๙ พระเกจิอาจารย์ที่ หลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ บอกว่า เก่งจริง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ๙ พระเกจิอาจารย์ที่ หลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ บอกว่า เก่งจริง นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

อย่างที่ทราบกันดีว่า หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นพระภิกษุที่ถึงพร้อมในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวัตรปฏิบัติหรือการเจริญภาวนา กล่าวกันว่า การปฏิบัติธรรมของท่าน หวังผลในเรื่องของพุทธภูมิ สำหรับในส่วนของวัตถุมงคล ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่นำทางให้บรรลุผลตามหลักของพระพุทธศาสนา แต่ท่านก็ได้อนุโลมให้มี และรับรองถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องที่ท่านอธิษฐานจิตให้

สำหรับสิ่งที่หลวงปู่ดู่ยกไว้เหนือยิ่งกว่าวัตถุมงคลก็คือ การปฏิบัติคำสอนของท่านก็กล่าวยืนยันว่า การปฏิบัติภาวนาเหนือกว่าเครื่องรางของขลัง คือ “เอาของจริงดีกว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรนัง คัจฉามิ นี่แหละของแท้” คำถามจึงมีต่อไปว่า ในบริบทการอนุโลมของหลวงปู่ดู่บรรดาพระเกจิอาจารย์ที่สร้างวัตถุมงคล รูปใดที่หลวงปู่ดู่ท่านรับรองว่า เก่งจริง คำตอบสำหรับคำถามนี้กิจกรรมทางพุทธศาสนาของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา นายเรียน นุ่มดี น่าจะอธิบายได้ดี เรื่องมีอยู่ว่า

นายเรียน นุ่มดี ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก ในสมัยนั้นท่านกำลังใกล้จะเกษียณอายุราชการและจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดที่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี แต่เนื่องด้วยวัดเขาใหญ่ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้านเกิดของท่านขณะนั้นมีสภาพทรุดโทรมเสนาสนะต่างๆ ที่มีอยู่ก็ไม่ได้รับการบูรณะมานานมากแล้ว ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นในเรื่องของบุญกุศลนายเรียนจึงมีความตั้งใจที่จะหารายได้จำนวนหนึ่งเพื่อนำไปบูรณปฏิสังขรณ์วัด เขาใหญ่ให้สวยงาม พร้อมทั้งสร้างวิหารจตุรพิธพรชัยขึ้นใหม่ นายเรียนจึงได้นำความมาปรึกษากับหลวงปู่ดู่ว่า ตนเองจะทำอย่างไรดี

หลวงปู่ดู่จึงได้เมตตาแนะนำและให้คำปรึกษาในการจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมารุ่นหนึ่ง โดยได้บอกกับนายเรียนว่า ให้ไปขอความเมตตาจากพระเกจิอาจารย์เหล่านั้นเพื่อขออนุญาตสร้างเหรียญรูปเหมือนของแต่ละท่าน ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านเหล่านี้ล้วนเป็นพระเกจิอาจารย์ที่หลวงปู่ดู่บอกว่า เก่งจริง คือ

๑.หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ๒.พระครูประสาทวิทยาคม (หลวงพ่อนอ) วัดกลาง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ๓.พระครูประสาทวรคุณ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดโบสถ์โก่งธนู อ.เมือง จ.ลพบุรี ๔.พระครูศรีพรหมโสภิต (หลวงพ่อแพ) วัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ๕.พระรักขิตวันมุนี (หลวงพ่อถิร) วัดป่าเลไลยก์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ๖.พระราชสุวรรณโสภณ (หลวงพ่อโกย) วัดพนัญเชิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ๗.หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ๘.พระครูสันทัดธรรมคุณ (หลวงพ่อออด) วัดบ้านช้าง อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ๙.หลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุญนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

พระเกจิอาจารย์แต่ละท่านได้เมตตาอนุญาตให้จัดสร้างขึ้นได้ ตามวัตถุประสงค์ เมื่อเหรียญได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว นายเรียนได้นำเหรียญของพระเกจิอาจารย์ที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ ไปให้แต่ละท่านปลุกเสกตามอัธยาศัย เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม หลังจากนั้นเหรียญทั้งหมดพร้อมกับพระผงรูปแบบต่างๆ เช่น พระปิดตา พระแก้วสามฤดู พระผงสามสมัย ฯลฯ ได้นำมาให้หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ปลุกเสกเดี่ยวอีกครั้ง เป็นหนึ่งเดือนเต็มเช่นกัน

และขั้นตอนสุดท้ายวัตถุมงคลรุ่นนี้ที่มีชื่อว่า “จตุรพิธพรชัย ได้นำเข้าสู่พิธีพุทธาภิเษก ณ วัดรัตนชัย (วัดสามจีน) จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี ๒๕๑๘ เล่ากันว่า หลังจากพิธีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วได้มีนักเลงในพื้นที่กล่าวดูหมิ่นว่า จะขลังสักแค่ไหน ซึ่งหลวงพ่อกวยได้ขออนุญาตพระเกจิอาจารย์ในพิธี นำเหรียญของท่านออกมาชูขึ้นหน้าอุโบสถ แล้วบอกว่า “ใครจะลองบ้าง” คำถามดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีนักเลงคนหนึ่งอาสานำไปยิงที่หลังอุโบสถ ปรากฏว่าเหรียญของหลวงพ่อกวยยิงไม่ออก นักเลงคนนั้นจึงได้นำเหรียญมาคืนหลวงพ่อกวยและกราบขอขมา

ปัจจุบันพระเกจิอาจารย์ที่หลวงปู่ดู่รับรองว่า เก่งจริง ได้มรณภาพไปหมดแล้ว ความเก่งจริงของพระเกจิอาจารย์เหล่านั้นได้ปรากฏผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ด้วยดัชนีของราคาค่านิยมที่วัดกันในตลาดพระเครื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญหลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุญนาคและเหรียญหลวงพ่อกวยวัดโฆษิตาราม มีราคาค่อนข้างสูงและหายาก สำหรับท่านที่ไม่สามารถหาเหรียญหลวงปู่สีและเหรียญหลวงพ่อกวยรุ่นนี้ได้ ก็ไม่ต้องกังวลใจเหรียญของหลวงพ่อท่านอื่นๆที่จัดสร้างขึ้นในคราวเดียวกันนี้ก็สามารถอาราธนาแทนกันได้ ขอเพียงแต่ขอให้ท่านมีจิตใจที่มั่นคงและน้อมนำขอความเมตตาไปถึงพระเกจิอาจารย์ท่านนั้นๆ ก็เป็นอันใช้ได้เหมือนๆ กัน ทั้งนี้ก็เพราะว่า เป็นพระเกจิอาจารย์ที่หลวงปู่ดู่ ท่านได้แนะนำให้ อีกทั้งยังได้เมตตาปลุกเสกให้ด้วย จึงรับรองได้ว่า “ดีแท้แน่นอน”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply