เสือย่อมจอมแห่งโฉดชัยนาท(ตอนกำนันเภาหนังเหนียว)

กล่าวถึงวิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดไม่สวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญหาข้อดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีล้วนมีข้อดีและเสียแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

คืนวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๘๘ ที่วัดงิ้ว บ้านวัดงิ้ว จังหวัดชัยนาท มีงานสมโภชกฐินของนายสวัสดิ์ คหบดีของหมู่บ้านงานสมโภชคืนนี้ เจ้าภาพจ้างลิเกมาแสดงและที่ศาลามีพระธรรมกถึกฝีปากดีมาเทศน์ให้อุบาสิกา และญาติโยมสดับรับฟังด้วยลองว่ามีงานวัดเช่นนี้ใครมีเครื่องประดับ สารสร้อย แหวน กำไร เข็มขัดนาก เข็ดขัดทองเท่าไหร่ ย่อมขนใส่โอ้อวดกันแพรวพราวทั่วทุกตัวคน

ลิเกกำลังโหมโรงเร้าใจสาวแก่เเม่ม่ายให้ระทึกระทวยว่าเมื่อไรหนอพระเอกรูปสวยจะออกมาส่วนบนศาลาหลวงพี่นักเทศน์ถือตาลปัตรกับคัมภีร์เพิ่งขึ้นธรรมาสน์ ยังไม่ทันจะกล่าวบูชารัตนตรัยเสียด้วยซ้ำ มองออกไปยังนอกศาลาตรงทางเข้าวัด…

หลวงพี่ต้องหายใจแวบ! มีชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่า ๓๐ คนถือปืนยาวสลอน ตาหน้าเข้าวัดมาทั้งกลุ่มถึงไม่ต้องประกาศว่าผู้มากับความมืดทั้งโขยงนั้นเป็นใครหลวงพี่ก็รู้ว่า พวกมันคือเสื้อปล้น และคราวนี้มันปล้นทั้งวัดแน่!

หลวงพี่เดาไม่ผิด เพราะชายฉกรรจ์เหล่านี้คือ ไอ้เสือปล้นจริงๆ โดยมีเสือย่อมเป็นหัวหน้า พร้อมบริวารโจรอีก ๓๕ คนเสียงปืนดังเปรี้ยงนัดหนึ่งเพื่อข่มขวัญ!พร้อมประกาศนาม ”เสือย่อม” หลวงพี่รีบคว้าตาลปัตรกับคัมภีร์โดดเเผล็วจากธรรมาสน์เผ่นหนีจีวรปลิวไปทางหลังวัด

พ่อเฒ่าแม่เฒ่าญาติโยมต่างพากันนั้งตะลึง และกว่าจะรู้ว่าถูกปล้นก็ถูกพวกเสือล้อมเอาไว้หมดเเล้วไอ้โจรเดนคนกวาดเครื่ององค์กฐินและเงินทำบุญ พร้อมกับสมบัติที่ติดกายชาวบ้านที่มาร่วมงานบุญ จนไม่มีเหลือติดตัวพวกเสือปล้นถอยกลับพร้อมถุงสมบัติที่แบกจนหลังแอ้ นายสวัสดิ์ เจ้าภาพพากันไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กว่าจะไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงก็ล่วงเข้าไปใกล้รุ่ง เพราะระยะห่างไกลไม่ใช่น้อย

พ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช รู้ว่าเสือย่อมมันยกพวกปล้นองค์กฐินจึงนำกำลังตำรวจมี ร.ต.ต.ศิริชัย กระจ่างวงศ์ จ.ส.ต.ถนอม นพรัตน์ ส.ต.ต.สุชาติ พลฯ ทัน พลฯดี เดินทางไปที่เกิดเหตุทันที
เมื่อไปถึงวัดงิ้ว ชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายยังอกสั่นขวัญหายและสุดเสียดายทรัพย์สินออกันอยู่เต็มวัด

จากการสอบสวนเจ้าทุกข์พอได้เค้าว่ามีผู้ใหญ่ขาวกับนายเชื้อ ท่าระบาด สมคบกับพวกเสือปล้นด้วยมือปราบพระกาฬนำกำลังบุกบ้านผู้ใหญ่ขาว ซึ่งมีบ้านอยู่ข้างวัดหลวงพ่อขาวนั่นเอง ค้นได้ของกลางมีย่าม บาตรตาลปัตร และเครื่องประดับอีกจำนวนหนึ่งจากนั้นก็ไปจับนายเชื้อ ท่าระบาด ที่บ้านค้นไปของกลางมีผ้าไตรจีวร และเครื่องอัฐบริขาร พร้อมกับทรัพย์สินของชาวบ้านจำนวนหนึ่งจึงคุมตัวคนทั้งสองไปคุมขังที่โรงพักและทำสำนวนฟ้องต่อศาล

แต่คดีเมื่อไปถึงศาล ปรากฏว่าพยานต่างเกรงกลัวอิทธิพลเสือย่อม ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือภิกษุสงฆ์ เปลี่ยนคำให้การไปช่วยคนร้าย ศาลจึงต้องตัดสินยกฟ้อง ปล่อยคนทั้งสองพ้นผิดไป
เอาตัวคนร้ายมาลงโทษไม่ได้ แต่จะให้พวกโจรเดินลอยนวลเย้ยกฏหมาย คนอย่างขุนพันธรักษ์ราชเดช ทำไม่เป็น!

ขุนพันธ์ได้เสนอท่านข้าหลวงปลดผู้ใหญ่ขาวออกจากตำแหน่ง เเล้วไปตามจับนายเชื้ออีก ตั้งข้อหาลักควาย ครั้นจับเข้ามาจริงๆเเล้ว ผู้กำกับฯ มือปราบได้เกลี้ยกล่อมให้นาย ”เชื้อ” เป็นสายให้แก่ทางการ ซึ่งทุกอย่างนายเชื้อยอมตกลงผู้กำกับฯ มือปราบส่ง ”สายลับ ” ไปกินนอนอยู่บ้านนายเชื้อ โดยอ้างว่าเป็นญาติห่าง ๆ อยู่ต่างจังหวัด ได้ไปก่อคดีฆ่าคนตายจึงหนีตำรวจมาอาศัยอยู่ด้วย ต่อมานายเชื้อติดต่อเสือย่อมได้ฝากญาติของตนให้อยู่ร่วมชุมโจรด้วย

เสือย่อมเชื่อคำพูดของนายเชื้ออย่างสนิท และยอมรับเข้าเป็นพวกตัวสายลับเองก็ทำตัวสนิทสนมไม่มีใครจับพิรุธได้

วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน…เสือย่อมกับลูกน้องอีก ๑๕ คน ออกจากที่ซ่อนในป่า เพราะหิวฝิ่นเต็มทน พวกไอ้เสือยกทีมมาที่โรงฝิ่นคลองจันทร์ตำบลท่าโบสถ์ในตอนกลางวัน แล้วเข้าไปนอนสูบฝิ่นอย่างสุขสำราญ

ข่าวการมาของเสือย่อมเข้าหูกำนันเภา แห่งตำบลนางลือ เป็นกำนันที่ตงฉินและไม่หวาดหวั่นเสือปล้นโจรร้ายคนใดแกนำลูกน้องคู่ใจ ๕ คน ข้ามตำบลนางลือเข้าเขตตำบลท่าโบสถ์ กะว่าจะลุยเข้าจับเสือย่อมในโรงยาฝิ่นกันซึ่งๆหน้า

กว่ากำนันเภาและพวกจะมาถึงก็ล่วงเข้าบ่ายเกือบเย็นพวกไอ้เสือพากันไปก่อนหน้านั้นแ้ลว ทำให้กำนันมือปราบผิดหวังไปข่าวกำนันเภาล่าเสือย่อมเข้าหูไอ้ย่อม มันโมโหเดือดดาลและถือว่ากำนันเภาคิดล้างเอาชีวิตมันก่อน เพราะฉะนั้นมันต้องแก้ลำกำนันให้เจ็บเเสบยิ่งกว่า

คืนนั้น…ประมาณตี ๒ ชาวบ้านนาลือต่างหลับสนิทอย่างมีความสุข จึงไม่มีใครตื่นขึ้นมาเห็นชายฉกรรจ์มีปืนครบมือกลุ่มใหญ่ มุ่งหน้าตรงมายังเรือนของกำนันเภาชายฉกรรจ์กลุ่มนี้มีจำนวนเกือบ ๔๐ คน มีเสือปล้นลือชื่อเสือย่อมเป็นหัวหน้าโจร

มันมีจุดประสงค์เข้าปล้นบ้านกำนันเภา! แล้วฆ่ากำนันมือปราบทิ้งเสีย!ขบวนเสือปล้นใกล้เข้าบ้านกำนันเภาทุกที หมาสามสี่ตัวใต้ถุนบ้านเรือนใหญ่ของกำนันเห่ากรรโชกระงมคนในบ้านตื่นนอนฟังเสียง แต่กำนันมือปราบรู้ทันที ความไม่ชอบมาพากลบางอย่างปรากฏขึ้นแน่ รีบคว้าปืนลูกซองแฝดคู่ใจเตรียมพร้อมระวังตัว

ฉับพลัน…ทันใด…เสียงตะโกนลั่นจากนอกเรือนดังขึ้น… ”ไอ้เสือบุก…กูเสือย่อมมาเเล้ว! ถ้าไม่อยากตายอย่าต่อสู้!” กำนันมือปราบพุ่งปราดไปยังข้างหน้าต่างหัวนอน แอบมองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นเงาคนวูบวาบโอบล้อมหน้าบ้านสลอน กำนันเภาไม่รอช้าพาดลูกซองแฝดที่ขอบหน้าต่างแล้วสับไกออกไป

ตูม! ตูม!

คนร้ายสองสามคนร้องโอดโอยแตกฮือหาที่กำบังเป็นเเถว เสือย่อมสั่งยิงทันทีเหมือนกัน เสียงปืนจากฝ่ายโจรดังกัมปนาทลั่นทุ่งน้องชายกำนันเภาถือปืนเข้ามาช่วยพี่ชายยิงต้านโจรเอาไว้กำนันเภาสั่งการกับน้องชาย

”เอ็งไปปักหลักอีกฟากเรือน ต้านไม่ให้พวกมันขึ้นมาได้”น้องชายรีบทำตามคำสั่งทันที ส่วนกำนันเภายังสาดลูกซองไปยังเป้าหมายที่พอเห็นได้อย่างคล่องเเคล่ว..ปากก็สั่งการให้นางปรุงเมียรักและนางสาวเปรยน้องเมียโดดเรือนหนีไปก่อน

นางปรุงคลานไปยังหลังเรือนเเล้วรีบโดดลงสู่พื้นล่างอันเป็นพุ่มไม้แล้วเล็ดลอดหนีไปได้ส่วนนางสาวเปรยคิดหลบออกทางครัว อารามตกใจวิ่งพรวดพราดไปที่หน้าต่าง โผล่ขึ้นเต็มตัว เลยถูกพวกเสือปล้นส่องด้วยลูกซอง ถึงกับผงะหงายหลังล้มฟาดขาดใจตายอยู่ตรงครัวนั่นเอง

พวกโจรพยายามเข้ามาถึงเอาบันไดลงเพื่อปีนเข้าตัวเรือนแต่ถูกกำนันและน้องชายยิงต้านบาดเจ็บกันไปหลายคน ไม่สามารถบุกขึ้นมาได้ลูกบ้านนางลือพากันตื่นกันหมดเพราะอำนาจเสียงปืนที่ยิงโต้กัน แต่หามีลูกบ้านคนใดมาช่วยกำนันมือปราบ เพราะโจรมีกำลังมาก และต่างพากันเก็บของมีค่าของตนเองซุกซ่อนโจรพร้อมกับพาลูกเมียหลบเข้าป่าเข้าพงหนีภัยโจรกัน

พูดง่ายๆ ลูกบ้านพากันหนีเอาตัวรอดกันหมด!

ทั้งโจรและกำนันดวลกันตั้งเเต่ตีสองยันรุ่งสางฟ้าสว่างน้องชายกำนันเภายิงโต้กับเหล่าร้ายจนกระสุนหมด ฝ่ายโจรเห็นด้านน้องชายไม่โต้กลับมาก็รู้เเน่ชัดว่าไม่มีกระสุน เลยโหมบุกเข้ามาพร้อมสาดกระสุนเข้ามาเป็นห่าฝน

น้องชายเห็นเหลือกำลังจึงตะโกนบอกผู้เป็นพี่ ”พี่เภา…ไม่ไหวเเล้ว รีบหนีไปก่อนเถอะพี่”เเต่กำนันเภาสวมหัวใจสิงห์ พร้อมจะสู้ตายตะโกนบอกน้องชาย”เอ็งหนีไปก่อนเถอะวะ…กูไม่ยอมให้พวกมันขึ้นเรือนได้ง่ายๆหรอก!” กำนันบอกน้องชายพลางกระหน่ำสวนลูกปืนออกไปจนลำกล้องร้อนฉ่า

ส่วนน้องชายเเม้จะห่วงพี่ชายแต่ตัวเองก็อยู่ไม่ได้ เพราะกระสุนหมดปืนมันก็เหมือนท่อนฟืนหาประโยชน์อันใดมิได้ จึงกระโดดออกทางหลังเรือนหนีรอดไปได้คราวนี้เหลือกำนันเภาเดี่ยวๆ เขาไม่หวาดกลัวกับห่ากระสุนของโจร ร่างของกำนันมือปราบยืนตระหง่านกลางชานเรือน คุกเข่าประทับปืนคู่ใจแจกจ่ายกระสุนไปยังเหล่าโจรตัวของกำนันใจเด็ดเองก็ใช่ไม่โดนกระสุน

ลูกปืนของเหล่าร้ายถูกร่างของเขาจนหงายหลังไปหลายครั้ง แต่กระสุนเหล่านั้นหาได้ระคายผิวหนัง
เพราะกำนันเภาก็มีดี อยู่ยงคงกระพัน ในตัวพกปรอทกรอ ๒ ลูก พระเครื่องเเละตระกรุดพวกใหญ่

ขนาดเหลือกำนันใจเพรชคนเดียว พวกโจรยังแหกขึ้นเรือนไม่ได้ ไอ้เสือย่อมมาคิด หากขึ้นเรือนไม่ได้ บังเอิญมีตำรวจสายตรวจผ่านมาได้ยินเสียงปืนลั่นสนั่นทุ่งคงเจอศึกขนาบสองข้าง อาจต้องเเย่เเน่ คิดได้เช่นนี้จึงเรียกลูกน้องเข้ามาสั่งการ

”พวกเอ็งอ้อมไปหลังเรือน แล้วเอาฟางมาสุมตรงท้ายครัว จุดไฟเผาเรือนมันเลยวะ!”สมุนโหดทำตามคำสั่งทันที กำนันเภามัวแต่พะวงยิงกับโจร เลยไม่รู้ว่าพวกมันแอบเข้ามาเผาเรือนท้านครัว เพียงไม่กี่นาทีไฟโหมลุกขึ้นท้ายบ้านพอเปลวไฟลามเรือนไม้ให้เห็นเสือย่อมสั่งให้ลูกน้องของตนลุยขึ้นเรือนทันที กำนันต้องถอยพลางยิงพลางและดับไฟไปพลาง จนพวกไอ้โจรชักบันไดลงมาได้

พวกมันกรูขึ้นเรือนตรงเข้าหากำนันเภาทั้งยิงทั้งฟัน กำนันตั้งตัวไม่ติดเซถลาเข้าไปในกองไฟและพบกับความตายอย่างอนาถในที่สุด!เสือย่อมกับพวกรีบขนเอาสมบัติของกำนันจนหมดก่อนจะถูกไฟผลาญไปเสียหมดทรัพย์สินสิ่งของของกำนัลสะสมเอาไว้มากพอดู จนเสือย่อมต้องต้อนชาวบ้านมาช่วยกันขนถึง ๑๐ คน ไปส่งมันถึงชายป่าพวกเสือจึงปล่อยกลับเเล้วขนของกันต่อไป

คืนวันที่เสือย่อมเข้าปล้นบ้านกำนันเภา ผู้ใหญ่บ้านนางลือได้รีบเร่งรุดไปเเจ้งความกับ พ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช แต่กว่าผู้กำกับจะยกกำลังมาช่วยเหลือก็เป็นตอนสายวันรุ่งขึ้น บ้านกำนันก็เหลือเเต่เถ้าถ่าน

ขุนพันธ์จึงจัดการนำศพของกำนันเภาและนางสาวเปรยเอาไปฝังที่ป่าช้าวัดนางลือ และไม่ลืมจะจัดเซ่นวิญญาณผีตายโหงทั้งสอง ช่วยชักนำให้ตามไปพบไอ้เสือย่อม…

จุดจบเสือย่อมจะเป็นอย่างไรติดตามกันต่อไปพรุ่งนี้ครับท่าน

สำหรับตอนนี้ขอมอบ◎พระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า◎
(ของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง)

ให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า

“อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโส ตัง พุทธะปิติอิ”

พระคาถานี้มีคุณสมบัติอัศจรรย์ ๑๐๘ ประการ หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังท่านมอบให้รัชกาลที่5 ตอนเสด็จประภาสยุโรป ซึ่งท่านได้ใช้เสกหญ้าให้ม้าพยศกินจนชาวต่างชาติทึ่งและยอมรับมาแล้ว พระคาถานี้ ใช้ภาวนาก่อนนอน ก่อนเดินทาง ก่อนขับรถ คุ้มครองตัว เสกก่อนคล้องพระครอบหัว เสกภาวนาจนจิตนิ่งทำน้ำมนต์แก้เสนียดจัญไรคุณไสย เสกข้าวกินอยู่ยงคงกระพัน เสกภาวนาให้ตัวเองมีสง่าราศี เมตตามหานิยมแก่ผู้พบเห็น เสกแป้ง เสกเครื่องแต่งกายได้สารพัด ครูอาจารย์ใช้เสกพระ เสกเครื่องรางของขลังมีฤทธิเดชมากมายมหาศาล แล้วแต่จะกำหนดจิตและอธิษฐานในการใช้ เมื่อได้พบได้เจอแล้ว ถือว่ามีวาสนา ท่องจำให้ขึ้นใจ ภาวนาทุกเช้าค่ำเถิด พลานุภาพมากมายเหลือคณานับ.

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

ถ้าสายพวกเล่นว่านเองจะให้ดีต้องปลูกและดูแลเสกพระคาถากับกำเองเลี้ยงด้วยความรักเมตตาจึงจะขลังเพราะต้นไม้ทุกต้นเองก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเรา

พระคาถาทั้งหลายต้องใช้พลังจิตเป็นพลังเพื่อให้เกิดอำนาจ การจะฝึกจิตให้นิ่งติดอยู่กับคำภาวนานั้นไม่ใช่ของง่าย ต้องหมั่นฝึกฝน เพราะธรรมดาจิตของคนเราเพียงเเค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถนึกคิดไปได้หลายต่อหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วน

ต้องทำให้จิตนิ่งติดอยู่กับคำภาวนาไม่ให้จิตส่งออกไปที่อื่นพยายามระลึกรู้ตามร่างกายส่วนต่างๆเพื่อไม่ไห้ส่งจิตออกไปข้างนอก

เมื่อจิตเพ่งอยู่ในจุดๆเดียวไม่วอกแวกเที่ยววิ่งไปนึกคิดเรื่องใดเเล้ว ขั้นนี้สามารถเพ่งภาวนาพระคาถาให้เกิดฤทธิ์อานุภาพตามอำนาจแห่งพระคาถาได้

หากท่านจิตไม่นิ่ง คิดโน่นคิดนี้ไม่ฝึกจิตเเล้วต่อให้ท่องยังไงก็ไม่เกิดผลดังที่ใจประสงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่ง ภาวนาอะไรๆมันก็จะขลังไปหมด สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือศีลครับ หากไม่มีศีลเเล้วจะฝึกสมาธิจิตได้ยากมากเพราะจิตมัวนึกคิดถึงอบายกิเลสต่างๆ หากมีศีลเเล้วจิตก็บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งใดการทำสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งจึงทำได้ง่าย

หากไม่สามารถภาวนาจนจิตถึงสงบขั้นฌานได้เพียงแต่สามารถยึดถือสัจจะคำพูดหรือสัจจะในข้อศีลที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานได้อย่างแน่วแน่มั่นคงแม้ตัวจะตายก็ไม่ยอมเสียสัจจะที่พูดไว้แล้วเมื่อจวนตัวในยามคับขันการภาวนาท่องบ่นพระคาถาต่างๆก็สามารถทำให้พระคาถาบทนั้นๆบังเกิดฤทธิ์อาถรรพ์มีอานุภาพตามที่จิตระลึกรู้ได้เช่นกัน

*ศีล๕เข้าใจง่ายแต่กลับรักษาได้ยากยิ่งหากแม้ใครที่สามารถยึดมั่นในข้อศีลทั้ง๕ได้มากกว่าสามข้อขึ้นไปอย่างมั่นคงไปตลอดชีวิตแล้วอานุภาพแห่งพระคาถาอาคมหรือแม้แต่เครื่องรางต่างๆที่ยึดถือนั้นก็สามารถบังเกิดความความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพอาถรรพ์ได้เช่นกัน (ยึดข้อเดียวได้ตลอดชีวิตก็ขลังนักแลผมทดลองมาแล้ว)

Leave a Reply