เหรียญที่แพงที่สุดเมืองนคร “พ่อท่านซัง วัดวัวหลุง”ทั้งเหนียวทั้งคงกระพัน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ เหรียญที่แพงที่สุดเมืองนคร “พ่อท่านซัง วัดวัวหลุง”ทั้งเหนียวทั้งคงกระพัน นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

พระมหาเถราจารย์ชื่อดังในตำนานแห่งเมืองนครศรีธรรมราชผู้ทรงวิทยาคุณมากด้วยบุญญาภินิหาร เหรียญหลวงพ่อซังเบญจภาคีเมืองนครศรีธรรมราช เกจิอาจารย์รุ่นเก่าของจังหวัดนครศรีธรรมราช เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อซังเป็นหนึ่งในเหรียญเบญจภาคีที่แพงที่สุดของเมืองนคร เหรียญหลวงพ่อซังเป็นเหรียญตายยอดนิยมที่มีราคาแพงที่สุดเหรียญหนึ่งในวงการพระเครื่อง

พระครูอรรถธรรมรส (ซัง สุวัณโณ) หลวงพ่อซังนามเดิมชื่อซัง เป็นบุตรคนสุดท้ายของขุนวิน ศักดาวุธ (บุศจันทร์ ศักดาวุธ)มารดาชื่อนางส้ม ศักดาวุธ เกิดเมื่อวันอังคารขึ้น๑๕ค่ำปีกุนตรงกับวันที่๖มกราคมพ.ศ.๒๓๙๔ ณ บ้านพังหมู่ที่๒ ต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หลวงพ่อซังท่านมีพี่สาว๒คน เมื่อท่านอายุได้๑๑ปีได้ไปศึกษาเล่าเรียนอักษรสมัยในสำนักท่านอาจารย์นาคเจ้าอาวาสวัดพัง ต่อมาเมื่ออายุได้๑๓ปีท่านย้ายไปศึกษาในสำนักของท่านอุปัชฌาย์รักษ์วัดปังต.ควรชุม อ.ร่อนพิบูลย์ ท่านเรียนวิชาเลขและคัดลายมือ

ขณะที่หลวงพ่อซังท่านศึกษาอยู่ท่านเป็นคนฉลาดความจำดีมีความขยันอดทนเป็นเลิศอุปัชฌาย์รักษ์เห็นแววและอนาคตจะไปไกลจึงบวชเณรให้เมื่ออายุ๑๖ปี หลังจากบวชเณรแล้วท่านก็ได้ศึกษาธรรมวินัยและวิปัสสนาธุระเพิ่มขึ้น พอเป็นแนวทางปฏิบัติท่านอยู่ต่อมาจนครบปีเผอิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดตรังเดินทางไปนมัสการพระอุปัชฌาย์รักษ์ พบสามเณรน้อยผู้มีสติปัญญาไหวพริบดี จึงขอตัวไปให้รับราชการในตำแหน่งเสมียนตราอยู่ที่อำเภอห้วยยอดจังหวัดตรัง ท่านรับใช้ประเทศชาติในตำแหน่งเสมียนตราอยู่๓ปีเห็นว่าเป็นหนทางแห่งความทุกข์ยากหาอะไรแน่นอนไม่ได้ปราศจากความสุขอันมั่นคง ชีวิตท่านได้รับรสพระธรรมคำพร่ำสอนจากอุปัชฌาย์รักษ์ยังฝังลึกอยู่ในใจท่านจึงลาออกจากราชการเมื่ออายุ๒๐ปี แล้วเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเตรียมตัวอุปสมบทเมื่ออายุย่างเข้าอายุ๒๑ปี

พ่อท่านซังอุปสมบทเมื่อเดือน๘ขึ้น๑๓ค่ำวันพุธพ.ศ.๒๔๑๔ อุปสมบทที่วัดปังบวช ณ ที่เดิมที่ท่านได้บวชเณรอุปัชฌาย์รักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านอาจารย์นาคเจ้าอาวาสวัดพังเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านอาจารย์ทองดีวัดปังเป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่าสุวัณโณ เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงพ่อซังท่านไปศึกษาอยู่ในสำนักอาจารย์นาควัดพังศึกษาเพิ่มเติมทางด้านคาถาอาคมอยู่หนึ่งพรรษา พ่อท่านซังจึงกราบลาอาจารย์นาคไปอยู่กับท่านอาจารย์โฉมเจ้าอาวาสวัดวัวหลุง เพื่อศึกษาคันถะธุระและอบรมวิปัสสนาธุระกับอาจารย์ชูอาจารย์สดวัดวัวหลุง สรุปแล้วท่านมีอาจารย์ที่เก่งกล้าทางด้านวิปัสสนา ไสยศาสตร์และพุทธศาสตร์แห่งเดียวถึงสามองค์ ท่านพยายามฝึกฝนสมาธิจิตท่องมนต์คาถาและธรรมะจนสามารถเทศนาสั่งสอนประชาชนให้ประพฤติปฏิบัติเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรม

เมื่อหลวงพ่อซังท่านมีอายุพรรษาได้๑๑พรรษาตำแหน่งสมภารวัดวัวหลุง หลวงพ่อท่านซังจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมภารสืบแทนอาจารย์ของท่านพ.ศ.๒๔๓๘ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรในท้องถิ่นพ.ศ.๒๔๔๑ พ่อท่านซังได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงให้ปกครองวัด๑๓วัด ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดียิ่งไม่ว่าภาระหน้าที่นั้นจะยากลำบากเพียงใด สมัยก่อนไม่มีถนนไม่มีรถวิ่งต้องเดินรัดป่าตัดทุ่งนาป่าเขาไปสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยากกาลเวลาสืบต่อมาเมื่อพระศรีธรรมมุณี(พระรัตนธัชมุณี)เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์นครศรีธรรมราช ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฆลนครศรีธรรมราช เห็นว่าพ่อท่านซังวัดวัวหลุงเป็นผู้มีความสามารถในการบริหารหมู่คณะสงฆ์ดีปฏิบัติน่าเลื่อมใส จึงให้ประทานตราตั้งเป็นพระครูเจ้าคณะแขวงเมื่อวันที่๒๒มกราคม๒๔๔๕ ให้เป็นผู้ปกครองวัดในอำเภอร่อนพิบูลย์ทั่วทุกวัดจนลุถึงพ.ศ. ๒๔๖๗ ได้รับพระราชทานสมณศักด์เป็นพระครูอรรถธรรมรส

หลวงพ่อซังบริหารคณะสงฆ์สืบต่อมาจนเจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุดโดยบูรณะถาวรวัตถุต่างๆเช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียน ยังมีสภาพอันเก่าแก่ให้เห็นหลายแห่งในอำเภอร่อนพิบูลย์ ประชาชนพากันมาหาสู่ท่านเพื่อขอพรจากท่านให้ท่านรดน้ำมนต์ขอลูกอมชานหมากและของที่ท่านแจกให้เป็นของที่ห่วงแหนกันมาก ครั้งพ.ศ.๒๔๗๒หลวงพ่อซังชราภาพมากจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้โดยสะดวกจึงโปรดเกล้าให้เป็นกิตติมศักดิ์พ้นจากตำแหน่งราชการ รวมเวลาที่ท่านได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าคณะแขวงอยู่๑๓ปี เมื่อถึงพ.ศ.๒๔๗๘ท่านเริ่มอาพาธด้วยโรคชรามาตั้งแต่ต้นปี ต่อมาโรคได้กำเริมหนักจนถึงวันที่๒๖มีนาคมพ.ศ.๒๔๗๘เวลา๑๐.๒๐น. ท่านมรณภาพลงด้วยอาการสงบสิริรวมอายุได้๘๔ปี

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น