แขวนพระหลายองค์ พระจะแย่งกันช่วยหรือเปล่า

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ แขวนพระหลายองค์ พระจะแย่งกันช่วยหรือเปล่า นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

เวลาเราเห็นคนห้อยพระหลายๆองค์ก็มักจะมีการแซวกันว่าหลวงพ่อนี้ก็เก่งหลวงปู่นั้นก็ดังแล้วท่านจะไม่แย่งกันช่วยเหรอ ถ้าเรารถจะชนแล้วท่านแย่งกันช่วยแย่งไปแย่งมาแล้วเราไม่โดนรถชนไปก่อนหรือ ซึ่งในกรณีนี้ถามว่ามีโอกาสแย่งกันช่วยไหม คงตอบว่าไม่น่าจะมีการแย่งกันช่วยแน่นอน อาจจะมีในลักษณะความสับสนหรือความไม่เข้าใจกันของพลังงานพระเครื่องแต่ละองค์บ้าง โดยเฉพาะในกรณีพระเครื่องที่เกิดจากการปลุกเสกด้วยคาถาอาคม เพราะคาถาอาคมส่วนใหญ่เป็นพลังงานที่มาจากกำลังจิตของผู้ที่สร้างเองหรือกำลังจากแรงครูจากเทวดาต่างๆ ซึ่งก็มีพลังงานความศักดิ์สิทธิ์แตกต่างกันไปเป็นคงกระพันบ้าง เมตตาบ้าง และมักจะยึดมั่นในกระแสวิชาอาคมของตนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเมื่อเจอกับกระแสวิชาของผู้อื่นด้วยความเชื่อมั่นว่าฉันก็เก่ง ข้าก็เก่ง ก็อาจทำให้เกิดการลองดีกันเกิดความสับสนไม่เข้ากันของพลังงานในพระเครื่องแต่ละองค์ได้บ้าง



พลังงานที่เป็นประธานกระแสเดียวกัน แต่ถ้าเป็นพระเครื่องที่ปลุกเสกด้วยการอาราธนาบุญบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ลงมาช่วยในการอธิษฐานแล้วจะไม่มีปัญหาในการตีกันของพลังงานเลย เพราะพลังงานในพระเครื่องแต่ละองค์แม้จะมาจากการปลุกเสกต่างที่ต่างเวลากัน แต่ก็ล้วนมีพลังงานที่เป็นประธานกระแสเดียวกันคือ บุญบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งถือว่ามีอยู่เหนือและครอบคลุมทั่วทุกพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นคาถาอาคมอิทธิฤทธิ์หรือบุญฤทธิ์ทั้งปวงเวลาท่านจะมาช่วย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะมาเป็นประธานนำหน้าแล้วหลวงปู่ครูบาอาจารย์ เทวดาทั้งหลายก็จะตามกันมาช่วยในเส้นทางพลังงานเดียวกัน ไม่มีความขัดแย้ง ลองดี แย่งกันช่วยแต่อย่างใด

ที่ตีกันไม่ใช่พระ แต่เป็นจิตของผู้ใช้ที่ตีกัน แต่ถ้าผู้ใช้เกิดความไม่มั่นใจก็อาจมีวิธีช่วยได้อย่างนึงเพราะการที่บอกว่าพระ ตีกันนั้นจริงๆแล้วที่ตีกันไม่ใช่พระแต่เป็นจิตของผู้ใช้ต่างหากที่ตีกัน เพราะว่าบางครั้งเมื่อแขวนพระหลายองค์พอเกิดอะไรขึ้นจิตใจนึกถึงพระขอให้พระช่วยก็เกิดความสับสนว่าแขวนทั้งสมเด็จโต หลวงปู่ทวด หลวงปู่ศุข พระพุทธชินราช หลวงพ่อโสธร ฯลฯ จะนึกถึงองค์ไหนดีจิตเกิดความสับสนไม่เป็นระบบความสงบก็ไม่เกิด ความตั้งมั่นศรัทธาความเชื่อมั่นก็ไม่เกิด มีความลังเลสงสัยไม่แน่ใจทำให้จิตเข้าถึงพระได้ยาก จึงทำให้การรวบรวมบุญบารมีในการนำไปใช้ เป็นไปโดยไม่สมบูรณ์

เราจะแขวนพระกี่องค์ดี ตกลงว่า องค์เดียวหรือหลายองค์ เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดว่าจิตยังไม่มั่นคงจิตยังไม่เข้าถึงพระ อาจจะแขวนแค่องค์เดียวก็จะนึกถึงง่ายหน่อยในการทำจิตให้เข้าถึงพระ เพราะไม่ต้องนึกอะไรมากนึกถึงองค์เดียวเชื่อมั่นศรัทธาองค์เดียวไปเลยเช่น แขวนหลวงปู่ทวดให้นึกถึงหลวงปู่ทวดไว้เลย เป็นต้น เกิดอะไรขึ้นมีอะไรขึ้นมาจิตนึกถึงหลวงปู่ทวดขึ้นมาชัดแจ๋วปรากฏในใจทันทีองค์เดียวเลยก็จะทำให้จิตมั่นคงเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น จิตจูนพลังงานถึงพระได้ง่ายขึ้น
แต่ถ้าอยากจะห้อยพระหลายองค์แบบรักพี่เสียดายน้องก็ไม่ได้มีอะไรที่ยากลำบาก เพราะเวลาหยิบสร้อยพระทั้งเส้นมาห้อยคอก็ให้นึกรวมไปเลย นึกอาราธนาบารมีพระประธานเลยคือ พระพุทธเจ้าเป็นประธานเมื่อเรานึกถึงพระพุทธเจ้าได้ชัดเจน ก็แน่นอนว่ากระแสแห่งพระธรรมและพระสงฆ์ทั้งปวงต้องตามมาเอง ปวงเทพเทวาพรหมทั้งหลายก็ต้องตามมาด้วย

เพราะฉะนั้นถ้าเรานึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้วเราก็สามารถที่จะดึงพลังงานทั้งหมดทั้งปวงที่อยู่ในพระเครื่องทุกๆองค์ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปหรือรูปหลวงปู่ครูบาอาจารย์ รูปเทวดา เครื่องรางของขลังต่างๆก็สามารถนำมาใช้ได้หมด โดยไม่มีความขัดแย้งสับสนเกิดขึ้นในใจแต่อย่างใดหรืออาจจะใช้การนึกถึงหลวงปู่ครูบาอาจารย์ท่านใดก็ได้ที่เรารู้สึกศรัทธาเชื่อมั่นที่เรารู้สึกว่านึกถึงง่ายที่สุดเช่น ห้อยพระ ๙ องค์เรานึกถึงหลวงปู่ทวดได้ง่ายที่สุดเราก็นึกถึงหลวงปู่ทวดเป็นประธานและก็บอกว่าขอหลวงปู่ทวดรวมบุญบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลวงปู่ครูบาอาจารย์ ปวงเทพเทวาที่ลูกได้พกพาห้อยคออยู่ทั้งหมดทั้งปวงนี้มาช่วยเหลือลูกด้วย

นั่นคือเป็นการใช้บารมีของพระองค์หนึ่งเพื่อดึงเข้าหาพระองค์อื่นก็ได้เพราะบารมีของหลวงปู่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้นท่านมีความสะอาดบริสุทธิ์และสามารถที่จะเชื่อมโยงเข้าหาความบริสุทธิ์ของพระด้วยกันได้ง่ายกว่าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการทะเลาะกันแย่งกันช่วยของพระเครื่องคงจะไม่มีโอกาสเกิดมากนัก แต่จะมีแต่ผู้ที่จิตเกิดความสับสนฟุ้งซ่านไม่มั่นใจไปเองมากกว่า ที่ทำให้ไม่สามารถทำจิตให้เข้าถึงพระและใช้พลังงานของพระได้อย่างไม่เต็มที่ แต่ถ้าจิตนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นประธานแล้วจะให้แขวนองค์เดียวหรือหลายองค์ความศักดิ์สิทธิ์ความเข้มขลังก็ไม่แตกต่างกันเลย และไม่มีการแย่งกันช่วยมีแต่จะช่วยกันส่งเสริมให้ผู้ใช้ผู้บูชา ได้พบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไป

ดร.รอบทิศ ไวยสุศรี แฟนพันธุ์แท้พระเกจิคณาจารย์ ปี 2006
หนังสือตอบโจทย์พระเครื่อง รู้เรื่องของขลัง ของสำนักพิมพ์ ND Publishing

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply