“เสือ ๗ ป๊อด” ตำนานสักยันต์คงกระพันชาตรีในตำนาน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “เสือ ๗ ป๊อด” ตำนานสักยันต์คงกระพันชาตรีในตำนาน นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

นานมาแล้วในวงผิงไฟใต้ต้นลำใยหน้าบ้านของหน้าหนาวปีหนึ่ง ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กนั่งตักแม่รอฟังเรื่องเล่าระทึกจากผู้เฒ่าต๋าแหลวเมืองคนหนึ่ง ที่เล่าอย่างออกรสโดยมีพวกผู้ใหญ่รุ่นรองเป็นลูกคู่คอยฟังและสนับสนุน มีเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รับฟังและยังติดตราตรึงในดวงจิตของข้าพเจ้า “เสือ ๗ ป๊อด” ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าในวันหนึ่งที่พอจะหาศึกษาศาสตร์นี้ได้จะขอศึกษาเรื่องนี้พอประดับความรู้ให้กระจ่างแก่ใจบ้างไม่มากก็น้อย ในความเชื่อเรื่องการสักเสกเลขยันต์ทางไสยศาสตร์เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆในเรื่องการสักเสือต่างๆ

หนึ่งในนั้นมักมีเรื่องเล่าเรื่องเสือ๗ป๊อดอยู่เสมอ เสือ๗ป๊อดหรือเสือ๗ชิ้นเป็นการสักรูปเสือที่แยกเป็น๗ชิ้น เช่น หัว เท้าหน้าทั้ง๒ ลำตัว เท้าหลังทั้ง๒ หาง แต่ละชิ้นมีมนต์และสถานที่สักต่างกัน ดังจะนำเรื่องที่พ่อครูเคยสอนมาเล่าไว้ พ่อครูเล่าว่าการสักเสือ ๗ ป๊อด สิ่งหนึ่งที่แปลงจากคนเป็นเสือได้ด้วยอาศัย ธาตุของเสือมาทับธาตุของคนโดยผ่านชิ้นส่วนอวัยวะบางอย่างของเสือเช่น ดีเสือและน้ำมันเสือเป็นต้น เมื่อได้ดีเสือมาแล้วมักจะนำมาฝนผสมลงไปในน้ำยาที่เรียกกันว่า กายะสิทธิเซผสมกับเครือกอนดำและพญาเหล็กเซโยกี เมื่อยาครบทั้งหมดก็เข้าสู่การเตรียมสถานที่สัก

ขั้นตอนแรกอาจารย์ผู้สักจะให้ลูกศิษย์ไปขัดราชวัตรฉัตรธงภายในพระอุโบสถตั้งขันตามธรรมเนียมแล้วลงมือสัก

๑.เสือชิ้นที่เป็นส่วนลำตัวก่อนเป็นปฐม นัยว่าพระอุโบสถเป็นที่เกิด อุบัติขึ้นของหน่อเนื้อเชื้อไขของพระพุทธบุตรให้สืบพระพุทธศาสนายืนยาวไป

๒.ลำดับต่อไปจะย้ายขันและราชวัตรไปสู่บวกควายแห้ง (ปลักควายเก่า) เพื่อสักส่วนขาหน้าขวา นัยเพื่อเป็นการข่มขวัญข่มนามสัตว์จำพวกวัวควายหรือสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยบวกควายเป็นที่นอนพักเย็นนั้นเอง

๓.ลำดับต่อไปจะย้ายขันและราชวัตรไปสู่น้ำบ่อห่าง (บ่อน้ำร้าง)เพื่อสักส่วนขาหน้าซ้าย นัยว่าเป็นการข่มขวัญข่มนามสัตว์และคนที่อาศัยบ่อน้ำสืบต่อชีวิตนั่นเอง

๔.ลำดับต่อไปจะย้ายขันและราชวัตรไปสู่ต้นไม้ใหญ่ใบหนาที่มีผีอารักข์ดุร้ายเพื่อสักส่วนขาหลังขวา นัยว่าเป็นการข่มขวัญข่มนามผียักข์รากษสและบรรดาสัตว์ปีกทั้งหลายที่อาศัยต้นไม้เป็นแหล่งอาหารและที่หลับนอนให้อยู่ในอำนาจนั่นเอง

๕.ลำดับต่อไปจะย้ายขันและราชวัตรไปสู่หอเจ้าเมือง(ศาลอารักข์ประจำเมือง) เพื่อสักส่วนขาหลังซ้าย นัยว่าเป็นการขออำนาจของอารักข์ประจำเมืองอำนวยพรให้มีอำนาจเดชะ เป็นที่ยำเกรงแก่คนและผีทั้งหลายยิ่งๆขึ้นไป

๖.ลำดับต่อไปจะย้ายขันและราชวัตรไปสู่บนภูเขาที่มองไปได้รอบในทิศทั้ง๔ เพื่อสักส่วนหางเสือ นัยว่าเป็นการข่มขวัญข่มนามคนผีเทวดาอารักข์ทั้ง๔ทิศให้เกรงกลัวและอ่อนน้อมตกอยู่ในอำนาจของพยัคฆราชมนต์นั่นเอง

๗.ขั้นตอนสุดท้ายอาจารย์จะให้ขุดหลุมลึกประมาณ๓เมตรกว้างพอลงไปอยู่ได้๒คนในป่าช้าผีดิบ เมื่อตั้งขันปลุกมนต์เสร็จอาจารย์ก็จะเริ่มสักเสือส่วนหัวเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยด้านบนหลุมจะผูกชิ้นเนื้อแขวนไว้พอให้กระโดดถึงและให้ลูกศิษย์อีก๒คนถือดาบกับกระบองไว้รอถ้า พอเริ่มลงมือสักด้วยอาถรรพ์ของพระเวทย์แห่งเสือ ๗ ป๊อด คนที่โดนสักจะครางเสียงเสือออกมาเบาๆ ฮืมๆ อาจารย์ก็จะใช้หัวถ่วงเข็มเคาะหัวให้สติเป็นระยะๆ

พอถึงเข็มสุดท้ายอาจารย์ผู้ชำนาญเวทย์ก็จะเป่าสำทับแปลงธาตุจากคนไปเป็นเสือ พลันสติของคนก็จะดับลงและสำคัญตนว่าเป็นเสือกระโดดขึ้นไปงับชิ้นเนื้อที่แขวนไว้ ตอนนี้เองที่ลูกศิษย์ทั้งสองต้องฟันและทุบให้ได้ หากพลาดคนๆนั้นจะกลายเป็นเสือสมิงและไม่สามารถกลับมาเป็นคนได้อีกเลย แต่กลับกันหากใช้ดาบฟันสำเร็จสมประสงค์คนๆนั้นจะได้ดิบได้ดี มีอำนาจตบะเดชะคนทั้งหลายเกรงกลัวมีพละกำลังอันมากตามตำรากล่าวไว้ดังนี้ สมดั่งคำเล่าว่า “สักเสือ๗ป๊อด ถ้าบ่ก๊อดก็รวยใหญ่” นั่นเอง

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”

ใส่ความเห็น