ไม้ทิ่มผี ๗ ศพ ” ไม้ครู “หลวงปู่ภู วัดอินทร์ “

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ไม้ทิ่มผี ๗ ศพ ” ไม้ครู “หลวงปู่ภู วัดอินทร์ ” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึงหลวงปู่ภู วัดอินทร์วัตถุมงคลหนึ่งในนั้นของหลวงปู่ที่เลื่องชื่อคือ “ไม้ครู” เป็นเครื่องรางของขลังที่หลวงปู่ภูได้สร้างขึ้นหากแต่ได้สร้างไว้จำนวนน้อยมากมีชื่อเรียกขานแผกแตกต่างกันไปว่าไม้เท้าหลวงปู่บ้าง,ไม้พ่อครูบ้าง,ไม้ครูบ้าง,นิ้วเพชรพระอิศวรบ้าง,ไม้เท้าเวสสุวัณบ้างฯ กระบวนการสร้าง“ไม้ครู” ของหลวงปู่ภูนับว่าแปลกยิ่งนัก กระทั่งในปัจจุบันนี้ยังไม่อาจสืบค้นพบว่า มีพระเกจิอาจารย์ใดสร้างเครื่องรางของขลังเช่นนี้บ้าง

ในหนังสือ“อินทรานุสรณ์”ซึ่งพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานทำบุญวันเกิดอายุครบ ๗ รอบ พระอินทสมาจาร (เงิน อินฺทสโร)มีกล่าวถึงการสร้างไม้ครูนี้อย่างน่าสนใจซึ่งได้คัดและจัดเรียงย่อหน้าใหม่เพื่อง่ายต่อการอ่านดังนี้ “ไม้ครู”หรือ“พ่อครู”ของหลวงปู่ภูศักดิ์สิทธิ์นักเมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านผู้ใดจะขอไม้ครูของท่านก็ต้องไปกราบไหว้ขอล่วงหน้าก่อนวันเสาร์หนึ่งวันแลเมื่อท่านรับปากว่าได้ วันเสาร์ตอนเช้าท่านผู้นั้นก็จัดเตรียมหัวหมูหนึ่งหัว,บายศรีปากชาม,มะพร้าวอ่อน,กล้วย, ขนมต้มแดงขนมต้มขาวใส่ถาดไปทำพิธีแล้วเอาไม้ตะพดไปถวายท่าน เจาะรูหัวท้ายหรือหัวเดียวแล้วแต่ท่านจะให้แล้วท่านก็ลงมือทำ

ท่านเอาไม้ทิ่มผี ๗ ศพจักเป็นเส้นตอกแล้วลงอักขระบรรจุที่หัวไม้ประมาณ ๑ นิ้วเศษๆเสร็จแล้วท่านก็เอายางมะตอยหรือรักปิดทับแล้ววางไว้ ตอนนี้ท่านจะฉันอาหารลูกศิษย์ตัดลิ้นหมูหั่นใส่ชามแล้วทำน้ำปลาเอาพริกขี้หนูมากๆตำละเอียดใส่ลงในน้ำปลาเป็นหัวจิ้มถวายท่านฉัน ในบางเสาร์มีหัวหมูถึง ๙ หัว(แสดงว่ามีผู้มาขอไม้เท้าถึง ๙ คน) เมื่อท่านฉันเสร็จแล้วท่านจึงจะทำพิธีปลุกเสกแล้วประสิทธิ์ให้แลการที่ท่านบรรจุไม้พ่อครูให้ทั้งหัวและท้ายอย่างนี้เรียกว่า นิ้วชี้พระอิศวรหรือชี้ต้นตายปลายเป็นถ้าท่านบรรจุให้ข้างเดียวก็เรียกว่าไม้พ่อครูเหมือนกัน ก่อนที่ท่านจะทำท่านต้องรู้จิตใจของผู้รับก่อนท่านจึงบรรจุให้ข้างเดียวบ้างสองข้างบ้าง

ตะกรุดไม้ครู

“โอมปลุกปลุกลุกลุกกูจะปลุกพ่อครู นิ้วเพชรพระอิศวร กระบองยันกายท้าวเวสสุวรรณ ไม้โขลงช้างข้าม ปีศาจพ่อครู โอมปลุกมหากูจะปลุกไม้เท้าพ่อครู หลวงปู่ภูประสิทธิ์ให้กูสวาหะ”

อนึ่งไม้ไผ่ทิ่มศพ ๗ ศพซึ่งจักเป็นตอกลงอักขระบรรจุในไม้ตะพดนั้นท่านเล่าว่า เมื่อท่านออกธุดงค์เดินทางอยู่กลางป่าเห็นกอไม้ไผ่ล้มกอหนึ่งและช้างโขลงมันเดินข้ามกอไผ่นั้นไปท่านจึงตัดมา ๓ ปล้องเพื่อเอาไว้บรรจุทำไม้ครูฯและเนื่องเพราะขั้นตอนในการทำไม้ครูนั้นมีตอนหนึ่งที่ต้องนำไม้ไผ่ไปจิ้มศพที่กล้าแข็ง กล่าวคือ ต้องเป็นศพที่ตายวันเสาร์แล้วเผาวันอังคารให้ได้ถึง ๗ ศพ ด้วยเหตุนี้เองที่หลวงปู่ภูท่านได้มาจำพรรษายังวัดสระเกศเป็นวัดแรก หลวงปู่ภูเล่าว่าที่วัดสระเกศท่านนำไม้ไผ่จิ้มศพตามตำราการสร้างได้เพียง ๔ ศพเท่านั้น ต่อมาท่านจึงย้ายมาจำพรรษาที่วัดจักรวรรดิราชาวาสหรือวัดสามปลื้มที่วัดนี้หลวงปู่นำไม้ไผ่ทั้ง ๓ ปล้องจิ้มศพได้เพิ่มอีก ๓ ศพครบเป็น ๗ ศพตามตำราฯ

ในการสร้างไม้ครูจากการบันทึกคำบอกเล่าของลูกศิษย์นั้นมีข้อมูลบางด้านที่แตกต่างไปจากบันทึกของพระครูวรภัตติคุณในหนังสืออินทรานุสรณ์ที่ว่าอุดรูหัวท้ายของไม้ครูว่า“ท่านก็เอายางมะตอยหรือรักปิด” กล่าวคือ บันทึกคำบอกเล่าของลูกศิษย์ว่า“ท่านใช้ไม้รักซ้อนเจาะรูแล้วประจุกระดูกแร้งลงภายในไม้นั้น แล้วเอาไม้จิ้มศพประจุอุดด้วยชันนางโลมใต้ดินหรือขี้สูดดินราบ” ไม้ครูมีบางท่านใช้ไม้พยุงแทนรักซ้อนทั้งนี้หมายถึง ไม้ขนาดเล็กที่นำติดตัวไปได้ส่วนไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นไม้ถือนั้นไม่เลือกว่าเป็นไม้อย่างใด แล้วแต่ผู้มีความประสงค์จะให้ท่านประจุนำมามอบให้ อย่างไรก็ตามคุณวิเศษของ“ไม้ครู” นี้ลูกศิษย์ของหลวงปู่ภูบางท่านว่า หลวงปู่ได้ประจุเทพคือเทวดาลงไว้ในไม้นั้น ใช้เฝ้าบ้านได้และใช้ป้องกันตัวในยามคับขัน เมื่อมีไว้บูชาในบ้านแล้วโจรผู้ร้ายจะไม่มารบกวน

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

ใส่ความเห็น