๕ ยอดคนจอมขมังเวทย์ ระดับตำนาน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ๕ ยอดคนจอมขมังเวทย์ ระดับตำนาน  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

คำว่าจอมขมังเวทย์แท้จริงแล้วเขียนว่า “จอมขมังเวท” อันเป็นการสมาสกันระหว่างคำบาลีสามคำคือ จอมหมายถึง ผู้มีความสามารถยอดเยี่ยมในกลุ่มเดียวกันเช่น จอมทัพหรือจอมโจร ขมังหมายถึง ชำนาญในการใช้มนตร์คาถา
และเวทหมายถึง เวทมนตร์ที่ให้ได้ทั้งคุณหรือโทษแก่ผู้ที่ต้องมนตร์นั้น

๑. อาจารย์ เที่ยง น่วมมานา “หากวาจาเราใช้เสกเป่าคาถาให้ศักดิ์สิทธิ์ เรายิ่งต้องมีสัจจะ” อาจารย์เที่ยง น่วมมานาหรือที่ลูกศิษย์มักเรียกว่า พ่อเที่ยงผู้ขึ้นชื่อว่าเหนียวที่สุดในสายคงกระพันซึ่งขณะนั้นท่านอยู่ร่วมสมัยกับอาจารย์ชุม ไชยคีรี,อาจารย์เจ๊กสามแยกไฟฉายและอาจารย์บุญรอด สุขแสงจันทร์หรือที่เรียกรวมกันได้ว่า สี่จตุรเทพอาถรรพ์ ทว่าแท้จริงแล้วอาจารย์เที่ยงกลับเป็นคนที่มีความถ่อมตนสูง ไม่สำแดงวิชาเพื่อสร้างชื่อเสียงและเงินทอง นอกจากจะมีลูกศิษย์แวะเวียนมาสนทนาด้วยจึงทำให้ดูพอเป็นตัวอย่างพร้อมให้คำแนะนำเท่านั้น

๒. อาจารย์ ชุม ไชยคีรี สำนักกุญแจไสยศาสตร์ ผู้ผสานพุทธคุณและไสยคุณไว้เป็นหนึ่งเดียว “ของเพิ่งปลุกเสกมาก็ยิ่งต้องรีบลอง จะได้รู้ว่าใช้ได้จริง” อาถรรพ์พลังงานซึ่งไหลเวียนอยู่ควบคู่กับกระแสวัฏสงสาร ใครได้ยินคำนี้ก็เป็นอันต้องพรั่นพรึง แต่แท้จริงแล้วอาถรรพ์นั้นเป็นเพียงพลังสายกลาง ส่วนความน่ากลัวหรือความอัศจรรย์นั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงของผู้ใช้ หากใครใช้ด้วยจิตเมตตาก่อให้เกิดผลดี อาถรรพ์นั้นก็จะแปรไปอยู่ในสภาพของ‘พุทธคุณ’หากใช้เพื่อให้ชีวิตของคนคนหนึ่งมีอันต้องพินาศก็จะเรียกว่า‘ไสยคุณ’แต่ในตำนานของเหล่าคนเล่นของยังมีจอมขมังเวทย์อยู่คนหนึ่งที่เข้าถึงความสมดุลของอาถรรพ์ได้อย่างแท้จริง อาจารย์ชุมคือ ฆราวาส(คนทั่วไป)คนแรกของโลกที่สามารถปลุกเสกพระเครื่องได้จากปกติที่การสร้างพระเครื่องนั้นมักจะมีแต่ภิกษุ “ผู้ที่สามารถศึกษาวิชาจากตำราเล่มนี้ได้ ต้องเป็นศิษย์มีครู และยึดมั่นในธรรมหาไม่แล้วชีวิตจะพินาศ”

๓. ขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์) “ถ้าพวกสัญญาว่าจะเลิกเป็นโจร แล้วไปบวชเสีย กูสาบานว่าจะจับเป็นพวก” ขุนพันธรักษ์ราชเดชหรือที่เรียกอย่างง่ายว่า ขุนพันธ์ ย้อนกลับไปในปี๑๙๒๕ หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้จังหวัดนครปฐม ว่าที่สิบตำรวจตรีบุตรในวัยยี่สิบสองปีก็ได้เข้าศึกษาวิชาอาถรรพ์สายพุทธคุณกับหลวงพ่อแช่ม อินทโชโตพร้อมกับชายหนุ่มอีกคนที่ชื่อว่าดำก่อนจะสำเร็จวิชาเดินธาตุและเร่งธาตุเพื่อฝึกลมปราณในตัวให้กลายเป็นสมาธิ นำมาซึ่งจิตอันแก่กล้าในยามใช้คาถาต่างๆอาทิ คาถานะจังงังในการสะกดศัตรูให้หยุดนิ่งและคาถามหาอุตม์ให้แคล้วคลาดจากอันตราย ในขณะที่นายดำนั้นก็ฝึกวิชาในทำนองเดียวกันแต่บางครั้งก็ถูกจับได้ว่าแอบไปยุ่งเกี่ยวกับศาสตร์สายดำอย่างมนตร์เขมร

วิชาที่ขุนพันธ์ได้ทราบมาว่าพ่อหลิมช่ำชองนั้นคือ คัดของ-คัดธาตุ เป็นการนั่งสมาธิแล้วระลึกถึงตัวศัตรูเพื่อทำให้ดวงจิตเข้มแข็งจนสามารถปัดเป่าทุกไสยเวทที่ศัตรูเสกใส่ตนได้ หรือแม้แต่การใช้ความกล้าแกร่งทางดวงจิตนั้นรุกคืบเพื่อทำลายธาตุบางอย่างในตัวศัตรู ซึ่งจะส่งผลให้ศัตรูเสียสมดุลในการควบคุมวิชาอาคมของตนเองได้ แต่ในทางกลับกัน การคัดของคัดธาตุนี้ก็สามารถใช้ในทางรักษาได้เช่นกัน อย่างการปรับสมดุลในร่างกายให้แก่ผู้ที่โดนอวิชชากัดกินจนสติฟั่นเฟือนให้กลับมาสมประกอบดังเดิมได้

อีกวิชาหนึ่งที่ขุนพันธ์ต้องการจะร่ำเรียนก็คือ วิชากระสุนคด อาคมที่ใช้กับอาวุธประเภทขว้างหรือยิ งให้เข้าเป้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ราวกับวัตถุที่ส่งออกไปนั้นถูกสั่งให้ติดตามศัตรูจนกว่าจะปลิดชีพได้โดยวิชากระสุนคดนี้ก็ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในวิชาต้องห้ามของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เพราะถือเป็นวิชาอันตรายหากตกไปอยู่ในมือของคนผิดก็อาจจะทำให้ทั้งแผ่นดินยิ้มได้ ซึ่งแม้ว่าพ่อหลิมจะแสดงให้ขุนพันธ์ได้เห็นด้วยการพาไปยังสระบัวแห่งหนึ่ง ก่อนจะบริกรรมคาถากระสุนคดลงในกระบอกปืนแล้วยิ งออกไปหนึ่งนัด ทำให้ใบบัวในสระนั้นเป็นรูทะลุทุกใบแต่พ่อหลิมกลับไม่ยอมสอนวิชานี้ให้ ด้วยเหตุผลเดียวกับหลวงปู่ศุขเป็นประการแรกส่วนประการที่สองคือ หลวงปู่ศุขเป็นเจ้าของตัวจริงของวิชานี้ทว่าตนสำเร็จได้โดยไม่ได้เรียนมาอย่างถูกครรลองจึงไม่ควรถ่ายทอดวิชาผิดๆให้แก่ผู้อื่นต่อไปและที่แสดงให้ดูก็เพราะอยากให้รู้ว่าวิชานี้มีอยู่จริง

๔. หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า “วิชาพวกนี้ถือว่าต้องห้าม อาตมาแค่แสดงให้เห็นว่าทำได้จริง หากสอนให้ แล้ววันหนึ่งวิชาเหล่านี้แพร่งพรายออกไปแผ่นดินจะยิ้ม”  พระครูวิมลคุณากรหรือหลวงปู่ศุข เกสโร วัดปากคลองมะขามเฒ่า จุดเริ่มต้นสู่การเป็นภิกษุขมังเวทย์นั้นเกิดขึ้นเมื่อท่านอายุได้เพียงยี่สิบสองปี หลังศึกษาพระธรรมจบท่านก็ออกธุดงค์เพื่อฝึก กสิณคือ การปฏิบัติสมาธิด้วยวิธีกำหนดจิตไว้กับธาตุต่างๆรอบกายอาทิ ดิน, น้ำ, อากาศและไฟ สร้างความแก่กล้าให้แก่ดวงจิต ก่อนจะใช้อำนาจจิตนั้นบังคับสภาพแวดล้อมต่างๆเช่น ฝนตกไม่เปียก,ถูกไฟไม่ร้อน, เปลี่ยนไอร้อนให้เป็นไฟ ตลอดจนถึงการสะกดใจคนต่อด้วยการศึกษาศาสตร์จากตำราของพระโมคคัลลานะไม่ว่าจะเป็นความคงกระพัน แคล้วคลาดหรือเมตตามหานิยม โดยมีอาจารย์จากหลายสำนักช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชาให้

๕. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “ชะรอยจะต้องมีผู้มากอาคมอยู่บนเกาะแห่งนี้แน่ จับมันถ่วงให้นานครบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วค่อยเอาขึ้น ถ้าตายก็เอาไปฝังให้เป็นผีเฝ้าเกาะไปเลย”  พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์หรือเสด็จเตี่ยราชโอรสผู้ใช้ไสยศาสตร์เพื่อรักษาเอกราชของประเทศ ทรงเลื่อมใสไสยศาสตร์เป็นอย่างยิ่งเรื่องราวที่เล่าถึงพระองค์จึงเกี่ยวกับไสยศาสตร์มากมายและฝากตัวเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิใกล้ชิด หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ผู้โด่งดังในเรื่องไสยเวทย์

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply