เมื่อหลวงปู่โต๊ะพบพระอาจารย์มั่นคุยกันถึงฤทธิ์ทางสมาธิ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

อาจารย์มั่นกับอาตมา(หลวงปู่โต๊ะ)คุ้นเคยกัน แต่อาตมายังเป็นพระหนุ่มๆอยู่บอกเจ้าคุณอุบาลี วัดบรมนิวาสว่า เมื่อหลวงพ่องค์นี้ลงมา ช่วยบอกผมด้วยนะครับ ผมจะมาฟังธรรมะธัมโมของท่าน ท่านก็รับ ท่านเป็นญาติกัน แล้วก็สั่งสมภารองค์ใหม่นี้ไว้ด้วย จะเป็นประโยชน์

 

พอเราเข้าไปกราบเท่านั้น เย็น ใจคอเย็น ทานโทษ เหมือนยังกับเข้าไปอยู่ในร่ม อากัปกิริยาเหมือนยังกะเราเข้าไปอยู่ในร่ม เย็น เย็นหู เย็นตา เย็นใจ ทั้งตัวเย็น เย็นไปหมด เพราะอะไรการปฎิบัติสมถะกรรมฐาน มีอะไรเป็นหลัก

ท่านก็ว่ากรรมฐาน๔๐น่ะแหละ เลือกเอาตามพอใจเท่านั้นเองเลือกเอาตามพอใจ ก็หลายอย่าง หลวงพ่อหลายอย่างท่านก็แนะว่า ทำตามจริตของเขาที่เข้าใจ ถ้าคนที่มีโทสะจริต ก็เจริญพุทโธก็ได้ ท่านว่างั้น และเราก็ว่า พุทโธ ต้องประกอบกับลมด้วย ขอรับ

ท่านก็ว่า ต้องประกอบซี กรรมฐานน่ะ อานาปานะ เป็นยอดของกรรฐานนะคุณนะ อย่าปลดปล่อยนา
ครับ ไม่ปล่อย จะต้องทำยังไงขอรับ ถึงจะรู้ลมเข้าลมออกก็ตามรู้ลมเข้าลมออก ปัญญาเกิดเมื่อภาวนาพุทโธ พุทโธแล้วพุทโธหายไป เราจะทำไง ไม่มีหรอกพุทโธ ไม่ได้บริกรรมไม่มีอะไร ไม่มีเลย
ท่านว่า นั่นแหละลมละเอียดแล้ว ลมละเอียดแล้วลมละเอียดแล้วจะต้องทำอะไรต่อไปอีก
ดูลม

ดูลมให้ละเอียด ถ้าละเอียด ละเอียดหนักๆขึ้น เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าเราหายใจ นะคุณนะ ไม่รู้ว่าหายใจ หายใจเข้า หายใจยังไง เราไม่รู้เรื่องมีการเผลอไหมครับท่านบอก ไม่เผลอ ต้องมีสติผูกจิตไว้ด้วย ท่านว่างั้น อะไรผ่าน จำ ท่านว่าให้จำ จำไว้ จำไว้ ถ้าหากมีโยก มีโคลง จะทำไงขอรับ มันไปข้างหน้ามั่ง
ท่านว่า ให้เฉย ที่จริงไม่ได้โยก ไม่ได้โคลงหรอก มันเป็นกิริยาของพระอรหันต์ มันเป็นกิริยาของท่าน

มันแสดงให้เราเห็น ทีนี้ทำท่าจะเหาะ ฉันจะเหาะได้นา ถ้าทำไปเหาะได้นา ถ้าท่านทำไปเหาะได้นา เราทำไง เราทำท่าจะเหาะนี่ เฉย เฉย เวลานั้นจะสว่างไม่ใช่เล่น สว่างไสวไปหมด ดูข้าง ดูเคียง ดูอะไรๆนั่นเขาเรียกว่าอะไร เขาเรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส อย่าไปหลง อย่าไปหลง เราเรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส ที่สว่างดับวูบ นั่นก็คือธรรมะคือวิปัสสนา นั่นคือวิปัสสนาปิดหมด จะสว่างไสว มันสว่างไสวปลอดภัยทุกอย่าง อย่าไปหลงเข้านะ อย่าไปหลง แต่ก็มีฤทธิ์นะ สว่างนั้นมีฤทธิ์ จะเป็นมดเป็นหมอเป็นอะไรต่ออะไร ทำได้ทั้งนั้น ทำได้

ก็ถามว่า ท่านทิ้งแล้วหรือยังขอรับ สมถะไม่ได้ทิ้งละ มันเป็นอุบายของที่…พระพุทธเจ้ายังทิ้งไม่ได้นี่คุณ อ่านหนังสือพบไหม ท่านว่างั้นก็ว่าพบ อ่านพบทิ้งไม่ได้ มีฤทธิ์ มีเดชมัอะไรหลายๆอย่าง แต่ตถาคตน่ะไม่แสดง แสดงในสิ่งที่จำเป็น แล้วตถาคตยังห้ามสาวกอื่นๆว่า อย่าแสดง ยังห้าม ยังห้าม เลือกแสดง เลือกสิ่งที่จำเป็นละก็ทำได้ ที่จำเป็น เพราะฉะนั้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง

…เอาละ หลักนี่ไม่ใช่หลักของพระพุทธเจ้านา เพราะว่าเขามีมาก่อนพระพุทธเจ้าหลายสิบองค์ มีพระพุทธเจ้าเกิดในโลกโลกก็เห็นว่าหลักของเขาดี ก็ทำ ก่อนพระพุทธเจ้าเขาก็ทำด้วยหลักกรรมฐาน เป็นของโลกๆเขา แต่ก็ได้ประโยชน์ดี สุดเข้าก็เลยรวบรัดตัดความใช้ได้ ให้เห็นเข้าแท้จริงๆ มันก็เบื่อหน่ายได้หลวงพ่อครับ วันหนึ่งทำกี่ครั้ง

นับไม่ถ้วน ท่านว่า นี่ฉันก็ทำ ท่านว่า นี่ฉันก็ทำสมถะ กายใจ…จิต จิต…ชอบกล คนเราน่ะ ต้องทำเรื่อยๆ ยืนในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ นั่งในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ นอนในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เป็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ไปหมด นี่ความหลุดพ้นเรียกว่า วิมุติ ครบบริบูรณ์

ความชั่วหามีกับเราไม่ ด้วยอาศัยการปฎิบัติที่เราถือกุญแจลูกนี้ ไขเข้าไปกว่าจะถึงหลัก…นี่คือหลักการรัษาศีลในทายก ทายิกาที่มาประชุมที่นี้ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ แม้ท่านจะนึกปรารถนาสิ่งใดสมความปรารถนา สุขทุกทิพาราตรีกาลนั้นสวัสดี

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น