

ต่อมาวันที่๙สิงหาคมถัดจากเหตุการณ์ไปเยือนสุพรรณฯของขุนพันธ์และพวกผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับนายซ่งเฮงกับนายเทียบลูกน้องเสือฝ้ายจับผู้ใหญ่บ้านปากน้ำชื่อช่วงจับนายคล้ายพี่ชายเสือฝ้ายในข้อหาร่วมกันปล้นทรัย์ในเขตอำเภอหันคา นายคล้ายและนายช่วงปฏิเสธแต่นายซ่งเฮงกับนายเทียบรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่ากระทำผิดจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจชัยนาทจึงนำผู้ต้องหาทั้งสองคนไปชี้ที่เกิดเหตุ ระหว่างการเดินทางเสือฝ้ายได้ส่งสมุนมือดีมาดักซุ่มนายซ่งเฮงกับนายเทียบเสียชีวิ ต เพื่อปิดปากพยานคนสำคัญทำให้ผู้ต้องหาที่เหลือหลุดจากคดีหมดเพราะพยานหลักฐานอ่อน

หลายสัปดาห์ต่อมาเสือฝ้ายมีจดหมายมาต่อว่าขุนพันธ์ว่า ”ไม่รักษาสัญญาที่รับรองจะไม่ข้ามเขตเข้าสุพรรณฯทั้งๆที่ตัวกระผมจ่ายเงินให้มาแล้วถึงสองหมื่นบาทโดยฝากมากับร.ต.ท.วัน ศรีหทัย” ขุนพันธ์ได้เรียกร.ต.ท วันเข้าพบ พร้อมกับสอบถามเรื่องเงินสองหมื่นบาทแต่ผู้หมวดวันปฏิเสธว่า”ไม่รู้เรื่อง”ขุนพันธ์ก็ไม่สนใจเรื่องเงินอีก ภายหลังแม้ พ.ต.ต.ขุนพันธ์จะได้รับเเต่งตั้งเป็นรองผู้บังคับการศูนย์ปราบปรามโจรผู้ร้ายภาคกลางและได้มีการเจรจาให้คนร้ายก๊กต่างๆมอบตัว มีโจรหลายกลุ่มหันหน้ามาช่วยปราบโจรด้วยกันรวมทั้งเสือฝ้ายด้วย แต่เสือฝ้ายมีข้อเเม้อยู่อย่างเดียวคือไม่ต้องการพบพ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชจะเป็นด้วยเสือฝ้ายเกลียดหรือกลัวก็ไม่รู้ได้

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

Leave a Reply