๓ บทพระคาถา “หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

หากกล่าวถึงพระคาถา คาถาคือ ร้อยกรองคำสอนของพระพุทธศาสนา ถ้อยคำที่ร้อยกรอง ถ้อยคำที่ผูกไว้ ถ้อยคำที่ขับร้อง ท่อง สวด หรืออักขระข้อความที่เชื่อว่าท่องบ่นหรือเสกเป่าแล้วศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ได้นำ ๓ บทพระคาถาของ “หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ” มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ นครสวรรค์ พระเถราจารย์ผู้โด่งดังในอดีตมีลูกศิษย์สืบทอดวิชามามากมาย วิชาอาคมต่างๆล้วนแล้วเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ยากที่จะหาผู้ใดมาทัดเทียม อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากมาย แม้ท่านจะละสังขารไปแต่ความศักดิ์สิทธิ์ก็หาได้สร่างซาไม่นับวันทวีคูณ ผู้คนต่างนับถืออย่างไร้พรหมแดน

สำหรับบทพระคาถาอาคมหลวงพ่อเดิมนั้นมีหลายบทมากมายล้วนแล้วแต่มีผู้นำไปใช้ได้ผลแทบทั้งสิ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในบทพระคาถานั้นๆ แล้วจะได้รับผลดีอย่างเหลือประมาณมิได้ ขอเพียงศรัทธาก็จักเกิดผลแน่นอน

คาถาเสกนํ้าล้างหน้าในตอนเช้า หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ นครสวรรค์

พระพุทธังล้างหน้า พระธัมมังล้างทุกข์ พระสังฆังเพิ่มสุข สวัสดีมีชัย อิติปิโสภะคะวา มนุษย์ในโลกหล้าเห็นหน้ารักกู สาธุ อิติพุทโธ เอหิสุคะโต มหาเสน่ห์เมตตา สวัสดีลาโภ นะชาลีติ

คาถาป้องกันคนกล่าวร้ายใจทราม

นะผิด โมเฟือน พุทธเลื่อนเปี้อน ธาเฟือนหัวใจ ยะหลงใหล ธาเคลิ้มงวยงงสูญเปล่า นะเคลิ้มเคลื้อน สังให้สะเทือนหัวใจ สิหลงใหลไปมา โมวังเวงสับสน นะเข้าในใจดลสังเกิดในใจคนมีแล้วสูญไป ชิวหาอย่าได้มาประจักษ์แก่ตา โมเดชเดชะฤทิธาเจ้าพญาเต่าเรือน สังให้สะเทือนเฟือนสิ้นทุกคน อิสะวาสุ นะสังสิโมมะอะอุภะคะวานาโถนะโมพุทธายะ นะปิดปาก โมปิดใจ พุทธละลายสูญ ฆะเตสิ ฆะเตสิ กิงกะระนัง อะหังปิดตัง พุทธะชานามิ ธัมมะชานามิ อัตถะอะฉิบหายสวาหะ สวาหาย สวาสูญ

คาถาหัวใจ๑๐๘ ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ

นะอะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ พุทธะสังมิ จิเจรุนิ จิปิเสคิ อิกะวิติ อุอากะสะ นะชาลีติ ทุสะนิมะ ทุสะมะนิ ประสิทธิสวาหะ (ใช้ภาวนา ๓จบ ๙ จบ ก่อนออกจากบ้านช่วยคุ้มครองป้องกันภัย ให้มีโชคลาภ)

หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๐๓ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยมีหลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม (วัดใน) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเงิน (พระครูพยุหานุศาสก์) วัดมะปรางเหลือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีนามฉายาว่า “พุทธสโร” หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาเล่าเรียนกับหลวงตาชม วัดหนองโพ ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและวิชาอาคมกับนายพันธ์ ชูพันธ์ ผู้ทรงวิทยาคุณของบ้านหนองโพและท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและวิชาอาคมกับพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆมากมาย

หลวงพ่อเดิมท่านได้สร้างพระเครื่องรางของขลังมากมายเป็นที่เลื่องชื่อ มีประสบการณ์ความศักดิ์สิทธิ์ปรากฏอยู่มากมาย เครื่องรางเหล่านี้ก็มี นางกวัก ราชสีห์ ตระกรุด ผ้ายันต์รอยเท้า มีดหมอแหวน เป็นต้นหลวงพ่อเดิมได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูนิวาสธรรมขันธ์ดำรงตำแหน่งครั้งหลังสุดเป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอพยุหะคีรีและเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเดิมท่านถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมสิริอายุได้ ๙๑ ปี ๗๑ พรรษา

เมื่อจะท่องหรือจะใช้พระคาถาใดๆทุกๆพระคาถาจะต้องตั้ง “นะโม” สามจบก่อน การใช้เวทมนตร์คาถานั้น ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่ดวงจิตอันสำรวมเป็นสมาธิ และที่สำคัญที่สุดคือ ถือศลี๕ข้อ หมั่นทำความดี สร้างบุญบารมี บุญบารมีและความดีจะช่วยปกป้องคุ้มครองเราตลอดไป

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวของบทพระคาถา“หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ” ที่เป็นตำนานเล่าขานที่ได้เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

One comment

ใส่ความเห็น