“๑๔ พุทธคุณเทพศาสตราปราบชาตรี” หลวงพ่อเดิม พุทธสโร

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “๑๔ พุทธคุณเทพศาสตราปราบชาตรี” หลวงพ่อเดิม พุทธสโร นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึง หลวงพ่อเดิม พุทธสโร ในคราวแรกที่หลวงพ่อเดิมท่านได้สร้างมีดหมอขึ้นครั้งแรกน่าจะอยู่ในราวพ.ศ.๒๔๖๕ ด้วยหลวงพ่อเดิมท่านเลี้ยงช้างไว้ใช้งานหลายเชือกจึงได้สร้างมีดเทพศาสตราไว้ให้กับควาญช้างไว้กำกับบังคับช้างและป้องกันตัวเวลาไปชักลากไม้ในป่าเพื่อนำมาสร้างศาลา โบสถ์ มีดควาญช้างสามารถแก้อาถรรพ์ความคงกะพัน ทั้งพวกสักหมึกและกินว่านยาได้ทั้งหมด ไม่ใช่ว่าแก้ครั้งเดียวแต่จะล้างอาถรรพ์ไปตลอด จึงเป็นเทพศาสตราที่นักเลงสมัยก่อนเกรงกลัวกันมาก จึงนิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “เทพศาสตราปราบชาตรี”

หลังจากนั้นหลวง พ่อเดิมท่านเห็นว่ามีดเทพศาสตราควาญช้างนั้นมีขนาดใหญ่มีอันตรายหากตกไปอยู่กับคนไม่ดีจึงได้ลดขนาด มีดลง มาเป็นขนาดกลางและเล็กซึ่งเรียกว่าแบบปากกาพกพาสะดวก มีด้านเหน็บแบบปากกา ซึ่งกลายเป็นของขลังไม่ใช่อาวุธเหล็กที่ใช้ตีใบมีดเป็นเหล็กผสม หลวงพ่อมอบมงคลวัตถุอาถรรพ์ต่างๆไปให้ตีผสม อาทิ เหล็กน้้ำพี้ แร่ ตะปูสังขวานร อิทธิคุณ และวิธีใช้มีดหมอศาสตราหลวงพ่อเดิม

๑. ป้องกันคุณไสยเวลาติดตัวอยู่ไม่ต้องกลัวใครกระทำย่ำยีแต่อย่างใด ๒. ป้องกันตัวเองจากศัตรูหมู่มาร เป็นมหาอำนาจ เป็นเมตตา เป็นแคล้วคลาด เป็นมหาอุด ๓. ขับภูตผีปีศาจที่เข้าคนธรรมดาหรือมีผู้ปล่อยมาให้เข้าสิง ๔. อาราธนาทำน้ำมนต์แก้คุณไสยหรือแก้เสนียดจัญไรต่างๆ ตลอดจนฝันร้ายได้ ๕. สามารถแก้อาถรรพ์ความคงกระพันต่างๆ แม้จะสักยันต์ใดหรือกินว่านหรือมีของดีตามธรรมชาติ เมื่อโดน มีดหมอของหลวงพ่อจะคลายเหนียวทุกทีไปนักเลงสมัยก่อนกลัวมีดหมอของหลวงพ่อกันนัก เพราะถูกทีไรเป็น เปื่อยยุ่ยไม่คงทน ๖. ด้ามงานั้นอาราธนาฝนกับฝาละมีหม้อดิน ด้วยน้้ำล้างใบมีดจะแก้พิษสัตว์กัดต่อยได้ทาบริเวณที่ถูกสัตว์กัดต่อย

๗. ป้องกันอสรพิษ สัตว์มีพิษ ทั้งหลายเมื่อมีมีดหมอของหลวงพ่อติดตัว ตลอดจนเขี้ยวงาต่างๆ ๘. มีดหมอหลวงพ่อไม่ทำอันตรายกับผู้ที่มีมีดหมอเหมือนกันเป็นการป้องกันการที่ลูกศิษย์อาจารย์ เดียวกันทำร้ายกัน ๙. บูชาไว้กับบ้านป้องกันอัคคีภัยและโจรภัย อาราธนาแล้วมีอันตรายจะรู้ตัวก่อนทุกทีไป ๑๐. เมื่อไปต่างถิ่นหรือต่างบ้าน หรือนอนกลางดินกลางทรายในป่า ให้เอาปลายมีของหลวงพ่อกล่าว ขอขมาแม่พระธรณี แล้วขีดวางลงไปเป็นรูปเหลี่ยมหรือวงกลมรอบๆ ตัวของผู้ที่พักนอน มดและสัตว์จะไม่มา ใกล้ รวมทั้งกันภูตผีปีศาจด้วย

๑๑. เมื่อจะไปทางน้ำกลัวอันตรายจากสัตว์เช่น จระเข้ หรือสัตว์ร้ายอื่นๆ เช่น ผีพราย ปลาไหลไฟฟ้า ให้ชักมีดออกจากฝักคาบไว้ในปากเวลาข้ามน้้ำ หรือคาบทั้งฝักก็ได้ หรือเอามีดโบกน้ำนำหน้าไปจะปลอดภัย ๑๒. เมื่อฝีร้ายอาการกลัดหนอง ปวดร้าวทรมานหรือเพิ่งเริ่มเป็นให้ใช้มีดหมอของหลวงพ่อเอาปลาย แหลมวนเบาๆ เป็นวงกลมรอบๆ หัวฝีระลึกถึงหลวงพ่อแล้วเป่าลมกำกับด้วย ถ้าเพิ่มเริ่มเป็นจะยุบหาย ถ้าเป็นมากกลัดหนองให้วนด้วยปลายมีดแล้วยกมีดหมอเหนือหัวฝีกลั้นใจทำการผ่าหัวฝีบนอากาศเหนือผิวหนัง กรีดอากาศไปมาสลับกันแล้วเป่าลมระลึกถึงหลวงพ่อฝีจะแตกภายใน ๓ วันและไม่เป็นพิษแต่อย่างไร

๑๓. เมื่อไปต่างถิ่นไปกินอาหารแต่ไม่แน่ใจว่าจะมีพิษหรือไม่ให้เอาด้ามมีดหมอของหลวงพ่อจุ่มลงไป ในอาหารเสียก่อน เป็นการป้องกันถ้างามีสีดำอย่ากิน ในกรณีที่กินเข้าไปแล้วจะมีอากาแสลงให้นำมีดหมอ ของหลวงพ่อแกว่งไปในขันน้้ำแก้วน้ำหรือภาชนะอื่นใด ใส่น้ำดื่มกินเข้าไปจะแก้ยาเบื่อ ยาสั่งได้ ถ้าเป็นยาพิษ จะลดกำลังลงพอหาหมอแก้ไขได้ทันที

๑๔. เมื่อถูกคุณ(ลมเพลมพัด)เรียกว่า ปล่อยมาตามอากาศ ทำให้มีอาการบวมตามตัวเป็นลูกๆ เดี๋ยวบวมที่โน่น เดี๋ยวบวมที่นี่ ให้เอามีดหมดหลวงพ่ออาราธนาทำน้ำมนต์ระลึกถึงของบารมีของหลวงพ่อกินเข้าไป แล้วจึงเอามีดหมอออกจากฝักไล่ก้อนที่บวมนั้นตั้งแต่บริเวณต้นที่บวม ถ้าเป็นคุณที่ถูกปล่อยมาก้อนบวมน้้ำจะ เคลื่อนหนีปลายมีดหลวงพ่อเดิม ให้ไล่ปลายมีดไปเรื่อยๆ จะกระทั่งสุดที่ปลายมือหรือปลายเท้าจะออกไป แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสดงว่าไม่ใช่คุณที่เขาปล่อยมาแน่ แต่เป็นบวมธรรมดา ไม่ช้าก็หาย ก่อนใช้มีดหมอของ หลวงพ่อควรใช้คาถาอาวุธ ๕ ประการทุกครั้งกำกับด้วย ดังนี้

“สักกัสสะวชิราวุธธัง เวสสุวัณนะสะคะธาวุธธัง อาฬาวะกะสะธุสาวุธธัง ยะมะสะ นัยนาวุธธัง นารายะสะจักกะราวุธธัง ปัญจะอาวุทธานัง เอเตสังอานุภาเวนะ ปัญจะอาวุธธานัง ภัคคะภัคขา วิจุณนัง วิจุณาโลมัง มาเมนะ พุทธะสันติ คัจฉะอะมุมหิ โอกาเสติฐาหิ”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

Leave a Reply