โดนอาถรรพ์ต้องให้”หลวงพ่อกลั่น”ช่วย

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงพ่อฟักวัดทำเลไทย โดนอาถรรพ์ต้องให้”หลวงพ่อกลั่น”ช่วย นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงพ่อทองหล่อ วัดโปรดสัตว์เล่าถึง พระอุปัชฌาย์ฟักวัดทำเลไทยกับหลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ วันหนึ่งช่วงสายๆในปี ๒๕๔๗ วันนั้นหลวงพ่อทองหล่อไม่มีกิจนิมนตร์ไปที่ไหน ผมทำสังฆทานเสร็จแล้วมีโอกาสสนทนากับท่าน ผมได้สอบถามถึงพระอุปัชฌาย์ของท่านว่ามีอุปนิสัยเป็นเช่นไร ท่านกล่าวว่าหลวงพ่อฟัก(พระครูพิศาลสรกิจ) มีรูปร่างแข็งแรงเป็นพระนักพัฒนาหรือที่ชาวบ้านชอบเรียกกันว่า “พระช่าง” หลวงพ่อฟักชอบสร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างเสนาเสนาะให้กับวัดที่ยากจน พอหมดรับกฐินท่านจะไปธุดงค์และหากกลับจากธุดงค์เมื่อไหร่หลวงพ่อฟักก็จะเดินทางไปสร้างเสนาเสนาะในที่ต่างๆ

หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ

หลวงพ่อฟักเป็นพระฉบับพระโบราณเสียงดังแววตาดุดันจริงจัง พูดหรือสั่งพระลูกวัดแต่ละครั้งแทบวิ่งกันลนลาน เสียงท่านเหมือนมีมหาอำนาจแม้แค่พูดธรรมดาแค่ได้ยินก็ต้องทำตามที่ท่านบอก หลวงพ่อฟักแข็งแรงมาก ท่านเคยเอาตุ่มใบย่อมๆไปตักน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าน้ำแล้วแบกมาคนเดียวหลายเที่ยว ฉันเคยไปลองยกตุ่มใบนั้นเปล่าๆไม่ใส่น้ำยังยกไม่ขึ้น พระลูกวัดไปลองยกหลายคนก็ยกไม่ขึ้นแต่หลวงพ่อฟักท่านตักน้ำแล้วแบกสบายๆ เอากับท่านซิ

หลวงพ่อทองหล่อหยุดบ้วนน้ำหมากลงในกระโถนแล้วเล่าต่อว่า คราวที่ฉันเพิ่งสวดพระปาฏิโมกข์ได้ใหม่ๆ ในพรรษาแรกประมาณ ๒ เดือนที่บวช หลวงตาสร้อยคนที่ทานบทสวดให้ฉันคงไปบอกกล่าวกับหลวงพ่อฟักว่าฉันสวดได้แล้ว หลังทำวัตรเสร็จในวันหนึ่งท่านเลยชี้มาที่ฉันและกล่าวว่า“ได้ยินว่าสวดปาฏิโมกข์ได้แล้ว ลงอุโบสถครั้งหน้าให้สวดเลยนะ” ฉันเลยกลับมาทานบทสวดแทบทั้งคืน เมื่อถึงเวลาลงพระอุโบสถหลวงพ่อฟักท่านพูดเสียงดังมีอำนาจว่า “เอาละวันนี้ท่านนำสวดพระปาฏิโมกข์เลยฉันจะเป็นคนทานเอง”

หลวงพ่อฟักท่านเสียงดังและเป็นคนทานบทสวดเอง ฉันก็เกรงท่านพอท่านให้สวดเท่านั้นเหงื่อมันออกมาจากไหนไม่รู้เต็มจีวรไปหมดพาลลืมบทสวดบางบทไปเลย ไอ้ที่มั่นใจเคยท่องแจ๋วๆ ตอนหลวงตาสร้อยทานมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ หลวงพ่อฟักรู้ว่าเป็นครั้งแรกที่ฉันสวดท่านบอกว่าไม่ต้องกลัวค่อยๆ จำบทสวดทีละบทแล้วท่องออกมาถ้าไม่ถูกเดี๋ยวฉันทานให้ ฉันก็พอจะสร่างกลัวลงและสวดออกมาได้ พอได้ครั้งแรกตอนหลังก็สวดได้ไม่มีปัญหา ฉันถึงบอกว่าที่ฉันสวดมนต์เร็ว สวดมนต์เก่ง สวดปาฏิโมกข์ได้เร็วเพราะอาจารย์สร้อยทำให้สวดได้ฉันไม่เคยลืมพระคุณของท่านตลอดมาเลยนะ

หลวงพ่อทองหล่อเริ่มเหยียบขาออกมาผมก็เข้าไปบีบนวดและถามท่านต่อว่า “หลวงพ่อฟักมีวิชาอาคมเข้มขลังไหมครับ” หลวงพ่อฯตอบว่า พระสมัยก่อนมีวิชาอาคมพอตัวไม่อย่างนั้นท่านออกธุดงค์ไม่ได้หรอก แต่ฉันได้ยินจากโยมพ่อของฉันบอกว่าหลวงพ่อฟักท่านนับถือและชมหลวงพ่อกลั่นว่าท่านเก่งจริงๆ” ผมจึงถามต่อว่าเรื่องเป็นมาอย่างไรครับ ท่านขยับขาแล้วเล่าต่อว่า “ตอนฉันบวชได้ประมาณ ๒-๓ พรรษา โยมพ่อของฉันเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อฟักชอบสร้างวัดวาอาราม มีอยู่ปีหนึ่งทำการปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างโบสถ์วัดทำเลไทยแทนโบสถ์เก่าที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

ท่านก็นำพระลูกวัดและญาติโยมทำงานทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งท่านลุกขึ้นไม่ได้เริ่มอาพาธ เดี๋ยวเป็นไข้เดี๋ยวหายเป็นอยู่อย่างนี้เกือบเดือน หลวงพ่อฟักก็นึกแปลกใจว่าคงไม่ปกติเสียแล้ว จึงเรียกญาติโยมและพระลูกวัดที่สนิทให้ขึ้นมาปรึกษาได้แก่ โยมพ่อของฉัน, โยมลุงของฉัน และน้าของฉันตอนนั้นบวชเป็นพระลูกวัดอยู่วัดทำเลไทย หลวงพ่อฟักสั่งให้คนทั้ง ๓ คนเดินทางไปหาหลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ เพื่อบอกอาการของหลวงพ่อฟักให้ท่านทราบเพื่อหาวิธีรักษาให้หาย”

หลวงพ่อฟัก วัดทำเลไทย

หลวงพ่อฯเล่าต่อว่า “วันรุ่งขึ้นหลังพระฉันเช้าเสร็จ โยมพ่อ,โยมลุง และหลวงน้า ออกเดินทางไปวัดพระญาติ เมื่อไปถึงก็เดินขึ้นไปนั่งรอที่กุฏิของหลวงพ่อกลั่น ขณะนั้นหลวงพ่อกลั่นนั่งทำธุระส่วนตัวอยู่ในกุฏิ รออยู่สักพักประตูกุฏิก็เปิดออก หลวงพ่อกลั่นห่มจีวรเรียบร้อยก้าวผ่านธรณีประตูออกมายังไม่ทันนั่งลงเรียบร้อยดีท่านก็ชิงพูดให้โยม ๒ คนกับพระ ๑ รูปได้ยินก่อนจะบอกธุระที่มาว่า “ท่านฟักทำไม่ถูกวิธีท่านทำผิด ไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร ไปบอกท่านฟักว่า ไปโค่นไม้ตะเคียนแล้วเอาไปถมลงหลุมแบบนั้นไม่ได้ ไม้นั้นเขามีเทพาอารักษ์สถิตอยู่เขาเลยกระทำให้ท่านฟักเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ทำอย่างนั้นเวลาสร้างโบสถ์ทับบนขอนไม้เขาจะลำบาก ไปบอกท่านฟักว่าให้รีบขุดขึ้นมา

เมื่อขุดไม้ขอนนั้นขึ้นมาอาการของท่านฟักก็จะหายไปเอง รีบกลับไปบอกท่านเถอะ” โยม ๒ คนกับพระ ๑ รูป ได้ยินหลวงพ่อกลั่นกล่าวเสร็จก็สงสัยและแปลกใจว่าทำไมหลวงพ่อกลั่นท่านรู้เรื่องทั้งๆ ที่ยังไม่ได้บอกกล่าวอะไรให้ท่านทราบเลย ทั้งสามจึงก้มลงกราบลาหลวงพ่อกลั่นแล้วรีบกลับมาบอกหลวงพ่อฟัก เมื่อหลวงพ่อฟักได้ยินท่านก็จำได้ว่าได้โค่นไม้ตะเคียนแล้วถมลงไปในบ่อเพื่อปรับพื้นสร้างโบสถ์หลังใหม่จริง หลวงพ่อฟักก็พูดขึ้นว่า “หลวงพ่อกลั่นท่านแน่จริงๆ ท่านใช้ตาในดูท่านก็เห็นหมด” วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อฟักก็นำญาติโยมและพระลูกวัดขุดเอาขอนไม้ตะเคียนขึ้นมาอาการของท่านก็เป็นปกติ หลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่อมีงานใดๆ หลวงพ่อฟักจะนึกถึงหลวงพ่อกลั่นเป็นองค์แรกและเดินทางไปกราบเยี่ยมหลวงพ่อกลั่นเสมอ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply