๔ พระเถระจารย์ ผู้ที่มีวิชา”แปลงพลังจิตเป็นพลังกาย” จนมีพลังเหนือมนุษย์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ พระเถระจารย์ ผู้ที่มีวิชา”แปลงพลังจิตเป็นพลังกาย” จนมีพลังเหนือมนุษย์ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ครูบาอาจารย์สมัยก่อนสามารถแปรพลังจิตมาเป็นพลังกาย สามารถแสดงสิ่งที่เหนือมนุษย์เช่น กระโดดขึ้นฟันมะพร้าว แบกก้อนหินขนาดสิบคนโอบ ตกจากที่สูงแล้วไม่เป็นไร หักดาลประตูด้วยการผลักเพียงครั้งเดียว

หลวงปู่หิน วัดระฆัง เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่งของวัดระฆังโฆสิตาราม หลวงปู่หินท่านมีความมุ่งมั่นในทางการเรียนวิชาไสยศาสตร์มาก เดินธุดงค์รุกขมูลตามป่าดงดิบประเทศพม่า พระตะบองนครวัดได้ร่ำเรียน วิชาการต่างๆมากมายฝึกฝนกับพระคณาจารย์ต่างๆโดยท่านได้เล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า สมัยท่านธุดงค์จากเขมรมาประเทศไทยท่านได้แวะไปพักที่วัดแห่งหนึ่งที่อยู่ในป่าที่วัดนั้นมีพระอยู่องค์เดียวเป็นพระที่มีอายุมากแล้ว เมื่อท่านไปพักที่วัดนั้นความตั้งใจเดิมคิดว่าจะพักเพียงสองสามวัน แต่ด้วยสัญชาตญาณคนเรียนวิทยาคมมาจึงคิดได้ว่า หลวงพ่อองค์นี้คงไม่ธรรมดามาอยู่ป่าลึกเพียงองค์เดียว

ท่านจึงยังไม่ไปยังคงพักอยู่แล้วคอยสังเกตพระองค์นั้นก็ไม่เห็นท่านทำอะไร ก็เริ่มคิดว่าท่านคงไมมีอะไรดีกระมัง พอแค่ท่านคิดหลวงพ่อองค์นั้นถือมีดดาบลงจากกุฏิมาเดินไปใต้ต้นมะพร้าวสูงขนาดสิบเมตรแล้วท่านก็โดดขึ้นไปฟันมะพร้าวหล่นลงมาทลายหนึ่ง หลวงปู่หินเห็นกับตาถึงกับตะลึงดีใจมากว่าได้พบพระวิทยาคมสูงส่งแล้ว เมื่อท่านเดินกลับกุฏิจึงรีบเดินตามท่านไปได้ไปกราบท่านขอเรียนวิชา หลวงพ่อองค์นั้นพูดว่า จะเรียนวิชาท่านไม่หวงหรอกแต่ขั้นตอนมันลำบาก หลวงปู่หินจึงรีบถามว่ามีขั้นตอนอย่างไรครับ หลวงพ่อนั้นจึงบอกว่า ต้องไปปฏิบัติในป่าช้าเจ็ดปีจึงจะเริ่มเรียนได้ หลวงปู่หินคืนนั้นคิดทั้งคืนเลยตัดสินใจไม่เอาดีกว่าพอเช้าเลยแบกกรดออกจากวัดนั้นมา

หลวงปู่ทองเฒ่า วัดเขาอ้อหรือพ่อท่านทอง ชาวบ้านนิยมเรียกว่า“พ่อท่านเขาอ้อ”เป็นเจ้าอาวาสเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน เชื่อกันว่าเป็นอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมทางไสยศาสตร์และแพทย์แผนโบราณจนเป็นที่เคารพนับถือยำเกรงของคนทั่วไป ตรงศีรษะของท่านมีเส้นผมสีขาวกระจุกหนึ่งเล่ากันว่า ไม่สามารถโกนหรือตัดให้ขาดได้ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่แปรพลังจิตมาเป็นกำลังกาย ตอนกลางคืนท่านจะยกก้อนหินที่หลายคนโอบจากในป่ามาวางที่วัดเขาอ้อ ตอนหลังลุงหิ้นที่สอนอ.ชุมชักยันต์นอโมได้ไปช่วยท่านแบกก้อนหินมาไว้ที่วัดเช่นกัน

ยังนับเป็นปริศนาอยู่ว่าท่านแบกหินก้อนใหญ่มาไว้ที่วัดทำไม สมัยอ.กฤษณะยังบวชอยู่ได้ไปที่วัดเขาอ้อ บังเอิญท่านอ.ขุนพันธ์ฯได้ไปไหว้พระที่วัดพอดีหลังจากท่านกราบหลวงพ่อกลั่นคุยกันสักพักท่านก็ลา แล้วปีนขึ้นไปนั่งสมาธิบนก้อนหินที่หลวงปู่ทองเฒ่านำมาวาง อ.กฤษณะเลยถามหลวงพ่อกลั่นว่า ท่านขุนพันธ์มานั่งสมาธิบนก้อนหินประจำหรือครับ หลวงพ่อกลั่นตอบว่า ถ้าท่านขุนมาวัดจะขึ้นไปนั่งก้อนหินนั้นประจำ

หลวงปู่ฝั้น เป็นเกจิที่สายพระอาจารย์มั่นทั้งหมดยอมรับว่ามีพลังจิตเรื่องฤทธิ์กล้าแข็งมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านนำลูกศิษย์ปีนขึ้นเขาซึ่งเป็นเขาสูงที่ชันมาก หลวงปู่ฝั้นท่านก้าวพลาดเสียหลักตกเขาร่างท่านลอยละลิ่วลงมาคณะลูกศิษย์ตกใจมากมองตามร่างท่านล่วงลงไป แต่เป็นเรื่องอัศจรรย์ร่างท่านแทนที่จะดิ่งตกลงไปกลับค่อยๆลอยละลิ่วลงไปเหมือนร่างท่านไม่มีน้ำหนัก เมื่อลูกศิษย์รีบลงเขาไปดูท่านปรากฏว่าแม้บาดแผลเท่าแมวข่วนยังไม่มี มีศิษย์คนหนึ่งโพล่งถามว่า หลวงปู่ทำได้อย่างไร หลวงปู่ฝั้นท่านตอบว่า ตอนที่ฉันพลัดตกลงมาฉันจึงกำหนดให้กายฉันเบาเหมือนนุ่น ตอนที่หล่นลงมาระหว่างทางหัวไปฟาดกับก้อนหินก็หลายทีแต่ความรู้สึกเหมือนกระทบกันเฉยๆ แต่ไม่มีแรงปะทะ

หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง หักดาลประตูวิหาร เกิดจากน้องสาวท่านคนเล็กชื่ออิ่มพาหลานรุ่นราวคราวเดียวกันอีกสองคนไปเล่นซนในวิหารเล่นกันจนไม่รู้จะเล่นอะไรจึงชวนกันเล่นลิเก อิ่มว่ามีแค่สามคนน่าจะไม่พอเลยเอาพระพุทธปางห้ามสมุทรมาเล่นด้วยโดยเอาผ้าไปคล้องแขนพระพุทธ สมมุติว่าพระพุทธเป็นพระราชา เมื่อเริ่มเล่นแป๊บเดียวหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่กุฏิไม่รู้ท่านรู้ได้อย่างไรเดินมาโวยวายแต่ไกลว่า เฮ้ยเล่นอะไรกัน พวกอิ่มได้ยินเสียงหลวงปู่เอี่ยมเสียงแข็งก็เกิดความกลัว รีบลั่นดาลประตูกะว่าหลวงปู่เอี่ยมกลับก็จะแอบหนีกลับบ้านกัน

หลวงปู่เอี่ยมท่านมายืนหน้าประตูวิหารท่านเรียกให้เปิดประตู เรียกครั้งที่หนึ่งก็เงียบ ครั้งที่สองก็เงียบ พอครั้งที่สามก็เงียบ คราวนี้ท่านผลักประตูเสียงดาลประตูดัง กร๊อบ ดาลประตูถึงกับหัก คิดเอาดาลประตูโบราณนี่แข็งมากท่านผลักทีเดียวหักเลย แสดงถึงพลังจิตหลวงปู่เอี่ยมอันเข้มแข็งหาผู้เทียมยาก เมื่อท่านเข้าไปแล้วจึงเขกหัวเด็กทั้งสามคนและสอนให้เข้าใจว่า การล่วงเกินพระพุทธรูปเป็นบาปอันหนักมาก

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply