๕ อันดับ “ไสยศาสตร์” ที่สุดสะพรึง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ๕ อันดับ “ไสยศาสตร์” ที่สุดสะพรึง นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ในแต่ละประเทศแต่ละท้องถิ่นผู้คนย่อมมีความเชื่อในกลุ่มของตนเองที่อยู่ในรูปแบบที่หลากหลายทั้งท้างด้านของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทางด้านเหนือนธรรมชาติ อีกทั้งรูปแบบหนึ่งที่เรารู้จักกันดีคือรูปแบบของ”ไสยศาสตร์”โดยขอจัดอันดับตามความรุนแรงไว้๕ระดับ ดังต่อไปนี้

อันดับที่๕ไสยศาสตร์ไทย ไสยศาสตร์อันดับที่๕ต้องยกให้เป็นของไทย คุณไสยไทยทำนี้อ่อนวิชาที่สุดเพราะไปยืมวิชาเขามาใช้ ตัววิชาไทยจริงๆนั้นส่วนใหญ่มีไว้รักษาและป้องกันมากกว่าการทำร้ายคน เนื่องมาจากคนสมัยก่อนชอบเข้าวัดทำบุญเลยปฏิบัติธรรมกันเยอะ แต่ที่โหดที่สุดคงยกให้เป็นการสู้รบก็น่ากลัวอยู่หรอกนะ แต่ถ้าสู้กับเขมร ขอม พม่า อันนี้ก็อ่อนวิชาไสยกว่าเขาเยอะ ต้องใช้ความสามารถทางการทหารและกลอุบายสู้ล้วนๆเหนื่อยหน่อย แต่พระสงฆ์ไทยสมัยก่อนก็มีวิชาเขมรอยู่บ้างเอามาปรับเป็นพุทธคุณกลายเป็นยันต์ทางพุทธคุณ พลังป้องกันมีอานุภาพสูงสุดในหมู่คุณไสยทั้งหมด เรายังมีการรวมอาณาจักรล้านนาเข้ากับไทยทำให้มีไสยศาสตร์ของล้านนาด้วย แล้วก็ยังดัดแปลงวิชาของมอญ พม่า ลาว มาผสมปนไปกันหมด

อันดับที่๔ไสยศาสตร์อิสลาม ไสยเวทมุสลิม ไสยศาสตร์อันดับที่๔ไสยศาสตร์อิสลาม ไสยเวทมุสลิมอันนี้ก็น่าขนลุก เอาความดีของตัวเองมาเป็นค่าของไสยศาสตร์ คุณไสยนี้ในคัมภีร์อัลกุรอ่านว่าไว้อย่างชัดเจนและดูไปดูมาน่าจะเป็นข้อห้ามมากกว่า ถึงยังไงชาวมุสลิมก็ไม่ใช้เพราะเคร่งศาสนามากแต่ถ้าพวกนอกรีตก็ระวังให้ดี ไสยศาสตร์นี้จะน่ากลัวมากๆ(ผมพูดได้แค่นี้ เดี๋ยวโดนประชาทัน)

อันดับที่๓ไสยศาสตร์ตะวันตกและเอเชียตะวันตกไสยศาสตร์อันดับที่๓ไสยศาสตร์ตะวันตกและเอเชียตะวันตก คุณไสยพวกนี้ดูเป็นผู้ดีมีการศึกษามานิดหน่อยเพราะเกี่ยวเนื่องกับศาสนาและวิทยาศาสตร์ เมื่อเกิดเรื่องคนเรานี้ก็แปลกแต่ก็มีความคิดที่ดีเอาสิ่งที่มีเหตุผลมาอธิบายสิ่งไม่มีเหตุผล พยายามเอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายไสยศาสตร์เมื่อเกิดคดีพิศวง ไสยศาสตร์พวกนี้ดูไม่ค่อยมีพิษมีภัยอะไรนัก แต่คำสาปนั้นแหลมคมและแหลมคมกว่าคุณไสยประเภทอื่นทั้งหมด มีระดับตั้งแต่อ่อนถึงรุนแรง

อันดับที่๒ไสยศาสตร์จีน รวมไปจนถึงไสยศาสตร์ชนเผ่าชาวเขา ไสยศาสตร์อันดับที่๒คือไสยศาสตร์จีน ก็น่ากลัวพอสมควรแต่มันคงไกลตัวเราไปหน่อย งั้นก็พูดกันง่ายๆว่า หนึ่งในสาขาวิชาไสยศาสตร์จีนคือวิชาไสยศาสตร์ของชาวเขาทางภาคเหนือ คราวนี้คงใกล้ตัวและคงรู้ถึงความน่ากลัวกันดี ทั้งหมอผีประจำชนเผ่าเช่น แม้ว เย้า กะเหรี่ยง ปกากะญอ อาข่า อีก้อ มูเซอ เป็นต้น วิชาที่ขึ้นชื่อคือ ยาสั่ง กินถึงตาย ตายจริงๆ พระธุดงค์ที่ไม่เก่งกล้าวิชาถ้าได้กินเป็นอันจบสิ้นกันที

ขวดที่อาจจะเป็นยาสั่ง หรือยาแก้

อันดับที่๑ไสยศาสตร์เขมร อาถรรพ์รเวท ไสยศาสตร์ที่มีความน่ากลัวเป็นอันดับหนึ่งคือไสยศาสตร์เขมรทั้งเสกตะปูเสกหนังควายเสกควายธนูเสกใบมีดเสกเส้นผมเสกต่อแตนเสกอะไรต่อมิอะไร มาจากอาถรรพณ์เวทโดยตรงก็สมควรที่จะน่ากลัว เวลามีพิธีบูชายันต์ฆ่าสัตว์เป็นๆมันดูป่าเถื่อนเวลาใช้กับคนส่วนใหญ่เอาถึงตาย ทำคุณไสยแค่ขู่ก็แบบสาหัสหรือพิกลพิการและที่สำคัญแก้ไขและรักษายากทำคุณไสยใส่ได้ในคนจำนวนมากๆพร้อมกัน จำพวกไสยศาสตร์เขมรก็จะประกอบไปด้วยมหาเสน่ห์ยาแฝด น้ำมันพราย ไอ้งั่งตาแดง แม่เป๋อตาแดง พราย กุมารทอง กุมารี สารพัดผี

ส่วนด้านการโจมตีก็วัวธนูควายธนู ซึ่งมีมากมายหลายแขนงวิชา วิชาที่ต่ำๆก็มีการใช้เถ้ากระดูก กระดูกดินป่าช้า ดินใต้โลงศพ ดินบนโลงศพ เลือดมนุษย์ น้ำหนองผี เลือดประจำเดือน ปัสสาวะ ดินเจ็ดบ่อน ดินเจ็ดตลาด เดินติดเท้า อะไรประมาณนี้ ส่วนของที่เขาจะเอาไปทำก็มีภาพถ่ายของเหยื่อ เส้นผมของเหยื่อ เล็บมือของเหยื่อ เศษหนังเศษเนื้อ น้ำตา น้ำลาย เลือด ปัสสาวะ ดินติดเท้าติดรองเท้า เสื้อผ้า แม้กระทั้งฟันหรือเม็ดข้าวที่คายทิ้งหรือกินไม่หมด บางครั้งแค่รอยมือรอยเท้าก็เอาไปทำคุณไสย์ได้

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply