เสือบัวหนังเหนียว เหนียวจนต้องสวนทวาร

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ เสือบัวหนังเหนียว เหนียวจนต้องสวนทวาร นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ตาบัวเป็นชื่อของชาวบ้านเขาผาแดงเรียกกันบ้านช่องห้องหอของแกอยู่ที่ไหนไม่มีใครทราบแน่ชัด บางคนก็บอกว่าอยู่ห้วยบงบางคนก็บอกว่าอยู่เขาเสมา แต่ที่รู้แน่ๆแกเป็นโจรที่ค่อนข้างจะแปลกไปกว่าบรรดาโจรทั้งหลายคือ แกชอบปล้นคนเดียวไม่เคยคบหมู่คบพวกไม่ว่าจะทำการปล้นที่ไหนก็ตามไม่ว่าคนจะมากจะน้อยก็ไม่เคยเกรง กลางวัน กลางคืนไม่เคยหวั่นแกจะปล้นได้ตลอดเวลาไม่เลือกแกสะดวกเมื่อไหร่ก็เอาเมื่อนั้น ใครจะซุ่มทำร้ายแกก็เฉยไม่สนใจใครทั้งนั้น อยากได้ควายไปกินสักตัวแกก็จะเข้าไปในคอกแล้วก็จูงควายออกไปอย่างหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนส่วนมากเห็นแล้วไม่มีใครกล้าต่อสู้กับแกหรอกอำนาจแกมากเหลือคณาหรือเพียงแค่เห็นรอยเท้า ผู้คนก็ขวัญหนีดีฝ่อแล้ว

ถ้าได้ยินเสียงว่า“เสือบัวมาแล้วห้ามผู้ใดเอะอะหรือขัดขืน”ผู้คนจะเงียบกริบเหมือนกับถูกมนต์ขลังและมันก็น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งคือไม่ว่าแกจะปล้นจี้ลักขโมยที่ไหนก็ตามแกไม่เคยใช้อาวุธเลยและอาวุธประจำตัวก็ไม่มี อย่างดีก็มีดแหลมเล่มเดียว คือส่วนมากแกจะใช้อาวุธข้างๆตัวเสียส่วนมากเช่น เอาไม้ทุบบ้าง กดจมน้ำบ้าง เอาเชือกรัดบ้างหรือไม่ก็เอาอาวุธของเจ้าของทรัพย์นั่นแหละปลิดชีพเจ้าของทรัพย์ซะเอง เสือบัวจะถืออยู่อย่างหนึ่งคือแกจะปลิดชีวิ ตเฉพาะผู้ที่ขัดขืนหรือต่อสู้เท่านั้น ถ้ายินยอมเสียเสือบัวก็จะไม่ทำอะไรและแกก็ไม่จับไปเป็นตัวประกันด้วย มาลักวัวลักควายใครแล้วแกจะเอาเชือกผูกแล้วจูงหรือขี่หลังออกไปเฉยๆ

มีเรื่องน่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือคอกวัวคอกควายบ้านใครที่คิดว่าทำคอกอย่างแน่นหนาเวลากลางค่ำกลางคืนอย่างตีลิ่มลงไลยใส่กุญแจอย่างดีเพื่อป้องกันการลักขโมย พอตื่นเช้ามาปรากฎว่าประตูถูกเปิดออกเฉยเสียอย่างนั้นโดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้ตัวและไม่ได้ยินเสียงตีลิ่มเปิดประตูคอกเลยด้วย นั่นแหละคือผลงานของเสือบัวโดยไม่ต้องสงสัยที่ทุกคนเชื่อเช่นนั้นก็เพราะว่าแกมี “คาถาสะเดาะลิ่มหรือกุญแจประตูนั่นเอง” บางครั้งออกปล้นเงินปล้นทองแกจะบอกเจ้าทรัพย์ไปเอาออกมาให้แล้วตัวแกก็จะนั่งดื่มน้ำรออย่างใจเย็น ทั้งนี้เป็นเพราะความกลัวในกิตติศัพท์อันร้ายกาจของเสือบัวนั่นเอง เสือบัวสั่งอะไรอยากได้อะไรเจ้าทรัพย์ก็จะเอาออกมาให้จนหมด พอได้แล้วก็จะใช้ผ้าขาวม้าห่อเอา ถ้ามีควายด้วยแกจะขี่ควายไปด้วยทุกครั้ง

เสือบัวทำการปล้นอยู่อย่างนี้มาหลายปีไม่มีใครปลิดชีพแกได้และไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าถึงเพราะสมัยนั้นยังเป็นป่าเขาอยู่มากยากที่จะติดตามเจอจึงไม่มีใครจับเสือบัวได้สักคน ทั้งที่แกถูกกระสุนถูกคมมีดจนไม่มีเสื้อจะใส่แล้ว เพราะใส่เสื้อปล้นทีไรเสื้อขาดหมดทุกที มาระยะหลังแกออกปล้นจะไม่มีเสื้อใส่เลยจะมีก็แค่ผ้าขาวม้าผืนเดียวคาดเอว ในที่สุดก็เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเสือบัวไม่ว่าจะปล้นที่ไหนถ้าคนที่ปล้นไม่ใส่เสื้อแล้วไม่มีใครหรอก นอกจากเสื้อบัวเท่านั้น แล้วก็ได้รับการขนานนามอีกว่า“เสือบัวเทวดา”เพราะไม่มีใครปลิดชีวิ ตหรือจับแกได้นั่นเองชาวบ้านเขตอำเภอด่านขุนทดอำเภอสีคิ้วอำเภอชัยบาดาลอำเภอปากช่องอำเภอมวกเหล็ก ต่างก็รู้จักชื่อแกดีทั้งนั้นโดยเฉพาะชาวบ้านแถบเขาผาแดงปางโกบ้านฉางเขาน้อยต่างก็รู้จักหรือจำตัวแกได้เป็นอย่างดี เห็นเพียงด้านหลังก็จำหน้าได้ว่างั้นเถอะ

เสือบัวจะใช้เขาแถบนั้นเป็นที่ซ่อนตัวมีบางคนบอกว่าบ้านของแกอยู่ในหุบเขาเสมาตั้งอยู่หลังเดียวโดดๆมีลูกมีเมียด้วย ข้าพเจ้าเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันว่ารังนอนของเสือบัวคงจะอยู่ไม่ไกลจากบ้านข้าพเจ้านักหรอกเพราะเห็นแกบ่อยเหลือเกินแต่เดิมทีนั้นแกเป็นคนมาจากทางสุรินทร์หรือเป็นคนเขมรนั่นเอง เสือบัวได้ทำอาชีพในการปล้นเขาเลี้ยงดูลูกเมียมาประมาณ๑๓-๑๔ปีแกก็ถึงคราวอวสานของชีวิตถึงวาระที่จะต้องชดใช้กรรมที่ก่อเอาไว้อย่างมาก ประพฤติชั่วเสียจนไม่รู้ว่าดีนั้นเป็นอย่างไร ทำบาปเสียจนไม่รู้ว่าบุญนั้นเป็นอย่างไรทำนองที่ว่า กัมมุนา วัตตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมไม่มีใครที่จะอยู่เหนือกฎข้อนี้ไปได้ เมื่อมีคนเก่งก็ต้องมีคนมาปราบจนได้เรียกว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือสกุณายังมีนกอินทรี เสือบัวแกเข้าตำรานี้แกจะเก่งอยู่คนเดียวไม่ได้ นี่เป็นหลักสัจธรรมที่ยืนยันได้จึงเกิดมีอัศวินสองพี่น้องขี่ม้าขาวมาปราบแกจนได้

วันนั้นจำได้ว่ามันเป็นเดือน๖ข้างขึ้นด้วยเพราะมีพระจันทร์ขึ้นอยู่ครึ่งซีกกลางคืนก็มองเห็นป่าไม้ภูเขาขวางทะมึนอยู่รอบข้างลมที่เคยเงียบเหงาก็พัดกระหน่ำอย่างรุนแรงคล้ายกับจะมีอาเพทอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง ท้องฟ้าก็มืดมนเห็นหมู่เมฆลอยปกคลุมอยู่เหนือยอดเขาคล้ายกับจะมีฝนตกลงมาเพื่อชำระล้างเสนียดจัญไรอะไรสักอย่างที่รอโอกาสนี้มานานแล้วฉะนั้น ตอนเช้าเสือบัวก็ออกตระเวณปล้นเป็นกิจวัตรของแกเช่นเดิมขณะที่กำลังเดินครุ่นคิดอยู่ว่าจะไปลักวัวควายที่ไหนดี เหมือนกรรมบันดาลเพราะเสือบัวต้องไปเจอกับอัศวินสองพี่น้องคือ ทิดหนอมกับทิดเนียมซึ่งเป็นชาวบ้านปรางหูเสือได้นำเอาควายออกมาเลี้ยงที่ไร่ของตนตามปกติ หลังจากเอาควายไปล่ามกินหญ้าริมคลองลำพญากลางแล้วทั้งสองพี่น้องก็ช่วยกันถางป่าขุดตอไม้คุยกันไปตามประสาน้องพี่ผู้รักกันในสายเลือด หาได้คิดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเอง

ขณะคุยกันอยู่เพลินๆนั้นก็มีอีกาตัวหนึ่งบินไปจับที่ต้นไม้ ซึ่งไม่ห่างจากที่ล่ามควายและที่ต้นไม้นั้นก็เป็นที่ไว้ของห่อข้าวด้วยทิดหนอมก็บอกน้องชายให้ไปดูห่อข้าวว่า“เฮ้ยไอ้เนียมลองเดินไปดูห่อข้าวทีเอ็งเอาไว้ที่ไหน เดี๋ยวอีกาจะคาบไปกินเสียเท่านั้นแหละ” ทิดเนียมก็ชี้ไปที่ต้นตะคร้อที่อีกาจับอยู่พร้อมกับพูดว่า“ก็ที่ต้นตะคร้อนั้นไงเล่าหรืออีกาจะเอาไปกินแล้วละมังเดี๋ยวไปดูสักเดี๋ยวก่อน”พอพูดจบก็เดินออกไปดูก็เห็นห่อข้าวอยู่เป็นปกติดีจึงได้เดินออกไปดูควายเพื่อย้ายที่เข้าร่ม เพราะจวนจะเที่ยงแล้วแต่มันช่างบังเอิญเหลือเกินพอทิดเนียมเดินออกไปหน่อยเดียวเท่านั้นก็เห็นชายคนหนึ่งไม่ใส่เสื้อกำลังขี่ควายของตนออกไปอย่างหน้าตาเฉย

ทิดเนียมแกเห็นแวบเดียวก็จำได้อย่างแม่นยำเลยเชียวล่ะผู้ชายหุ่นอย่างนี้ไม่มีใครอีกแล้วนอกจากเสือบัวเท่านั้น พอเห็นเช่นนั้นทิดเนียมแกก็วิ่งหน้าตื่นมาบอกพี่ชาย“พี่ทิด พี่ทิด เร็วๆเข้าโน่นไอ้เสือบัวมันขี่ควายเราไปแล้ว” พูดจบแกก็วิ่งไปเอาปื นแก๊ปอาวุธคู่มือส่วนพี่ชายก็คว้ามี ดที่กำลังถืออยู่ก็ชวนกันวิ่งออกตามไป พอตามไปทันสองพี่น้องก็ยังไม่จู่โจมโดยทันที พี่ชายบอกว่า“ให้ตามไปเรื่อยๆก่อนใจเย็นๆอย่าวู่วามเพราะเราต้องพึ่งตัวเองแล้วจะไปขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้แล้ว ควายเราก็เหลือตัวเดียวเท่านั้นถ้าหมดตัวนี้ก็หมดกันเท่านั้นแหละถึงอย่างไรเราก็ต้องพยายามเอาควายคืนให้ได้ เป็นไงเป็นกันล่ะเราจะต้องแย่งชิงเอาคืนให้ได้”

เมื่อทั้งสองพี่น้องตามไปได้พักหนึ่งก็ไปถึงทางขึ้นเขาซึ่งเป็นทางยุทธศาสตร์ของทหารช่างในสมัยนั้นทางเส้นนี้ลาดชันและมีหินสลับซับซ้อนวกวนมีหินก้อนใหญ่ๆขวางทางก็คดไปคดมากว่าจะถึงยอดเขาก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่ทางเส้นนี้เกวียนพอจะขึ้นได้เพราะชาวบ้านเขาจะใช้ทางเส้นนี้เป็นทางบรรทุกเอาพวกน้ำมันยางขี้ไต้ไปขายที่ตลาดสีคิ้วเป็นประจำ พอถึงทางขึ้นเขาเสือบัวก็ลงจากหลังควายแล้วก็เดินจูงควายไปตามทางขึ้นเขา จูงไปเรื่อยๆทางด้านสองพี่น้องคือทิดหนอมกับทิดเนียม ก็แอบตามไปห่างๆเพียงรอจังหวะโอกาสเหมาะๆและก็ตามไปจนถึงยอดเขา ซึ่งตรงนั้นเป็นลานหินบริเวณกว้างและมีหญ้าขึ้นเป็นหย่อมๆ อีกด้าานหนึ่งก็เป็นหน้าผาเหวลึกยาวตลอดแนวเขา

เสือบัวแกก็หยุดเอาควายผูกกินหญ้าแล้วตัวแกก็นั่งพักใต้ร่มไม้พอดีสองพี่น้องตามมาทันเห็นแล้วไม่ฟังเสียงด้วยความโมโหจึงส่องปื นแก๊ปที่ติดตัวมาลั่นไกใส่ทันที ควายตื่นเชือกขาดวิ่งลงเขาไปแต่เสือบัวไม่เป็นไรกระโดดเข้าใส่สองพี่น้องทันที สองพี่น้องมีอาวุธเสือบัวมีแต่ไม้ แต่ทั้งลั่นไกทั้งโดนมีดก็หาได้ระคายผิวเสือบัวไม่ ขณะเดียวกันเสือบัวก็ทำอะไรสองพี่น้องไม่ได้เช่นกันต่างคนต่างก็กอดปล้ำกัน มาตอนหลังไม่ได้อาวุธแล้วต่างคนใช้มือเปล่าเข้าใส่กันปล้ำกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นาน โดยเฉพาะทิดหนอมกับทิดเนียมสองพี่น้องทำอย่างไรก็สู้เสือบัวไม่ได้สองพี่น้องก็เหนื่อยถึงขนาดผลัดกันเข้าออกจนเสือบัวหมดแรง

สองพี่น้องก็ช่วยกันจับมือเอาเชือกควายที่ขาดติดอยู่กับต้นไม้มาผูกมือเสือบัวเอาไว้แล้วน้องชายก็เอามีดไปตัดไม้รวกมาเสี้ยมให้แหลมจากนั้นก็ตอกเข้าไปในทวา รของเสือบัวจนไม้รวกขนาดประมาณหนึ่งศอกจมมิดทำเอาเสือบัวถึงกับร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด แล้วสองพี่น้องจึงช่วยกันจับเสือบัวทิ้งลงเหวลึกอย่างน่าอนาถ พอเสือบัวสิ้นชีพแล้ว ชาวบ้านต่างก็อนุโมทนาเพราะไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงอีกต่อไปแล้วจะไปไหนมาไหนก็ไปได้อย่างสบายชาวบ้านก็อยู่อย่างเป็นสุข

กรรมดีถ้ากระทำก็ย่อมได้รับการสรรเสริญยกย่องเชิดชูเกียรติทำนองเดียวกัน ถ้าใครทำแต่ความชั่วไว้เขาย่อมได้รับแต่เสียงสาปแช่งก่นด่าอยู่เบื้องหลัง แม้จะละสังขารนี้ไปแล้วก็ตามดังเรื่องราวของเสือบัวผู้โด่งดังผู้นี้เป็นอาทิ และเพราะตลอดชาติที่เขามาเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นประกอบแต่กรรมชั่วเป็นอาจิณ แม้เมื่อเขาตายไปแล้วจึงยังต้องไปชดใช้กรรมอยู่อีกระยะหนึ่ง นั่นคือไม่มีกรรมดีพอที่จะส่งให้ไปผุดไปเกิดนั่นเองจึงต้องเที่ยวเร่ร่อนขอส่วนบุญส่วนกุศลจนชาวบ้านต่างกลัวผีเสือบัวจนหัวหดถึงกับต้องสร้างศาลเพียงตาให้เป็นที่สิงสถิตที่หน้าผาตามความเชื่อมาตั้งแต่เดิมนั่นเอง ชาวบ้านจึงเรียกภูเขาลูกนี้ว่าเขาเหวตาบัวมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เหวตาบัวอยู่ห่างจากถนนสายด่านขุนทด ลำนารายณ์ประมาณ๑กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้อยู่ระหว่างเขตแดนติดต่อของ๓จังหวัดคือ นครราชสีมา ลพบุรีและสระบุรี

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

Leave a Reply