๕ เครื่องรางของขลังในตำนาน ที่หลายคนยังให้ความสำคัญ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ๕ เครื่องรางของขลังในตำนาน ที่หลายคนยังให้ความสำคัญ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

๑. ควายธนู คนในสมัยใหม่บางคนนั้นอาจจะยังไม่เคยเห็นหรือรู้จักเครื่องรางชนิดนี้ ความธนูเป็นเครื่องรางตามความเชื่อของไสยศาสตร์ สามารถสร้างได้หลายวิธีทั้งการสานจากไม้ไผ่ ปั้นด้วยดิน ปั้นจากขี้ผึ้งหรือหล่อขึ้นด้วยโลหะอาถรรพ์เช่น ตะปูโรงศพ๗ป่าช้าหรือเหล็กยอดเจดีย์ เมื่อทำเสร็จต้องนำไปปลุกเสกตามพิธีกรรมซึ่งเชื่อว่าเอาไว้ให้เฝ้าบ้านหรือไร่นาเพื่อช่วยให้ป้องกันภูตผีและโจรผู้ร้ายได้บางตำนานเล่าว่าความธนูตัวใหญ่กำยำมียันต์และอักขละอาคมแบบขอมเต็มตัวและจะช่วยปกป้องคุ้มครอง แต่ถ้าหากดูและไม่ดีควายธนูจะหันมาทำร้ายเจ้าของเสียเอง

๒.เหล็กไหล เหล็กไหลนั้นเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งจะฝังตัวอยู่ในถ้ำมีสีดำคล้ายนิลเอาไปรนไฟให้ยืดได้ซึ่งเชื่อกันว่าคนธรรมดาจะไม่สามารถตัดเหล็กไหลเองได้เนื่องจากมีเจ้าป่าเจ้าเขา หรือพญานาครักษาอยู่ต้องเป็นคนดีมีบุญ หรือมีวิชาอาคมแกร่งกล้า เชื่อกันว่าจะไม่มีอะไรมาทำร้ายผู้ที่ครอบครองตัวเหล็กไหลทั้งมีด ปืน หรือแม้กระทั่งระเบิด ดินปืนทุกชนิดไม่สามารถจุดติดได้ในอาณาเขตที่มีเหล็กไหลอยู่ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์เหล็กไหลคือโลหะหรือวัสดุที่มีจุดหลอมเหลวต่ำที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเช่นอุกาบาตจากนอกโลกซีรีเกตจากใต้โลกและที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเช่น ประหลอด เป็นต้น

๓.นางกวัก ตามตำนานเล่าว่านางกวักนั้นมีชื่อจริงว่าสุภาวดี มีครอบครัวประกอบอาชีพทำมาค้าขาย สุภาวดีนั้นเป็นคนชอบฟังธรรมเทศนาและโชคดีมีบุญได้รับพรจากพระอรหันต์ถึง๒องค์ซึ่งส่งผลให้ครอบครัวทำการค้ากำไรรุ่งเรือง เมื่อนางสิ้นชีวิตแล้วชาวบ้านจึงได้ทำการปั้นรูปแม่นางสุภาวดีไว้บูชาและความเชื่อดังกล่าวนี้ก็แพร่หลายจากพราหมณ์และยังคงเป็นความเชื่อที่สืบสานมาจนถึงทุกวันนี้ นางกวักจึงเป็นเครื่องรางบันดานโชคลาภให้แก่ผู้ที่กราบไหว้บูชาทำมาค้าขึ้นและมีเสน่ห์มหานิยมแก่ผู้พบเห็นอีกด้วย

๔.ปลัดขิก เป็นเครื่องรางที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ปลัดขิกหรือขุนเพชรเป็นเครื่องรางคู่กับโยนีที่เป็นของลับสตรีซึ่งทั้ง๒สิ่งนี้เป็นดอกไม้ในแดนสวรรค์เป็นเครื่องหมายของการกำเนิดหรือความงอกงามของชีวิตใหม่ขุนเพชรหรือปลัดขิกที่เดิมมักนิยมให้เด็กผู้ชายแขวนตั้งแต่อายุ๓-๔ขวบขึ้นไป แขวนไว้ที่เอวเพราะความเชื่อที่ว่าผีสางจะทำให้เด็กเจ็บป่วยจึงให้แขวนปลัดขิกหรือขุนเพชรไว้เพื่อที่จะหลอกผีให้เข้าใจผิดว่าเด็กชายคนนี้โตแล้วเพราะมีองคชาติที่ปลายเปิดไม่มีหนังหุ้ม

ปลัดขิกนั้นมีเคล็ดการใช้แตกต่างกันออกไป ซึ่งบางสำนักนั้นมักนิยมให้ถูกเนื้อถูกตัวหรือคาดที่เอวให้โดนเนื้อตัวเจ้าของไว้จะยิ่งมีอานุภาพ ปลัดขิก เด่นในเรื่องของคงกระพันและแคล้วคาดปลอดภัยป้องกันภูตผีต่างๆในด้านเมตตามหาเสน่ห์ก็มีอยู่ครบ แต่ที่จะโดดเด่นจะมีอยู่๒อย่างคือ คงกระพันและเมตตาค้าขาย นอกจากนี้ปลัดขิกยังถูกมองว่าเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งเพราะมีการแกะสลักเป็นรูปลิงหรือเป็นรูปร่างของผู้หญิงที่เปลือยกายซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเชื่อผสมอยู่เสมอ เช่นลิงอาจจะหมายถึงความคล่องแคล่ว หญิงหมายถึงมีเสน่ห์หรือทำขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาตินำไปเป็นของสะสม

๕.กุมารทอง กุมารทองนั้นมาจากการเลี้ยงภูตผีปีศาจไว้ใช้งานโดยกุมารทองนั้นจะเป็นวิญญาณของเด็กผู้ชายหากเป็นวิญญาณของเด็กผู้หญิงจะเรียกว่าโหงพาย กุมารทองนั้นจะเป็นวิญญาณเด็กที่ตายในท้องแม่หรือที่เรียกว่าตายทั้งกลม ผู้ที่มีวิชาอาคมของเด็กนั้นมาเลี้ยงไว้เป็นลูกจากหลักฐานที่พบในเอกสารโบราณระบุถึงการทำกุมารทองสรุปว่า ต้องหาศพที่ตายทั้งกลมแล้วประกอบพิธีกรรมผ่าเอาศพในท้องนั้นมาย่างไฟให้แห้งสนิทก่อนรุ่งอรุณแล้วจึงลงลักปิดทองให้ทั่วจึงทำให้เรียกว่ากุมารทอง

ต่อมาสภาพสังคมและนักพัฒนาไปมากขึ้นทำให้ไม่สามารถสร้างกุมารทองจากเด็กทารกจริงๆได้จึงต้องดัดแปลงการสร้างกุมารทองขึ้นโดยใช้ดินเจ็ดป่าช้าบ้าง ไม้รักซ้อนหรือไม้มะยมบ้าง ไปจนถึงโลหะนำมาสร้างเป็นรูปกุมารแล้วนำไปปลุกเสก กุมารทองนั้นนิยมสร้างเป็นรูปเด็กไว้จุกนุ่งโจงกระเบนโบราณ ผู้บูชาต้องเลี้ยงดูเหมือนลูกต้องเรียกให้กินข้าว กินน้ำ ว่ากันว่าหากดูแลดีกุมารทองจะช่วยคุ้มครองป้องกันเจ้าของและครอบครัวจากสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ช่วยให้ทำมาค้าขึ้น ช่วยเฝ้าบ้านเรือนจากโจรผู้ร้ายและศัตรู

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply