เสกพระจนกระโดดข้ามถาด

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ พระอาจารย์นำวัดดอนศาลา เสกพระจนกระโดดข้ามถาด นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

หากกล่าวถึงหนึ่งในสุดยอดพระเกจิอาจารย์แห่งสายเขาอ้อ ยุคแรกขอยกให้หลวงพ่อทองเฒ่า ยุคต่อมาเป็นพระอาจารย์เอียดแล้วจึงยกให้พระอาจารย์นำ อันนี้จากวิจารณญาณของผู้เขียน ส่วนผู้ใดคิดเป็นอื่นนั้นก็ตามแต่เหตุผลของความศรัทธาที่ต่างไป สำหรับพระอาจารย์นำวัดดอนศาลานี้นอกจากที่ข้าพเจ้าเคยได้รับฟังคำรับรองจาก ผู้เฒ่าผู้เเก่ที่ทันท่านได้เคยพบเห็นท่านเคยบอกว่า ว่าท่านเก่งทางเหนียวคงและพลังจิตแก่กล้ามาก

นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้รับศึกษาเรื่องราวของพระอาจารย์นำจากหนังสือชีวประวัติของท่าน พระอาจารย์นำพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติภาวนาจนมีพลังจิตกล้าแข็งอำนาจจิตของพระอาจารย์นำเข้มขลัง เเละเป็นที่ยอมรับกันว่ากล้าแข็งมากเวลาปลุกเสกวัตถุมงคลก็มักมีประสบการณ์วัตถุมงคลเคลื่อนไหวได้เองเสมอๆและยังประกอบไปด้วยญาณสมาบัติอันสูงยิ่งนัก เพราะการฝึกพลังจิตและการเรียนทางวิทยาคมพระอาจารย์นำท่านเรียนและฝึกมาตั้งแต่เล็กๆกับ“พระอาจารย์เกลี้ยง”ผู้เป็นบิดา ซึ่งพระอาจารย์เกลี้ยง”ผู้เป็นบิดาซึ่งพระอาจารย์เกลี้ยงนี้ก็เป็นศิษย์สำนัก”เขาอ้อ”ที่มีชื่อเสียงมาก ท่านเป็นอาจารย์ไสยศาสตร์ฆราวาสที่มีลูกศิษย์และคนเคารพนับถือกันอย่างกว้างขวาง

ครั้นเมื่อภรรยาหรือมารดาของพระอาจารย์นำเสียชีวิตพระอาจารย์จึงได้บวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดดอนศาลา พร้อมกับเอาพระอาจารย์นำซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กไปอยู่วัดดอนศาลาและเริ่มสอนวิชาให้นับแต่นั้นมาและก่อนที่จะมรณภาพเสมือนกับรู้ตัวว่าจะอยู่ได้ไม่นานแล้ว พระอาจารย์เกลี้ยงจึงได้พาเอาพระอาจารย์นำไปฝากให้เรียนวิชาเพิ่มเติมกับ”พระอาจารย์ทองเฒ่า” ที่วัดเขาอ้อผู้เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันซึ่งสรรพวิชาแขนงต่างๆ ของสำนักเขาอ้อพระอาจารย์นำท่านเรียนรู้หมดและแตกฉานทุกแขนงแม้ว่าตอนแรกท่านจะเป็นอาจารย์ฆราวาสแต่ท่านก็อยู่ในศีลในธรรมและปฏิบัติฝึกฝนหลังจิตตลอดเวลาจนกระทั้งมาบวช เมื่อปลายอายุของท่านก็ยังปฏิบัติฝึกฝนอยู่มิขาด

อำนาจพลังจิตของท่านจึงกล้าแข็งอยู่ตลอดระยะเวลาไม่มีลดน้อยถอยลงไปเลย มีแต่จะกล้าแข็งขึ้นเรื่อยๆเพราะท่านฝึกปฏิบัติและประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มาอย่างต่อเนื่องหลายๆสิบปี อิกทั้งสรรพวิชาแขนงต่างๆของสำนักเขาอ้อ พระอาจารย์นำท่านเรียนรู้หมดและแตกฉานทุกแขนง ในการปลุกเสกพระของท่านพระอาจารย์นำนั้นตามประวัติลูกศิษย์จะนำพระที่จัดสร้างเสร็จนำมาใส่ถาดใส่บาตรวางต่อหน้าท่านให้ท่านปลุกเสก เมื่อพระอาจารย์นำปลุกเสกพระเครื่องเเละเครื่องรางของขลังต่างที่อยู่ในถาดกระโดดโลดเต้นเหมือนมีชีวิตจิตใจ คราหนึ่งพระอาจารย์นำท่านเสกพระกลีบบัวอยู่พระกลีบเนื้อว่านผสมดินธรรมดานั้นยังกระโดดข้ามถาดมาเเล้วคนอยู่ในศาลานั้นหลายสิบคนเห็นเป็นที่ประจักษ์ จนลูกศิษย์ที่เอามาพระให้เสกช่วยกันจับเก็บพระที่ตกกระจายเเละเมื่อท่านปลุกเสกเสร็จแล้วต่างเเย่งเเละขอพระองค์ที่กระโดดได้ขยับได้กัน

ท่านพระอาจารย์นำได้รับนิมนต์ไปร่วมปลุกเสกพระต่างที่ที่ต่างๆภาคๆเเม้เเต่งานพิธีปลุกเสกพระขุนเเผนของปลัดทวียังมีคำมานิมนต์ไปร่วมพิธีและในงานพิธีนั้นมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่านที่มาร่วมปลุกเสกดังนี้ ๑.พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา จ.พัทลุง ๒.หลวงพ่อแพวัดพิกุลทองจ.สิงห์บุรี ๓.หลวงพ่อเปลื้อง วัดสุวรรณภูมิ จ.สุพรรณบุรี ๔.หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรี ๕.หลวงปู่แขก วัดหัวเขา จ.สุพรรณบุรี ๖.หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย จ.สุพรรณบุรี ๗.หลวงปู่โต๊ะ วัดลาดตาล จ.สุพรรณบุรี ๘.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี ๙.หลวงพ่อคำ วัดหน่อพุทธางกูร จ.สุพรรณบุรี ๑๐.หลวงพ่อไสว เจ้าอาวาสวัดบ้านกร่างในขณะนั้น ฯลฯ

ในพีธีกรรมมีพระอาจารย์ำท่านเดี่ยวที่เป็นเกจิสายใต้และท่านยังได้รับคำชื่นชมเเละการยอมรับจากพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆในพิธีว่า พระเมืองปักษใต้ท่านนี้พลังจิตเเรงมากเข้มขลังมาก เเละมีคนบอกผมว่าถ้าปรากฏว่าพระสงฆ์รูปใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ไปกราบนมัสการนั่นย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระสงฆ์รูปนั้นไม่ธรรมดาแน่นอนพระอาจารย์นำฯก็เช่นกันวัตถุมงคลหรือประวัติของท่านมีเรื่องเล่ามากมาย

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply