“หนังไม่เหนียว ห้ามเที่ยวสาลีโข”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วัดสาลีโขภิตาราม ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีสร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม พุทธศักราช ๒๓๙๙ โดยมีนางบุญมี ละนางบุญมา สองพี่น้อง เป็นผู้สร้างวัด ได้ตั้งความปรารถนาที่จะทำนาจึงอธิษฐาน และสำเร็จตามคำอธิษฐาน จึงได้บริจาคที่เพื่อสร้างวัดนี้ขึ้นและให้ชื่อว่า “วัดสาลีโค” ซึ่งมีความหมายว่า “ข้าวมาก”

ต่อมาได้เพิ่มเป็น “วัดสาลีโขภิรตาราม” จนถึงทุกวันนี้ ปูชนียวัตถุ มีพระประธานประจำอุโบสถปางมารวิชัย สร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๑๕ พระประธานประจำศาลาการเปรียญปางมารวิชัยสร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๓๖ หลวงพ่อคำ หลวงพ่อศิลาแลง รูปหล่อหลวงปู่เผือก รูปหล่อหลวงพ่อจำปา พระพุทธชินราช พระพุทธโสธร หลวงปู่ทวด รอยพระพุทธบาทจำลอง และท้าวมหาพรหม

ในอดีตชุมชนย่านวัดสาลีโขขึ้นชื่อว่าเป็นดงนักเลง ถึงกับมีคำพูดกันติดปากว่า “หนังไม่เหนียว ห้ามเที่ยวสาลีโข” วลีเด็ดนี้เป็นที่คุ้นหูคุ้นปากกันดีในหมู่นักเลงยุคเก่าราว ๗๐ ปีก่อนจนกลายเป็นตำนานความขลังที่โด่งดังมาจนทุกวันนี้ โดยผู้ที่ทำให้เกิดตำนานวลีเด็ดนี้ก็คือ “หลวงพ่อจำปา นารโท” แห่งวัดสาลีโขภิตาราม

หลวงพ่อจำปา นารโท

ท่านเป็นเกจิอาจารย์ดังแห่งภาคกลาง (ช่วงปีพ.ศ.๒๔๘๕-๒๔๐๔) ที่มีพุทธาคมเข้มขลัง โดยเฉพาะตะกรุดที่เขียนยันต์โสฬส ตามแบบฉบับของหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ นอกจากนี้เป็นศิษย์พุทธาคมสายตรงของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งในจังหวัดนนทบุรีมีหลวงพ่อจำปากับหลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพังที่ไปร่ำเรียนวิชาจากหลวงปู่ศุข ส่วนวิชาสักหลวงพ่อจำปาน่าจะได้จากหลวงปู่ศุข เพราะสมัยหลวงปู่ศุขมีชีวิตอยู่ท่านก็เป็นอาจารย์สักเหมือนกัน โดยลูกศิษย์ฆราวาสอีกคนที่มีชื่อเลื่องลือก็คือ”อาจารย์รื่น นิลแนบแก้ว” ที่ได้รับการกล่าวขานเป็น”สายเหนียวทางแม่กลอง”



หลวงพ่อจำปาท่านมีวิชาสักยันต์ที่ขลังมากๆ ลายสักยันต์ของท่านนั้นมีความขลังด้านคงกระพันและเมตตามหานิยม ลูกศิษย์ของหลวงพ่อจำปามีตั้งแต่นายทหาร นายตำรวจ พ่อค้า ประชาชนทั่วไป ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงปกครอง บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย อีกทั้งมีสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนอดอยาก โจรผู้ร้ายชุกชุม ปรากฏว่ามีผู้คนต่างพากันมาขอเครื่องรางของขลัง บางคนเดินทางมาไกลเพื่อมาขอเป็นลูกศิษย์และขอให้หลวงพ่อสักยันต์ให้ ยันต์ของหลวงพ่อจะลงศีรษะพระที่กระหม่อม แล้วจึงมาลงตัวองค์พระต่อไป


โดยเฉพาะเหล่ามือปราบทั้งหลายที่กวาดล้างโจรภาคกลาง ก่อนจะออกพื้นที่ เอาตะกรุดโทน เขียนด้วยยันต์โสฬส ใส่มือยกขึ้นพนมเหนือหัวระลึกถึงหลวงพ่อจำปา แล้วออกไปทำงาน ปะทะกับโจรแลกกระสุนใส่กัน ต่างฝ่ายต่างล้มคว่ำกันไปคนละทาง แต่มือปราบแค่เจ็บเป็นจ้ำๆ เสื้อผ้าเป็นรอยไหม้ ลุกขึ้นมาได้ แต่โจรร้าย คว่ำแล้วคว่ำเลย ไม่มีลุก กลับบ้านเก่าไปตามระเบียบ

แม้แต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังเดินทางมากราบนมัสการหลวงพ่อถึงวัดสาลีโข เพราะได้ยินชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านมานาน ลูกศิษย์ที่เรียนวิชากับท่านมีอยู่หลายท่าน อาทิ

๑.หลวงพ่ออุ่น (พระครูนนทสีลาภรณ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดสาลีโข องค์นี้ไม่ได้สัก ๒.หลวงพ่อสมภพ วัดสาลีโข องค์นี้จะดังมากเรื่องการสักและวัตถุมงคล และท่านยังเป็นร่างทรงหลวงปู่เผือกอีกด้วย ๓.อาจารย์ละห้อย คล้ายสิงห์ เป็นอาจารย์สักสายฆราวาสที่มีชื่อเสียงดังพอสมควร ๔.พระอาจารย์สนิท(อยู่แถวปากน้ำ สมุทรปราการ) ๕.พระอาจารย์อาด วัดเจ้าอาม กทม. ๖.หลวงพ่อประเทือง วัดสาลีโข เมื่อก่อนท่านก็มีสักเหมือนกัน แต่ปัจจุบันเลิกสักเพราะอายุมากแล้ว และเป็นศิษย์หลวงพ่อจำปาท่านเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่

​อาจารย์ละห้อย คล้ายสิงห์ได้ย้อนเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า ระหว่างพายเรือบิณฑบาต หลวงพ่อจำปาได้ให้ข้อคิดแก่ท่านว่า ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส หากได้ปฏิบัติสมถวิปัสสนาภาวนาจนได้อภิญญา จึงสามารถสร้างเครื่องรางของขลัง น้ำมนต์ ตะกรุด ผ้ายันต์ พระเครื่อง จะให้ศักดิ์สิทธิ์มีอานุภาพตามเจตนาของผู้ทำนั้น ต้องมีศีลบริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อยแม้แต่เล็กน้อย จะทำให้จิตใจผ่องแผ้วแจ่มใส และเป็นพื้นฐานแรกของผู้ที่จะทำของให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์ได้ ผู้ที่มีศีลด่างพร้อย แม้แต่เพียงเล็กน้อย ก็ไม่สามารถทำอะไรให้เกิดผลได้

จิตบริสุทธิ์ เมื่อมีศีลบริสุทธิ์สะอาดแล้ว ก็เหมือนกับน้ำนิ่ง ไม่มีคลื่นละลอก ไม่วอกแวกหวั่นไหว วิธีทำจิตให้บริสุทธิ์ พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้แล้ว คือ กาทำกรรมฐาน ๔๐ วิธี หรือที่เรียกว่า “ปฏิบัติสมถภาวนา”นั่นเอง เป็นอุบายชำระล้างให้จิตใจบริสุทธิ์ ผู้ที่จะทำให้ของขลังและได้ผล ต้องได้เรียนฝึกปฏิบัติสมถภาวนาแล้วอย่างดี เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว ก็มีพละกำลัง มีอำนาจจิตมาก เพราะสามารถรวบรวมกระแสจิตมารวมไว้ในที่แห่งเดียว และจะมีพลังมาก อย่าว่าแต่จะปลุกเสกพระเครื่อง หรือเครื่องรางของขลังเลย แม้แต่เม็ดกรวดเม็ดทราย ก็เกิดมีพลังงานศักดิ์สิทธิ์ขึ้นได้

นอกจากวลีเด็ด “หนังไม่เหนียว อย่าเที่ยวสาลีโข” แล้ว ยังมีคำที่เรียกว่า”หลังดำ” เพราะสมัยนั้น คนที่ชอบเรื่องเหนียวจะวิ่งไป ๒ ที่ คือสายอาจารย์แปลก กับสายหลวงพ่อจำปา โดยจะเรียกศิษย์อาจารย์แปลก ว่า”หลังขาว” เพราะท่านจะสักเฉพาะบนกระหม่อม แต่ที่ตามตัวท่านจะใช้เหล็กจารเอา ส่วนทางสายหลวงพ่อจำปาจะสักหมึกทั้งตัว จึงเรียกว่า”หลังดำ” ว่ากันว่า ๒ สายนี้เจอกันไม่ได้ ต้องมีการลองของกันตลอด แต่ก็ไม่เคยเสื่อมเสียมาถึงอาจารย์ เพราะสองสายนี้ถือว่า”โคตรเหนียว

หลวงพ่อจำปาละสังขารลงในปีพ.ศ.๒๕๐๔ บรรดาศิษยานุศิษย์และชาวบ้านพากันเศร้าโศกเสียใจ ที่ขาดเสาหลักของชุมชนไป ทางวัดจัดงานศพหลวงพ่อและพิธีการต่างๆอย่างเต็มกำลัง จวบจนถึงปีพ.ศ. 2507จึงทำพิธีฌาปนกิจสรีระหลวงพ่อจำปา เมื่อร่างของหลวงพ่อเหลือแต่อังคารและเถ้าธุลี ปรากฏว่าคลื่นศรัทธามหาชนต่างเข้ายื้อแย่งชุลมุนจนเป็นเหตุให้เมรุที่สร้างขึ้นในการนี้ถึงกับพังลง วัตถุมงคลของวัดสาลีโขนั้นได้รับความนิยมมากสำนักหนึ่ง โดยเฉพาะวัตถุมงคลของพระครูธรรมโกศลหรือ”หลวงปู่เผือก” สุดยอดปรมาจารย์อายุยืนถึง ๑๐๖ ปี ที่ดำเนินการจัดสร้างโดย”หลวงพ่อสมภพ เตชปุญโญ” ที่ถูกหลวงปู่เผือกในสภาวะวิญญาณ โดยการประทับร่างทรงหลวงปู่เผือกปลุกเสก (เหมือนพระอาจารย์ทิมกับหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้)

หลวงปู่เผือกเป็นพระเถระผู้มักน้อย นิยมสันโดษ และยินดีเจริญสมณธรรม อยู่ในเสนาสนะอันสงบ สงัดตามป่าเขา ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยได้บรรลุผลตามสมควร พร้อมทั้งเป็นผู้คงแก่เรียนในพุทธศาสตร์วิทยาคมชั้นสูง รอบรู้ตำรับพิชัยสงคราม และศาสตร์อื่นๆ อีกนานาประการ

วัดสาลีโขในยุคแรกที่หลวงปู่เผือกปกครองวัด เหมือนยุคที่เจริญที่สุดมีพระภิกษุสามเณร และลูกศิษย์ลูกหามากมาย กิตติศัพท์ของหลวงปู่เผือกก็เป็นที่กล่าวขวัญกันมากขึ้น มีชาวบ้านมาฝากกตัวเป็นลูกศิษย์กันมาก ส่วนมากก็จะมาขอเครื่องรางของขลัง บ้างก็มาขอให้หลวงปู่เผือกลงกระหม่อม จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงทราบในเกียรติคุณ จึงทรงพระราชทานสมณศักดิ์แก่หลวงปู่เผือกเป็น “พระครูธรรมโกศล” ในปี ๒๓๙๙

​สำหรับหลวงพ่อจำปาท่านสร้างวัตถุมงคลไว้ไม่ค่อยเยอะ จะมีจำพวกตะกรุด ผ้ายันต์ มีปลุกเสกเหรียญรูปเหมือนท่านอยู่รุ่นหนึ่ง เมื่อครั้งที่ท่านย้ายไปอยู่วัดเจ้าอาม เขตบางขุนนนท์ กทม. เพราะถูกทางการสั่งห้ามสักยันต์ เหรียญรุ่นนี้เท่าที่ทราบสร้างประมาณ ปี ๒๔๙๒-๒๔๙๓ เพื่อแจกลูกศิษย์ในงานไหว้ครู ซึ่งนับว่าเป็นรุ่นแรก มีเนื้อทอง, ทองแดง, กะไหล่ทอง, กะไหล่เงิน และเนื้อเงิน

หลวงพ่อประเทือง สิริวโรส่วนเหรียญรุ่น๒ (รุ่นแรกที่ออกวัดสาลีโข) ไม่ทันท่าน เป็นเหรียญแจกงานศพ ปีพ.ศ.๒๕๐๗ กล่าวกันว่า หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก, หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช มาร่วมปลุกเสกให้ มี ๒ บล็อกคือ บล็อกด้านหลังไม่มีพ.ศ. (นิยม) อาจารย์ละห้อย คล้ายสิงห์ จัดสร้าง และบล็อกมีพ.ศ.ซึ่งหลวงพ่ออุ่นเป็นผู้สร้าง หลวงพ่อจำปา นารโท” เกจิอาจารย์แห่งวัดสาลีโข ปากเกร็ด นนทบุรี

หลวงพ่อท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท หลวงพ่อได้สืบทอดวิชาสายวัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยได้เปิดการสักยันต์ขึ้นที่วัดสาลีโข ด้วยวิชาอาคมที่ขลังและเห็นผลประจักษ์ ทำให้วัยรุ่นในสมัยนั้นแห่มาเป็นลูกศิษย์เพื่อรับการสักยันต์จากท่านเป็น จำนวนมากพอสมควร จนกระทั่งทางการได้เพ่งเล็งว่าคนที่มีรอยสักมักเป็นคนที่ชอบเกเรและไม่ใช่คนดี จึงได้เข้าปราบปรามและเข้มงวดกับพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นอาจารย์สัก หลวงพ่อจำปาจึงได้ลงเรือและหลบเข้าไปจำพรรษาอยู่ในทุ่งในสวน และเลิกสักในเวลาต่อมา

เรื่องราวของหลวงพ่อจำปานั้นมีข้อมูลหลากหลายประเด็น อาจมีการนำเสนอไม่ครบถ้วน เพราะรวบรวมจากบันทึกของผู้รู้หลายท่าน ซึ่งสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ต่างๆที่เกี่ยวกับการสักยันต์ แต่ที่แน่ๆวัตถุมงคลของสายสาลีโข โชว์ได้ไม่อายใคร วางใจได้เรื่อง”เหนียว” แต่ห้ามลองของ ผู้ที่มีเครื่องรางของขลัง หรือสักยันต์ของหลวงพ่อจำปาซึ่งมีความขลังด้านคงกระพันและเมตตา ถ้าไม่ไปทำผิดศีลธรรมหรือชะตาถึงฆาต ทุกคนล้วนปลอดภัยกันเป็นส่วนใหญ่

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

Leave a Reply