เหรียญจักรเพชร วัดดอนสุดยอดเหรียญเทพเจ้า

กล่าวถึงวิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดไม่สวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญหาข้อดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีล้วนมีข้อดีและเสียแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

เหรียญจักรเพชร วัดดอน ยานนาวา กรุงเทพฯ นับเป็นสุดยอดเหรียญเทพเจ้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเหรียญหนึ่ง จัดสร้างโดย อาจารย์เณร วิรัช ลุปซาร์ ในปี พ.ศ.๒๕๐๘ มีพิธีปลุกเสกอย่างเข้มขลังทั้งสายพุทธและสายเทพในหลายวาระ พร้อมทั้งบรรจุศาสตร์สำคัญต่างๆ อย่างครบเครื่องครบครัน ทั้ง เมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ที่สำคัญ คือ เป็นเหรียญที่สร้างประสบการณ์เป็นที่ปรากฏมากมายครับผม

ประวัติของ อาจารย์เณร วิรัช ลุปซาร์ หรือ มหาฤษีนารทะ ราชโยคะ นั้น ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๐ ย่านวัดดอน ยานนาวา กรุงเทพฯ ท่านมีคุณปู่เป็นชาวเยอรมัน ชื่อ เฟอร์โด ลุปต์ซ่า เคยเป็นครูสอนเกษตรในไทย ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บิดาชื่อ อาจารย์วินิจ ลุปต์ซ่า หรือ มหาฤษีนาร โษตตะมะ หรือที่เรียกกันว่า “อาจารย์พ่อ”

อาจารย์เณรวิรัช ลุปต์ซ่า มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก อายุได้ ๗ ขวบ ท่านก็บวชเป็นสามเณร ศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนั้น ท่านยังสนใจในด้านไสยศาสตร์เป็นพิเศษ จึงได้ลาอาจารย์พ่อออกแสวงหาอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษเพื่อศึกษาวิชา โดยออกเดินธุดงค์ไปจนถึงชายแดนไทย-เขมร ท่านได้พบ อาจารย์ที ชาวเขมรผู้เก่งกล้าด้านไสยเวทที่ศรีสะเกษ จึงฝากตัวเป็นศิษย์และได้ศึกษาวิชาการต่างๆ จนแตกฉาน

คืนหนึ่ง ณ บริเวณยอดเขาพระวิหาร ขณะที่อาจารย์เณรวิรัช ลุปต์ซ่านั่งสมาธิ จิตของท่านก็ได้พบกับพระจิตของ “องค์ธรรม” ซึ่งมีพระนามทางโลกว่า “องค์สมเด็จพระบรมครูท่านท้าวมหาพรหมธาดา” ซึ่งได้ทรงสั่งสอนธรรมะแห่งธรรมชาติอันแท้จริง เพื่อให้ท่านนำไปเผยแพร่ โดยทรงตรัสไว้เป็นปริศนาธรรมว่า

“พระองค์ย่อมแสดงให้ปรากฏซึ่งธรรมะแห่งธรรมชาติมาแล้วทุกยุคทุกสมัย เมื่อใดอธรรมรุ่งเรือง ธรรมะย่อมปรากฏ เพื่อปราบอธรรม”

ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ หลังจากอาจารย์เณรวิรัช ลุปต์ซ่า สำเร็จถึง “ฌาน”

อันเป็นจริงโดยธรรมชาติแล้ว ท่านจึงกลับมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดดอนยานนาวา กรุงเทพฯ และนำเรื่องของไสยศาสตร์มาแสดงให้ผู้คนได้เห็นเป็นรูปธรรม สั่งสอนและเผยแพร่ “องค์ธรรม” อันเป็นหัวใจของธรรมะ หรือ “ธรรมแห่งธรรมชาติอันแท้จริง”

อาจารย์เณรวิรัช ลุปต์ซ่า มีเมตตากรุณาต่อสาธุชนทุกผู้ทุกนามที่มีความเดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ช่วยเหลือปัดเป่า ทั้ง ลง เสก เป่า เพื่อขจัดเรื่องร้ายต่างๆ ให้เบาบางหรือหมดไป ทั้ง โรคภัยไข้เจ็บ และภยันตรายต่างๆ จนชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือไกล แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่อายุของท่านสั้นนัก ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙ อายุเพียง ๑๙ ปีเท่านั้น

ก่อน อาจารย์เณรวิรัช ลุปต์ซ่า จะมรณภาพ ในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านได้สร้าง “เหรียญจักรเพชร” หรือ “เหรียญท้าวมหาพรหมธาดา” พร้อม “ผ้ายันต์” เพื่อแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคปัจจัยเป็นทุนสร้างพระอุโบสถ วัดนาเหล่าน้ำ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ไว้สักการบูชาติดตัว โดยท่านได้บรรจุวิชาสำคัญครบเครื่อง ตั้งแต่เมตตามหานิยม แคล้วคลาด

จนถึงคงกระพันชาตรี และสำเร็จด้วยพระเวทย์ต่างๆ ของ พรหมมา เทวา พุทธา โดยลงอักขระ เลขยันต์ มหามนต์ มหาสูตร ทั้งหลาย ประกอบพิธีประจุอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์ลงในเหรียญ พร้อมพิธีปลุกเสกตามหลักของพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งได้มีการบันทึกเหตุการณ์และรายละเอียดของพิธีกรรมไว้ในหนังสือของ “สถานค้นคว้าสัจจะธรรม ปุรุโษตตมะ” ด้วย

“เหรียญจักรเพชร” สร้างโดยฝีมือของกองกษาปณ์กรมธนารักษ์ ลักษณะเป็นเหรียญทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ ซม. จัดสร้างเป็น ๒ เนื้อ คือ เนื้อฝาบาตร และ เนื้ออัลปาก้า ด้านหน้า มีลูกประคำ ๑๐๘ ลูกโดยรอบเหรียญ ตรงกลางเป็นพระรูปองค์สมเด็จพระบรมครูท่านท้าวมหาพรหมธาดา ที่ฐานพระรูปมีอักษรไทยว่า “ท่านท้าวมหาพรหมธาดา” ล่างสุดเป็น “ยันต์ตานกแมว”

ด้านข้างทั้ง ๒ ข้าง มีอักขระขอมโบราณ ส่วน ด้านหลัง มีลูกประคำ ๑๐๘ ลูกโดยรอบเหรียญเช่นกัน ตรงกลางเป็น “จักรเก้า” มีรัศมีรอบจักร กลางจักรป็น “ยันต์ตรีนิสิงเห” ด้านบนมีอักษรไทยว่า “เหรียญจักรเพชร” เหนือขึ้นไปเป็น “พระหมอุณาโลม” รอบจักรมี คชสีห์ ราชสีห์ เสือ และอักษรขอมโบราณ โดยรอบ อาจกล่าวได้ว่าเหรียญจักรเพชร ก็คือ “เหรียญรูปพระพรหมธาดา” นั่นเอง นอกจากนี้ “องค์สมเด็จพระบรมครูท่านท้าวมหาพรหมธาดา” ได้ทรงเมตตาประทานพร “เหรียญจักรเพชร” ไว้ว่า

“ผู้ใดนำเหรียญจักรเพชรไปสักการะบูชา ผู้นั้นย่อมมีพระพรอันบริสุทธิ์และสูงสุดของบิดา มารดา ติดตัวอยู่เสมอไป ”

เสมือนคำกล่าวที่ว่า “พ่อแม่เป็นดั่งพระพรหมของลูก” เมื่อท่านให้พรเรา พรนั้นก็จะเป็นพรที่ศักดิ์สิทธิ์กว่าพรทั้งปวง เฉกเช่นพรของพระพรหม “เหรียญจักรเพชร” จึงเปรียบเหมือนตัวแทนแห่งความรัก ความเมตตา ความกรุณา ที่พ่อแม่มีให้กับลูก ดังนั้น เมื่อผู้ใดกราบไหว้บูชาก็จะได้รับพรอันประเสริฐอยู่กับตนตลอดเวลา

เหรียญจักรเพชร วัดดอน ยานนาวา ของ อาจารย์เณรวิรัช ลุปต์ซ่า นี้ เป็นเหรียญที่มีความโด่งดังและสร้างประสบการณ์มากมาย เป็นเหรียญที่น่าสะสมมากเหรียญหนึ่ง แต่ปัจจุบันหาดูหาเช่ายากมาก นับเป็นเหรียญยุคปัจจุบันที่สนนราคาเอาการทีเดียว เข้าหลักหมื่นปลายๆ แล้วครับผม

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

ถ้าสายพวกเล่นว่านเองจะให้ดีต้องปลูกและดูแลเสกพระคาถากับกำเองเลี้ยงด้วยความรักเมตตาจึงจะขลังเพราะต้นไม้ทุกต้นเองก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเรา

พระคาถาทั้งหลายต้องใช้พลังจิตเป็นพลังเพื่อให้เกิดอำนาจ การจะฝึกจิตให้นิ่งติดอยู่กับคำภาวนานั้นไม่ใช่ของง่าย ต้องหมั่นฝึกฝน เพราะธรรมดาจิตของคนเราเพียงเเค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถนึกคิดไปได้หลายต่อหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วน

ต้องทำให้จิตนิ่งติดอยู่กับคำภาวนาไม่ให้จิตส่งออกไปที่อื่นพยายามระลึกรู้ตามร่างกายส่วนต่างๆเพื่อไม่ไห้ส่งจิตออกไปข้างนอก

เมื่อจิตเพ่งอยู่ในจุดๆเดียวไม่วอกแวกเที่ยววิ่งไปนึกคิดเรื่องใดเเล้ว ขั้นนี้สามารถเพ่งภาวนาพระคาถาให้เกิดฤทธิ์อานุภาพตามอำนาจแห่งพระคาถาได้

หากท่านจิตไม่นิ่ง คิดโน่นคิดนี้ไม่ฝึกจิตเเล้วต่อให้ท่องยังไงก็ไม่เกิดผลดังที่ใจประสงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่ง ภาวนาอะไรๆมันก็จะขลังไปหมด สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือศีลครับ หากไม่มีศีลเเล้วจะฝึกสมาธิจิตได้ยากมากเพราะจิตมัวนึกคิดถึงอบายกิเลสต่างๆ หากมีศีลเเล้วจิตก็บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งใดการทำสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งจึงทำได้ง่าย

หากไม่สามารถภาวนาจนจิตถึงสงบขั้นฌานได้เพียงแต่สามารถยึดถือสัจจะคำพูดหรือสัจจะในข้อศีลที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานได้อย่างแน่วแน่มั่นคงแม้ตัวจะตายก็ไม่ยอมเสียสัจจะที่พูดไว้แล้วเมื่อจวนตัวในยามคับขันการภาวนาท่องบ่นพระคาถาต่างๆก็สามารถทำให้พระคาถาบทนั้นๆบังเกิดฤทธิ์อาถรรพ์มีอานุภาพตามที่จิตระลึกรู้ได้เช่นกัน

*ศีล๕เข้าใจง่ายแต่กลับรักษาได้ยากยิ่งหากแม้ใครที่สามารถยึดมั่นในข้อศีลทั้ง๕ได้มากกว่าสามข้อขึ้นไปอย่างมั่นคงไปตลอดชีวิตแล้วอานุภาพแห่งพระคาถาอาคมหรือแม้แต่เครื่องรางต่างๆที่ยึดถือนั้นก็สามารถบังเกิดความความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพอาถรรพ์ได้เช่นกัน (ยึดข้อเดียวได้ตลอดชีวิตก็ขลังนักแลผมทดลองมาแล้ว)

Leave a Reply