เสด็จพ่อร.๕ทรงปลอมเป็นราษฏรเพื่อจับกุมเสด็จในกรมฯ

หากเอ่ยนามถึง เสด็จเตี่ยฯ แล้วคงไม่มีใครแน่ที่จะไม่รู้จักพระนามของพระองค์ท่านซึ่งทรงเปรียบเสมือนเป็นพระบิดาของเหล่าทหารกองทัพเรือ ไม่ว่าจะเป็นทหารกองทัพเหล่าใดตลอดจนถึงประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าก็ล้วนต่างน้อมสักการะเทิดทูนบูชาในพระบารมีของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดไม่ได้……

เรื่องราวดังต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ได้รับการถูกบันทึกไว้ในอดีตและได้จารึกอยู่ในหน้าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นเสด็จเตี่ยฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือที่เรียกตามพระนามเดิมก็คือ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ แม้ว่าพระองค์ท่านจะเป็นถึงลูกเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทั้งยังทรงดำรงตำแหน่งข้าราชการอย่างใหญ่โตอยู่ในกองทัพ ด้วยพระอุปนิสัยที่มีพระเมตตาต่อผู้คนทั่วไปโดยไม่เลือกแบ่งชั้นวรรณะแต่อย่างใด ทรงสามารถผูกใจนักเรียนทหารเรือที่มีอุปนิสัยไปในทางนักเลงไว้ได้ด้วยความเป็นนักเลงที่เหนือกว่า กล่าวก็คือ กรมหลวงชุมพรฯ ทรงมีฐานันดรศักดิ์และความรู้ที่สูงเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อนำไปประกอบเข้ากับการดำเนินพระจริยวัตรในทางที่บรรดานักเลงสมัยก่อนนั้นนิยมกัน เช่นว่า มีความเก่งกล้าในศาสตร์วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวทุกรูปแบบ ทั้งยังมีพระเวทย์วิทยาคมอันแก่กล้าเพราะทรงได้มอบพระองค์เพื่อเข้าเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ซึ่งผู้คนสมัยก่อนนั้นให้การเคารพและนับถือว่าเป็นพระเกจิย์อาจารย์ที่มีความชำนาญเก่งกล้าทางด้านวิชาอาคมหาผู้เปรียบได้ยากยิ่งในยุคสมัยนั้น

จนเป็นที่ร่ำลือกล่าวกันว่า พระองค์ทรงมีวิชาอยู่ยงคงกระพัน สามารถกำบังกายหายตัวได้ จนทรงสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เหล่าลูกศิษย์รู้สึกว่าพระองค์ทรงสามารถเป็นที่พึ่งได้ กล่าวคือทรงมีทั้งพระบารมีมีทั้งความเป็นนักสู้และนักเลงที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แต่ก็ทรงใช้ชีวิตผจญภัยอย่างลูกผู้ชายธรรมดาทั่วไป ในเวลากลางคืนมักจะเสด็จไปตาม โรงยา ฝิ่น ร้านยา ดอง และโรง บ่อน ต่างๆทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี โดยมี นายเล่ นักเลงโตย่านนางเลิ้งและสะพานเหล็ก เหล่าบรรดาสมุนที่เป็นนักเลงจำนวนมากคอยเป็นผู้ติดตามรับใช้พระองค์

และในบางครั้งก็ทรงไปนอนคุยกับพวกนักเลงสูบฝิ่นอยู่ในโรงยาฝิ่นโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าพระองค์ท่านเป็นใคร ต่อมาภายหลังเหล่าบรรดาเจ้าพี่เจ้าน้องของพระองค์ได้ทราบเรื่องดังกล่าวเข้า จึงได้นำความขึ้นไปทูลต่อองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์ท่าน ว่ากรมหลวงชุมพรฯได้ประพฤติตนเป็นที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งเลือกคบพวกนักเลง อาศัยอยู่กินตามข้างถนน บางที่ก็เข้านอนที่โรงยาฝิ่น เป็นเหตุอันทำให้เสื่อมเสียมาถึงยังราชวงศ์

เสด็จพ่อ ร.๕ เมื่อพระองค์ได้ทรงรับทราบถึงคำทูลดังกล่าวแล้วพระองค์ก็ยังมิได้ทรงเชื่อเรื่องดังกล่าวทั้งหมดแต่อย่างใด  ด้วยเหตุนี้เองทำให้เสด็จพ่อร.๕ ทรงได้จัดเตรียมการเพื่อที่จะออกสืบหาถึงเหตุที่มาของความจริงตามที่ทรงได้รับฟังคำกราบทูลมาด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงพระภูษา(สวมเสื้อผ้า)ประดุจเดียวกับราษฎรสามัญชน และทรงเสด็จไปด้วยรถม้าคันเล็กๆเพียงเท่านั้น รถม้าได้แล่นไปจอดหยุดอยู่ยัง ณ ที่หน้าบ่อนต้นมะขาม ในย่านนางเลิ้ง แล้วทรงเสด็จพระราชดำเนินไปตามโรงยา ฝิ่นและตามร้านยา ดองต่างๆที่ตั้งอยู่ในแถบย่านนั้น พอพระองค์เสด็จมาถึงยังหน้าโรงยา ฝิ่นก็ทรงได้ทอดพระเนตรเห็นเสด็จในกรมฯพร้อมด้วยนายเล่ผู้เป็นข้ารับใช้คอยติดตาม กำลังพากันตรงออกมาจากโรงยาฝิ่น ซึ่งพอดีเข้ากับที่องค์เสด็จพ่อร.๕ ทรงได้ประทับอยู่ เสด็จในกรมฯจึงถูกจับได้คาหนังคาเขา

เสด็จพ่อ ร.๕ ได้ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นชี้ไปที่กรมหลวงชุมพรฯ  พร้อมกับทรงรับสั่งว่า “นั่นแน่ อาภากร ประพฤติตนตามแบบที่เขาฟ้องจริงๆ”

เสด็จในกรมฯทรงติดตามเสด็จกลับไปถึงยังที่รถม้าแล้ว กรมหลวงชุมพรฯก็ก้มลงกราบพระบาทพระราชบิดาแล้วกราบทูลว่า ที่ได้ประพฤติตนทำการเช่นนี้ก็เพื่อต้องการที่จะออกสืบเสาะหาข่าว ว่ามีผู้ใดบ้างที่คิดร้ายต่อเสด็จพ่อ และคิดคดจะเป็นกบฏต่อบ้านต่อเมืองหรือข่าวของพวกโจรลักขโมยว่าได้เตรียมการวางเเผนเข้าปล้นกันที่ไหนกันบ้าง และจะได้เตรียมแผนที่จะใช้ป้องกันได้อย่างทันท่วงที สมเด็จพระปิยมหาราชจึงทรงลูบหลังพระโอรสองค์โปรด พร้อมกับรับสั่งว่า “อ้อ อย่างนั้นดอกหรือ”

และในรุ่งขึ้นเสด็จพ่อ ร.๕ ก็ทรงมีรับสั่งให้เสด็จในกรมฯเข้าเฝ้า และทรงพระราชทานสร้อยสังวาลทองคำฝังเพชร ๑ สาย เป็นรางวัลความดีความชอบที่ออกสืบราชการลับ เสด็จในกรมฯเลยถือโอกาสดังกล่าวทูลขอพระราชทาน ให้บรรจุนายเล่เข้ารับราชการเป็นทหารเรือ ยศว่าที่นายเรือตรีและมีหน้าที่คอยติดตามเสด็จเวลาออก สืบราชการลับ โดยเฉพาะ!!

และนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ของพระเจ้าอยู่หัวที่ชาวไทยต่างเคารพบูชาด้วยพระบารมีตลอดจนถึงพระราชกรณียกิจที่ห่วงใยประชาชนทั่วหล้า

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย: เรื่องเล่าชาวสยาม   ประวัติศาสตร์ชาติไทยก่อนและหลัง พ.ศ ๒๔๗๕

 

 

ใส่ความเห็น