๕ ความเชื่อ เคล็ดวิธีสวดคาถาให้เกิดอานุภาพ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ๕ ความเชื่อ เคล็ดวิธีสวดคาถาให้เกิดอานุภาพ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

อักขระศักดิ์สิทธิ์ถูกร่ายออกมาเป็นเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำบนพื้นฐานแห่งความตั้งมั่นของจิตก่อกำเนิดเป็นอานุภาพสำแดงฤทธิ์อำนาจอย่างใจปรารถนาด้วยว่า “คาถา” จะแก่กล้าสามารถ มีความเข้มขลัง จนนำไปใช้อย่างได้ผล ย่อมเกิดโดยผู้ใช้ที่มีจิตเป็นสมาธิ

คาถามีนัยยะโดยกว้างหากแต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึง“คาถาอาคม”ที่เริ่มต้นด้วยการแต่งอักขระมีเจตนาหวังให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์เมื่อมีผู้นำไปใช้ซึ่งจะเกิดผลหรือไม่หาใช่เพียงตัวบทคาถาเพียงอย่างเดียว แต่หลักใหญ่ใจความของการใช้คาถาให้เกิดอานุภาพอยู่ที่ผู้ใช้เป็นสำคัญเปรียบคาถาได้กับมีดเล่มหนึ่งแม้จะถูกลับให้คมสักปานใด หากอยู่ในมือของผู้ที่ใช้ไม่เป็น มีดเล่มนั้นก็เปล่าประโยชน์ แต่ถ้ามีดอยู่ในมือของผู้ที่ใช้เป็นย่อมเกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้ อย่างไรก็ดีมีเคล็ดความเชื่อต่างๆที่เป็นปัจจัยต่อการการสวดคาถาให้เกิดอานุภาพนั้นมีอยู่หลายประการ ดังนี้คือ

“สมาธิ”ผู้ใช้คาถาที่จะร่ายอักขระให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ประจักษ์แก่อานุภาพได้ จะต้องมีพื้นฐานที่สำคัญมาเป็นอันดับแรกนั่นคือสมาธิ เพราะในอดีตมีคาถาอาคมร้อยแปดพันเก้าทั้งคาถาที่ใช้ไปในทางที่ดีและคาถาที่พวกพ่อมดหมอผีใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นคาถาในรูปแบบใดหากผู้ใช้มีสมาธิอันแก่กล้าคาถาเหล่านั้นก็จะเกิดผลได้อย่างใจปรารถนา สมาธิหรือความตั้งใจอย่างแนวแน่จิตไม่วอกแวกหวั่นไหวไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจเพราะมีความจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นๆ ย่อมทำให้การสวดคาถาได้ผล ในทางตรงกันข้ามหากใจสั่นไหวไม่นิ่ง เพราะคิดอยากให้คาถาที่ตนท่องเกิดผลก็จะไม่ได้ผล เพราะมีความอยากซึ่งทำให้จิตใจสับสนกระวนกระวายสวดคาถาด้วยความว้าวุ่นใจมุ่งแต่อยากให้ได้ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวเช่น บางคนอยากได้โชคลาภจึงสวดคาถาด้วยความอยากได้อยากมี อยากรวย จิตใจจึงสั่นไหวไปด้วยกิเลสก็ยากนักที่สมาธิจะเกิดขึ้นได้

สวด “อักขระอย่างชัดเจน” เพราะจะมีผลให้เกิดสมาธิได้ง่ายเปล่งเสียงพอประมาณไม่จำเป็นต้องดังเกินไปมีจังหวะที่พอดี ไม่ช้าหรือเร็วและไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ความหมายของคาถาทุกคาถาเสมอไป แต่ในบางคาถาหากรู้ความหมายก็จะเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะช่วยเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นเช่น “พระคาถาชินบัญชร” เป็นต้น สำหรับในบางรายหากมีสมาธิที่แน่วแน่แล้วการสวดท่องจะเร็วหรือช้าจะเปล่งเสียงดังหรือสวดในใจก็เกิดผลได้ เพราะผู้นั้นจิตใจจดจ่อกับการสวดบริกรรมเกิดสมาธิเป็นสำคัญแล้วนั่นเอง แต่ผู้ที่สวดเริ่มแรกก็ควรเปล่งเสียงอักขระให้ชัดเจนก่อนเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นเรียกพลังใจและทำให้เกิดความจดจ่อในอักขระที่สวดจะทำให้เกิดสมาธิได้ง่าย

“สวดนะโม๓จบก่อนสวดคาถา”และ“มีความเคารพต่อครูบาอาจารย์ผู้แต่งคาถา” ถือเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพราะบทคาถาที่ใช้ในทางที่ดีนั้นมีอยู่มากถูกแต่งขึ้นโดยโบราณจารย์ผู้เชี่ยวชาญในอักขระและมีความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก จึงสำคัญอย่างยิ่งว่าก่อนสวดคาถาจะต้องสวดนะโม๓จบ เพื่อแสดงความนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและมีความนอบน้อมเคารพต่อครูบาอาจารย์ผู้แต่งคาถานั้นๆ หากจิตมีความนอบน้อมแล้วจะทำอะไรก็ย่อมสำเร็จผลได้ง่ายในบางคาถาผู้ที่จะสวดท่องอาจต้องอธิษฐานขออนุญาตต่อเจ้าของคาถา

หรือเอ่ยถึงชื่อครูบาอาจารย์ที่แต่งคาถานั้นๆเพื่อให้การใช้คาถาเกิดผลหรือในบางคาถาก็ต้องไปร่ำเรียนกับครูบาอาจารย์เป็นกิจจะลักษณะอีกด้วย อย่างที่จะเห็นได้ตามประวัติพระเกจิอาจารย์รูปต่างๆ ที่ท่านต้องเดินทางไปร่ำเรียนคาถาอาคมกับครูบาอาจารย์ผู้สืบทอดคาถานั้นๆ ฝึกฝนกันจนเชี่ยวชาญและใช้จนเกิดผลได้จริงเรียกว่าหากต้องการใช้คาถาให้เกิดผลอย่างดีและถูกต้องก็จำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์นั่นเอง และในสมัยก่อนการจะร่ำเรียนคาถาและการถ่ายทอดคาถาให้ใครนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“อุปเท่ห์การใช้คาถา” คาถาแต่ละบทอาจมีเคล็ดหรืออุปเท่ห์การใช้ที่แตกต่างกันไป บางบทต้องสวดย้อนอักขระเพื่อให้เกิดความมีสมาธิมีความจดจ่อมากยิ่งขึ้นเช่น “คาถาอิติปิโสถอยหลัง” หรือในบางคาถาอาจมีอักขระไม่กี่ตัว แต่ต้องสวดซ้ำๆหลายๆจบเพื่อให้เกิดสมาธิมีความตั้งมั่น คาถาบางบทก็มีอุปเท่ห์ตามที่โบราณจารย์ได้สอนไว้เช่น “คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า” ที่ต้องสวดคาถาแล้วเอาความรู้สึกไปกำหนดไว้ที่ศรีษะในแต่ละทิศจึงจะเห็นผลได้ดี เป็นต้น จะเห็นว่าอุปเท่ห์หรือเคล็ดการใช้คาถาทั้งการสวดย้อนอักขระสวดเดินหน้าถอยหลังหรือการสวดซ้ำๆหลายๆจบ มีนัยยะแฝงไว้ประการหนึ่งคือ ให้จิตจดจ่อกับอักขระนั้นๆจนเกิดเป็นสมาธิจึงอาจกล่าวได้ว่า สมาธิเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้คาถาให้เกิดผล

“สัจจะวาจา” นอกจากการตั้งสมาธิให้แน่วแน่การตั้งใจสวดอักขระอย่างชัดเจน การสวดนะโมสามจบก่อนสวดคาถาและอุปเท่ห์ของการใช้คาถาต่างๆที่มีผลต่อการใช้คาถาให้เกิดอานุภาพแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือในสมัยโบราณนั้นคาถาจะใช้ได้อย่างเกิดผลผู้นั้นจะต้องมี “สัจจะวาจา” เป็นคนรักษาคำพูดคือ พูดคำไหนตั้งใจไว้อย่างไรก็ทำตามนั้นให้ได้ ปฏิบัติตามวาจาที่เอ่ยไว้ได้อย่างสม่ำเสมอและเคร่งครัดก่อให้เกิด“วาจาสิทธิ์” ขึ้นมาคือ พูดอะไรไปก็เป็นไปตามนั้นเช่นเดียวกัน หากแม้ผู้มีวาจาสิทธิ์สวดคาถาเอ่ยอักขระใดๆก็ย่อมเกิดผลได้ไม่ยาก เพราะสวดด้วยความมุ่งหมายอยากให้เป็นอย่างไรก็ย่อมเป็นไปตามนั้น

จะเห็นว่าการจะใช้คาถาให้เกิดอานุภาพไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากเสมอไป หลักสำคัญที่สุดอยู่ที่ “สมาธิ” แต่ขณะเดียวกัน การเป็นผู้มีสัจจะวาจาก็จะทำให้การใช้คาถาได้ผลเร็วมากขึ้น เป็นอย่างใจปรารถนาไวขึ้นในบางคาถาที่มีอุปเท่ห์หรือเคล็ดการใช้คาถาก็จะยิ่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นอีกด้วย และแต่ละบุคคลก็อาจจะมีเคล็ดการสวดคาถาให้เกิดผลในหลายวิธีต่างกันไป จึงไม่ใช่เรื่องตายตัวเสมอไปว่าวิธีไหนบ้างที่จะทำให้การสวดคาถานั้นๆได้ผล หากแต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้เพราะเป็นปัจจัยหลักในการใช้คาถาทุกคาถานั่นคือ “สมาธิ”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Leave a Reply