๕ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

หากกล่าวถึงพระอรหันต์ในศาสนาพุทธ พระอรหันต์คือ พระอริยบุคคลชั้นสูงสุดสามารถละสังโยชน์ได้ครบ๑๐ประการ วันนี้ได้นำเรื่องราวตำนานของ ๕ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษากันไปยาวๆ ไปชมกันเลย

องค์ที่ ๑ หลวงปู่กาแก้ว หลวงปู่กาแก้วเกิดเมื่อพ.ศ.๑๓๒๗ พ่อชื่อทับแม่ชื่อนกเกิดที่เมืองเลย ต่อมาอยู่ที่เมืองอีสานหลายจังหวัดเมื่อเด็กๆเขาเรียกชื่อว่าแกละโตขึ้นมาเขาเรียกชื่อว่าแก้วหลวงปู่กาแก้วบวชเมื่อพ.ศ.๑๓๖๒อายุได้๓๕ปี เหตุที่บวชเพราะรู้ธรรม๒ข้อคือ ๑.ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ๒.เกิดแก่เจ็บตายเป็นของไม่เที่ยงบวชมาได้๕ปี ได้บรรลุธรรมขั้น๑โสดาบันอยู่มา๒ปีได้บรรลุธรรมขั้น๒สกิทาคามีอยู่มา๑๕ปีได้บรรลุธรรมขั้น๓อนาคามีและอยู่วัดต่อมา๑๕ปี จึงออกธุดงค์เดินป่าไปทั่วเหนืออีสานใต้ธุดงค์ได้ ๘ ปี ได้บรรลุธรรมขั้น ๔ ได้เป็นพระอรหันต์อายุได้ ๘๐ ปี ตรงกับ พ.ศ. ๑๔๐๗

หลวงปู่กาแก้วเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ออกเดินป่าสั่งสอนโปรดชาวบ้านในเมืองเหนืออีสานใต้ ในนามพระธุดงค์องค์หนึ่งโดยไม่มีใครทราบว่าเป็นพระเถระหรือพระอรหันต์ หลวงปู่กาแก้วพักอาศัยอยู่ที่ป่าหิมะพานเมืองเลย หลวงปู่มีชีวิตอมตะ นับถึงวันนี้ตอนที่เเฟนเพจได้อ่านโพสนี้ท่านก็ยังม๊ชีวิตอยู่ หลวงปู่กาแก้วมีอายุ๑,๒๓๑ปี บัดนี้ยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่กาแก้วเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้พระครูเทพโลกอุดรและหลวงปู่โพรงโพธิ์ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่กาแก้วเป็นพระอรหันต์อยู่แล้ว หลวงปู่กาแก้วเป็นผู้นำพระบรมธาตุพระเต้านมของพระพุทธเจ้าจากเมืองลังกามาสร้างที่นครพนมเรียกชื่อว่า พระบรมธาตุพนมเจ้าก่อแก้วเป็นผู้สร้าง สร้างเมื่อพ.ศ.๑๖๖๔ นับถึงพ.ศ.๒๕๕๘พระบรมธาตุพนมสร้างมาเป็นเวลา๘๙๔ปี

องค์ที่ ๒ พ่อท่านแก้ว (หลวงปู่แก้ว) ผู้สร้างพระศรีมหาธาตุคินตะเมืองคินยองวัดลำเจียกหรือพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราชปัจจุบันคือ พ่อท่านแก้วพ่อท่านแก้วเกิดวันศุกร์ขึ้น๑๔ค่ำ เดือน๖ปีระกา ตรงกับพ.ศ.๑๔๓๑เป็นคนชนชาติคินยองอายุได้๑๖ปี บวชเณรอายุ๑๘ปี เณรแก้วได้บรรลุธรรมขั้น1โสดาบันจึงได้เป็นพระภิกษุสงฆ์เมื่ออายุได้๑๘ปี เรียกกันทั่วไปว่าพระแก้วหรือต้นแก้วเมื่อพ.ศ.๑๔๔๙ตรงกับวันขึ้น๑๕ค่ำเดือน๖ปีระกา

พระแก้วตั้งวัดใหม่ที่ชายทะเลหาดทรายขาวหรือหาดทรายแก้วชื่อว่าวัดลำเจียกตั้งวัดมาได้๒ปี พ่อท่านแก้วได้บรรลุธรรมขั้น๒สกิทาคามีเมื่อพ.ศ.๑๔๕๑ อยู่มา๘ปีพ่อท่านแก้วได้บรรลุธรรมขั้น๓อนาคามีเมื่อพ.ศ.๑๔๕๙พ.ศ.๑๔๖๒ขึ้น๑๕ ค่ำเดือน๖ปีจอ พ่อท่านแก้วเดินทางไปเมืองลังกากับเรือสินค้าเพื่อนชาวจีนเพื่อขอพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าจากเมืองลังกามาสร้างที่วัดลำเจียกเมืองคินยองพ.ศ.๑๔๔๖ พ่อท่านแก้วเริ่มสร้างพระบรมธาตุเจดีย์เมืองคินยองพระบรมธาตุเจดีย์เมืองคินยองเป็นพระบรมธาตุสิรัฐิกับพระมังสาพระเศียร จึงสร้างพระบรมธาตุเจดีย์เป็นรูปทรงพระเศียร มีพระปิ่นเกศทองคำ

พระศรีมหาธาตุคินตะใช้เวลาก่อสร้าง๒ปีเต็ม เสร็จเมื่อขึ้น๑๕ค่ำเดือน๘ปีเถาะ ตรงกับพ.ศ.๑๔๖๘ พ่อท่านแก้วจัดงานสมโภช๗วัน๗คืน และต่อมาจัดงานสมโภชพระบรมธาตุ๗ปีต่อ๑ครั้ง ในวันขึ้น๑๕ค่ำเดือน๘ สร้างพระบรมธาตุเจดีย์เสร็จ อยู่มา๒ปีตรงกับพ.ศ.๑๔๗๐ พ่อท่านแก้วได้บรรลุธรรมขั้น๔เป็นพระอรหันต์มีชีวิตอมตะและอยู่ดูแลพระบรมธาตุเจดีย์ตลอดกาลนับถึงพ.ศ.๒๕๕๘พ่อท่านแก้วมีอายุได้๑,๑๒๗ ปีบัดนี้ยังมีชีวิตอยู่

องค์ที่ ๓ พระครูเทพโลกอุดร พระครูเทพโลกอุดรเป็นชื่อสมญานามโลกอุดรมาจกคำว่าโลกุตระแปลว่าคนเหนือโลก พระครูเทพโลกอุดรพ่อชื่อคำแม่ชื่อกบ เมื่อเด็กๆชื่อแจ๊คเกิดเมื่อพ.ศ.๑๕๖๙เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เขาเรียกชื่อว่าคง เป็นคนเมืองเหนือ เมื่ออายุได้๓๔ปีตรงกับพ.ศ.๑๖๐๓ บวชเป็นพระชื่อว่าหลวงพ่อคง เหตุที่บวชเพราะได้มองเห็นธรรมข้อหนึ่งคือ สว่าง สะอาด สงบ พระครูเทพโลกอุดรบวชที่วัดพระแก้วมรกตในภาคอีสาน มีหลวงปู่กาแก้วเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้และวัดนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดเกาะหลัก เพราะวัดนี้มีเสาหินเป็นหลัก บวชมาได้๒พรรษาหลวงพ่อคงได้บรรลุธรรมขั้น๑โสดาบันอยู่มา๓พรรษาได้บรรลุธรรมขั้น๒สกิทาคามีอยู่มา๕พรรษาได้บรรลุธรรมขั้น3อนาคามีอยู่มา10พรรษา

หลวงพ่อคงออกธุดงค์เดินป่าพักกลางป่าเหนืออีสานใต้ จนอายุได้๘๕ปีตรงกับพ.ศ.๑๖๕๔หลวงพ่อคงได้บรรลุธรรมขั้น๔เป็นพระอรหันต์มีชีวิตอมตะอยู่เหนือโลก พระครูเทพโลกอุดรอยู่ประจำเมืองเหนือและยังมีชีวิตอยู่นับถึงวันนี้ พ.ศ. ๒๕๔๘ พระครูเทพโลกอุดรมีอายุได้๙๘๙ปี พระครูเทพโลกอุดรยังสั่งสอนโปรดชาวบ้านอยู่ทางเหนืออีสานใต้ โดยไม่ปรากฏนามส่วนมากเรียกตามชื่อที่พบเห็นเช่นพระคำแพง พระโพรงโพธิ์ หลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่ดำและอื่นๆอีกมากมาย เครื่องบูชาพระครูเทพโลกอุดรคือดอกมะลิสด1ช่อ เทียนขาว๒เล่ม ธูปหอม๕ดอก หลวงปู่กาแก้วพระอุปัชฌาย์ผู้บวชพระครูเทพโลกอุดรเป็นพระอรหันต์มีชีวิตอมตะ พระครูเทพโลกอุดรยังเป็นอาจารย์ของหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าด้วย

องค์ที่ ๔ หลวงปู่โพรงโพธิ์ ที่เรียกชื่อนี้เพราะผู้พบเห็นได้เห็นหลวงปู่อาศัยอยู่ที่โพรงต้นไม้โพธิ์จึงเรียกว่าหลวงปู่ โพรงโพธิ์ ภาษาเหนือเรียกว่าโพงโพธิ์ภาษากลางเรียกว่าโพรงโพธิ์ หลวงปู่โพรงโพธิ์บิดาชื่อว่าพ่อคำแม่ชื่อว่าแม่แก้ว หลวงปู่เดิมชื่อกาบเกิดเมื่อพ.ศ.๑๗๖๔ ก่อนบวชเป็นนักแสวงบุญหลวงปู่บวชเมื่ออายุได้๔๕ปีซึ่งตรงกับพ.ศ. ๑๘๐๙ เหตุที่บวชเพราะได้พิจารณาเห็นว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของไม่เที่ยง หลวงปู่บวชที่วัดแก้วศาริกาซึ่งอยู่ในป่าเมืองเหนือบัดนี้วัดนี้ไม่มีพระสงฆ์แล้ว พระอุปัชฌาย์ที่บวชให้หลวงปู่โพรงโพธิ์คือหลวงปู่กาแก้วซึ่งเป็นพระอรหันต์ ปัจจุบันอยู่ที่ป่าหิมะพานเมืองเลยและยังมีชีวิตอยู่

หลวงปู่บวชได้๒ปีได้บรรลุธรรมขั้น๑โสดาบันอยู่มา๕ปีได้บรรลุธรรมขั้น๒สกิทาคามีอยู่มา๒ปีได้บรรลุธรรมขั้น๓ อนาคามี อยู่วัดต่อมา๓ปีจึงออกธุดงค์ในป่าเมืองเหนือธุดงค์อยู่ได้ ปีได้บรรลุธรรมขั้น๔เป็นพระอรหันต์ตรงกับพ.ศ.๑๘๒๙นับอายุได้๖๕ปี หลวงปู่โพรงโพธิ์ได้บรรลุธรรมขั้น๔เป็นพระอรหันต์เมื่ออายุได้ ๖๕ ปี ออกเผยแพร่ศาสนาสอนชาวบ้านในเมืองเหนืออีสานใต้และที่อื่นทั่วทิศในนามพระธุดงค์องค์หนึ่ง มีรูปร่างผอมสูงโดยไม่มีใครทราบว่าเป็นพระเถระหรือไม่ แล้วหลวงปู่จะไปพักอาศัยอยู่ที่โพรงต้นโพธิ์ในป่าเขาแก้วเมืองเชียงตุงนับถึงพ.ศ.๒๕๕๘หลวงปู่โพรงโพธิ์มีอายุได้๗๙๔ปีและยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่มีชีวิตอมตะหลวงปู่โพรงโพธิ์ยังเป็นอาจารย์ของหลวงปู่ศุขวัดปากครองมะขามเฒ่า

องค์ที่ ๕ พระแก้วมรกต พระแก้วมรกตเหตุที่ชาวบ้านเรียกชื่อนี้เพราะเดิมชื่อแก้วผิวดำใสเหมือนแก้วชาวบ้านจึงเรียกว่าพระแก้วมรกตพระแก้วมรกตเกิดเมื่อพ.ศ.๒๓๖๙ที่เมืองเหนือสุดพ่อชื่อเต้งแม่ชื่อแบงมีพี่น้อง๒คนเป็นผู้ชายทั้ง๒คน พระแก้วมรกตเป็นพี่ชื่อแก้วน้องชื่อแตง จากเมืองเหนือพ่อแม่ไปอยู่เมืองเลยแล้วไปอยู่ที่บ้านแครงเมืองพะเยา พ่อแม่พาชายแก้วไปฝากวัดให้อยู่กับหลวงพ่อแก้ววัดรามแก้วเมืองพะเยา

บัดนี้วัดนี้ยังมีอยู่ชายแก้วอยู่วัดอายุได้๒๐ปี หลวงพ่อแก้วเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้เหตุที่บวชเพราะเลื่อมใสในพุทธศาสนา พระแก้วอายุได้๓๐ปี ได้บรรลุธรรมขั้น๑โสดาบันอยู่มาอายุได้๓๕ปีได้บรรลุธรรมขั้น๒สกิทาคามี อยู่มาอายุได้๔๕ปีได้บรรลุธรรมขั้น๓อนาคามี อยู่วัดต่อมาจนอายุได้๕๐ปี จึงออกบิณฑบาตแสวงบุญเดินป่าพักแรมกลางป่าจนอายุได้๕๘ปี พระแก้วมรกตได้บรรลุธรรมขั้น4ที่กลางป่าเมืองพะเยาเมื่อวันเพ็ญเดือน๑๒ตรงกับพ.ศ.๒๔๙๖ได้เป็นพระอรหันต์ เมื่อได้เป็นพระอรหันต์แล้วรู้สึกว่าทุกอย่างหมดไปนึกสิ่งใดได้สิ่งนั้น

พระแก้วมรกตได้บรรลุธรรมขั้น๔เป็นพระอรหันต์ เมื่ออายุได้๕๘ปีและได้ออกสั่งสอนชาวบ้านเหนืออีสานใต้และทุกทิศในนามพระผู้สูงอายุองค์หนึ่งหน้าตาปกติ ไม่มีใครทราบว่าชื่ออะไรอายุเท่าไรเป็นพระเถระหรือไม่ พระแก้วมรกตสั่งสอนชาวบ้านแล้วจะกลับไปพักอาศัยอยู่ที่ป่าหิมะพานเมืองพะเยาและจะพักประจำอยู่เมืองนี้นับถึงพ.ศ.๒๕๕๘นับอายุได้๑๘๙ปี มีชีวิตอมตะพระแก้วมรกตบอกว่า พ.ศ.๒๖๐๐พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่จะออกมาสั่งสอนชาวบ้านให้เห็นความจริงของศาสนาพุทธและมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาตอนนั้นจะมีพระอรหันต์เพิ่มขึ้นถึง๑๐๐องค์

พระแก้วมรกตที่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของไทยสร้างที่เมืองหลวงของลาว ผู้สร้างคือพระศรีเจ้าลาวเจ้าเมืองลาว สร้างด้วยหินแก้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพระมังสะสมองในพระเกศพระแก้วมรกต สร้างเมื่อ พ.ศ.๑๒๕๐นับถึงพ.ศ.๒๕๕๘อายุได้๑,๓๐๘ปี ต่อมาพระศรีเจ้าลาวผู้สร้างพระแก้วมรกตได้ออกบวชได้เป็นพระอรหันต์ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว พระอรหันต์ทุกองค์เป็นผู้สำเร็จอริยะธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้หมด สามารถแบ่งองค์ได้ ๘๔,๐๐๐องค์ เท่ากับคำสอนของพระพุทธเจ้า๘๔,๐๐๐ธรรมขันธ์ พระอรหันต์ทุกองค์ไปได้ทุกแห่งทุกที่ในเวลาเดียวกัน ท่านใดต้องการพบพระอรหันต์ ถ้าท่านมีบุญบารมีมีความศรัทธาที่แท้ ท่านอาจจะได้พบสมตามความปรารถนาในทุกที่ทุกเวลา

เเค่มีศีลห้าก็เท่ากับว่าท่านพบพระอรหันต์เเล้ว  พระคาถาพระเจ้า๕องค์  “นะ โม พุท ธา ยะ”  เมื่อพบอันตรายให้ภาวนาเเล้วตั้งจิตให้มั่นเเล้วจะเเคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง

บทความที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเรื่องราว๕พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ ศรัทธาความเชื่อและเป็นข้อคิดสอนใจเป็นตำนานเล่าขานสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นธรรมทานแก่ทุกๆท่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ข้อคิดท้ายเรื่อง

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

 

ใส่ความเห็น