“วิชาคงกระพันชาตรี”ศาสตร์ลับแห่งความแข็งแกร่งของทหารไทยสมัยก่อน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ความเชื่อใน “วิชาคงกระพันชาตรี”ศาสตร์ลับแห่งความแข็งแกร่งของทหารไทยสมัยก่อน  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ในภาพยนตร์ไทยที่เกี่ยวกับการสู้รบสมัยก่อน มักแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและเก่งกาจของทหาร ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าการฟันดาบแทงหอกหรืออะไรก็ตาม นอกเหนือจากภาพจำเหล่านี้ ยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มาควบคู่กันนั่นคือ “ไสยศาสตร์” มีเรื่องเล่าว่าทหารไทยสมัยก่อนฟันแทงไม่เข้า แม้ดูเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างมาก แต่มันมีที่มาของเรื่องเล่านั้นอยู่ด้วยศาสตร์แห่งไสย “วิชาคงกระพันชาตรี” นั่นเอง

ในยุคโบราณที่แนวคิดแบบ “วิทยาศาสตร์” ยังไม่แพร่หลาย ศาสตร์ที่ยังมีอิทธิพลต่อความคิดและความเชื่อของคนยุคโบราณยังอยู่กับแนวคิดเรื่องศาสตร์แห่งไสย โดยคงกระพันชาตรีเป็นวิชาเวทย์มนต์คาถาอีกแขนงหนึ่งที่ทหารสมัยก่อนนั้นขวนขวานที่จะเล่าเรียนติดตัวไว้เพื่อเสริมความมั่นใจในการออกศึกแต่ละครั้ง อีกทั้งยังเสริมความทนทานต่ออาวุธระยะประชิดทั้งปวง อย่างดาบ หอก ทวน ง้าว แหลน ฯลฯ แต่วิชานี้จะไม่ครอบคลุมถึงอาวุธระยะไกลอย่างปืน ซึ่งจะมีวิชาที่รองรับการโจมตีด้วยปืนอยู่ นั่นคือ “วิชามหาอุด”

วิชามหาอุดเป็นวิชาที่จะทำให้กระสุนที่ยิงออกมาเกิดความผิดปกติ ทำให้ยิงไม่ออกบ้างหรือทำให้ปากกระบอกปืนแตกไปเลยก็มี ซึ่งวิชาคงกระพันชาตรีนี้เป็นวิชายอดนิยมอย่างยิ่ง เนื่องด้วยพลานุภาพของมัน และเป็นวิชาที่ทำให้ทหารมีแรงกระตุ้นและแรงใจให้วิ่งเข้าประจันหน้ากับข้าศึก แต่ต่อมาความนิยมของวิชาคงกระพันชาตรีก็เสื่อมลงตามกาลเวลา อาจด้วยเหตุผลที่ว่าในปัจจุบันนั้นการศึกสงครามเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและอาวุธระยะไกลแล้ว วิชาคงกระพันชาตรีที่ป้องกันอาวุธระยะประชิดเป็นหลักคงจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่ในหมู่พวกอันธพาลนักเลงที่ใช้วิชานี้เสริมความแกร่งให้ตัวเองประกอบกับการสักยันต์แล้วไปสร้างความยุ่งยากให้กับผู้อื่น จนตำรวจต้องมีการควบคุมป้องกันบุคคลเหล่านี้เป็นพิเศษ

น้อยคนนักที่จะรู้ว่าวิชาคงกระพันชาตรีเป็นเพียงคำที่เรียกรวม ๆ กันของวิชา “คงกระพัน” กับวิชา “ชาตรี” เท่านั้น ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าทั้งสองแบบนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ ผลของวิชาก็จะเป็นไปในทางเดียวกัน คือการคุ้มกันจากภยันตรายต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละวิชานั้นจะมีจุดสำคัญคละกันไป วิชาคงกระพันเป็นวิชาที่อาวุธระยะประชิดและวิธีการโจมตีทั้งปวงมิอาจทำอันตรายใด ๆ กับร่างกายผู้ใช้วิชาได้เลย แต่มีจุดอ่อนที่สำคัญของวิชานี้อยู่ ก็จะทำอันตรายแก่ผู้ใช้วิชาจนถึงแก่ความตายได้ อันวิชาคงกระพันนี้เป็นวิชาที่ใช้เสกกับของที่กินเรียกว่า “อาพัด” เช่น อาพัดเหล้า อาพัดหมาก เป็นต้น ซึ่งกินแล้วก็จะมีวิชาคงทน บางทีก็ใช้เสกกับฝุ่น ปูนหรือน้ำมันหอม นำมาทาร่างกายเพื่อทำให้คงกระพัน แต่วิชาเมื่อเสกกับสิ่งเหล่านี้จะอยู่ได้ไม่นาน ไม่เหมือนกับการเสกแบบ “เรียกเข้าตัว” เช่น การเรียกน้ำมันหรือประกายเหล็กเข้าร่างกาย

ว่ากันว่าความเชื่อในวิชาที่เรียกประกายเหล็กเข้าตัวนั้นมีคุณสมบัติทำให้ร่างกายแข็งดั่งเหล็ก แม้นฟันด้วยขวานก็เหมือนฟันกระทบโดนเหล็กแข็งแบบไหนแบบนั้น โดยวิชาคงกระพันแบบเรียกเข้าตัวจะคงอยู่กับร่างกายตลอดไป อีกทั้งยังมีการทำเป็นเครื่องรางของขลังเพื่อคุ้มตัวด้วยอย่าง ตะกรุด ประเจียด พิศมรมงคล เสื้อยันต์ แหวนพิรอด ลูกประคำ ลูกสะกด ซึ่งล้วนเป็นเครื่องรางของขลังที่เป็นสิ่งเสริมวิชาคงกระพันทั้งสิ้น วิชาชาตรีจะต่างจากวิชาคงกระพันที่ว่า วิชาคงกระพันจะมีความคงทนต่ออาวุธหลาย ๆ อย่าง คือฟันแทงไม่เข้าแต่ยังมีความรู้สึกเจ็บปวดอยู่

ส่วนวิชาชาตรีจะมีคุณสมบัติทำให้ผู้ใช้นั้นไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใด ๆ ทำให้ร่างกายนั้นเบาและทำให้ของหนัก ๆ เช่น หินใหญ่ที่เข้ามากระทบร่างกายนั้นเบาลงทันตาเห็น อีกทั้งยังทำให้ร่างกายเบาถึงขั้นกระโดดโลดได้สูงถึง ๓ วา หรือ ๖ เมตรเลยทีเดียว ถึงจะเป็นวิชาที่แลจะมีคุณอนันต์แต่ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่เช่นกัน คือการที่โดนตีด้วยของเบา อย่างไม้อ้อ ไม้ระกำ หรือไม้โสนตี ก็จะทำให้เป็นอันตรายได้ อันวิชาชาตรีนั้นจะแตกต่างจากวิชาคงกระพันอีกแบบหนึ่งคือ วิชาชาตรีจะไม่ใช่วิชาเสกอาพัดแต่จะเป็นวิชาแต่งตัวกล่าวคือ เป็นวิชาที่บริกรรมคาถาและเอามือลากตามตัว จึงไม่มีจำพวกเครื่องรางหรือของกินของป้ายนั่นเอง

อันด้วยทั้งสองวิชานี้เป็นวิชาไสยศาสตร์ที่เป็นการสร้างเสริมความแข็งแกร่งพละกำลังและความมั่นใจให้กับตัวเมื่อยามออกศึกสมัยก่อน แต่ดังที่กล่าวไปข้างต้น วิชาไสยศาสตร์เหล่านี้เริ่มที่จะเลือนหายไป เพราะการนำไปใช้อย่างผิด ๆ ของพวกอันธพาลทั้งหลาย แต่วิชาเหล่านี้จะหายไปหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและดุลยพินิจของผู้ที่ศึกษาเรื่องไสยศาสตร์และผู้ที่มีศรัทธาต่อวิชาเหล่านี้ว่าจะศึกษาและศรัทธาหรือไม่ หรือจะหลงลืม สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของผู้คนทั้งหลาย

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น