๔ คาถาศักดิ์สิทธิ์ แคล้วคลาด ปลอดภัย ปกป้อง คุ้มครอง ทุกการเดินทาง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ๔ คาถาศักดิ์สิทธิ์ แคล้วคลาด ปลอดภัย ปกป้อง คุ้มครอง ทุกการเดินทาง นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ในช่วงเทศกาลต่างๆ หลายคนต้องเดินทางไกลไปต่างจังหวัดเพื่อกลับบ้านหรือท่องเที่ยวพักผ่อนกันเป็นจำนวนมากซึ่งต้องระมัดระวังเรื่องการเดินทาง ทั้งการตรวจเช็กสภาพรถการขับขี่อย่างระมัดระวังมีสติและไม่ประมาท ขณะเดียวกันก็มียังมีความเชื่อเกี่ยวกับคาถาที่ทรงอานุภาพเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เสริมกำลังใจ ความมั่นใจ เพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัยทุกการเดินทางซึ่งมีอยู่หลากหลายคาถาโดยมากแล้วจะเป็นคาถาที่มีอานุภาพด้านการป้องกันภัย แคล้วคลาด ที่นิยมกันมากและใช้ได้ทุกสถานการณ์ทั้งการเดินทาง ขึ้นรถลงเรือ หรือแม้แต่การป้องกันภัยร้ายต่างๆ ขอยกตัวอย่างใน ๔ พระคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่นิยมสวดได้แก่

คาถาพระเจ้าห้าพระองค์ (นะโมพุทธายะ)ที่สุดแห่งความเข้มขลังอันมากไปด้วยพุทธคุณหลากหลายประการ เรียกว่า ครอบจักรวาลโบราณว่าฝอยท่วมหลังช้างก็ไม่หมด ทั้งแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ และอื่นๆอีกมากนั่นคือคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ซึ่งมี ๕ อักขระอันศักดิ์สิทธิ์คือ “นะ โม พุท ธา ยะ” เป็นอักขระที่ใช้แทนพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ในกัปป์นี้และยังแทนความหมายของแม่ธาตุใหญ่ที่ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งอีกด้วย

จึงถือได้ว่าเป็นคาถาหลักๆที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีความเชื่อว่าหากผู้ใดบริกรรมคาถาบูชาสรรเสริญพระพุทธเจ้าห้าพระองค์สวด“นะโมพุทธายะ”ด้วยจิตอันสงบมั่นคงแน่วแน่ จะเกิดพุทธคุณครอบจักรวาลทั้งเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ แคล้วคลาด คงกระพัน มีกำลังกายกำลังใจที่ดีไม่เกรงกลัวต่อภยันตรายต่างๆ โดยเฉพาะการเดินทางไกล ขึ้นรถ ลงเรือ สวดบริกรรมหลายๆรอบก่อนเดินทางหรือสวดในระหว่างการเดินทางเชื่อว่าจะทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย

คาถาชินบัญชรสุดยอดแห่งพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ชินบัญชรที่“สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี”ค้นพบและนำมาเรียบเรียงแต่ยังคงความหมายเดิมไว้นิยมสวดกันมากเพราะเชื่อว่ามีอานุภาพสูงเนื้อหาในพระคาถาชินบัญชรเป็นการอัญเชิญพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์อัญเชิญพระสาวก ๘๐ องค์อาราธนาพระสูตรต่างๆมาคุ้มครองเป็นกำแพงแก้วสถิตย์ตามจุดต่างๆของร่างกายอาทิ ศรีษะ ดวงตา หน้าอก

ซึ่งการสวดนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าพระสังฆเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเรียกสติให้กับตนเอง หากแต่อานุภาพเหนือประมาณของพระคาถาชินบัญชรอันเปรียบได้กับเกราะเพชรที่คุ้มครองให้ผู้สวดรอดปลอดภัยจากอันตรายจึงถือเป็นสุดยอดพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่นิยมสวดทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางให้แคล้วคลาดปลอดภัยการสวดเพื่อสะเดาะเคราะห์ต่างๆหรือป้องกันภัยจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย

คาถาบูชาหลวงปู่ทวด หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดเป็นพระเถระผู้ทรงอานุภาพในตำนานเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์จนเกิดปรากฎการณ์แห่งศรัทธามาอย่างยาวนาน จวบจนมีการสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวดหลากหลายรุ่นโดยเชื่อกันว่ามีอานุภาพที่โดดเด่นด้านแคล้วคลาด ปลอดภัย จนต้องยกให้พระเครื่องหลวงปู่ทวดเป็นพระเครื่องลำดับต้นๆแห่งอานุภาพด้านอานุภาพแคล้วคลาดปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตามมักจะเห็นผู้ศรัทธาจำนวนมากอาราธนาบูชาพระเครื่องหลวงปู่ทวดอยู่เสมอ

โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไกลหรือทำอาชีพที่ต้องเสี่ยงภัยอันตรายขณะเดียวกันหากใครที่ไม่มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดก็สามารถอาราธนาบารมีหลวงปู่ทวดปกปักษ์รักษาให้แคล้วคลาดปลอดภัยได้ การสวดคาถาบูชาหลวงปู่ทวดโดยระลึกถึงองค์หลวงปู่ทวดด้วยจิตอันตั้งมั่นตั้งนะโม ๓ จบ ระลึกถึงพระรัตนตรัยและระลึกถึงหลวงปู่ทวด จากนั้นให้ตามด้วยคาถาบูชาหลวงปู่ทวด คือ “นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา” จะสวดกี่จบก็ได้หรือสามารถสวดภาวนาตลอดการเดินทางได้จะยิ่งดี

คาถากรณียเมตตสูตร สามารถสวดเพื่อให้เหล่าเทวดาภูตผีปีศาจเป็นมิตรคอยปกป้องคุ้มครองตลอดการเดินทางได้ คาถานี้ค่อนข้างยาวสักหน่อยแต่ถ้าสวดคล่องแล้วก็ใช้เวลาไม่นานใช้สวดก่อนขับรถหรือระหว่างขับรถถือว่าเป็นคาถาที่ใช้ในทางเมตตาคือการเจริญเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าที่เจ้าทางเทวดาอารักษ์ มนุษย์ สัตว์ ดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆที่เราเดินทางผ่านจะช่วยคุ้มครองให้เราปลอดภัย

อย่างไรก็ดีคาถาที่เชื่อว่ามีอานุภาพด้านแคล้วคลาด ปลอดภัย ปกป้อง คุ้มครอง ถือว่ามีอยู่หลายคาถาจากหลากหลายพระเกจิอาจารย์ซึ่งล้วนแต่มีความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ตามความศรัทธาของแต่ละบุคคล แต่สิ่งสำคัญอย่างมากประการหนึ่งในการเดินทางไกลคือ “การมีสติและไม่ประมาท”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

 

Leave a Reply