“แขนลาย”กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของพระมหากษัตริย์แห่งสยาม

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “แขนลาย”กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในบันทึกที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์แห่งสยาม  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

เรื่องของ “แขนลาย” หาในหลักฐานของไทยแทบไม่พบปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)ที่ชำระในสมัยรัชกาลที่๑กล่าวไว้เพียงสั้นๆว่าเป็นหนึ่งในพนักงานแห่ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าเสือไปนมัสการพระพุทธบาทในพ.ศ.๒๒๕๐ว่า “ตำรวจในตำรวจใหญ่แขนลายถือทวนขัดแล่งดาบทิพบั้งทอง บั้งนาก บั้งเงิน ขนัดแล่งใน ถือปืนคาบศิลา แห่ซ้ายเป็นคู่๑๐คู่ขวาเป็นคู่๑๐คู่มีธงชายประจำหน้าหมวด๑ ขนัดหอกคอทอง” ในทางตรงข้าม“แขนลาย”กลับปรากฏอยู่ในบันทึกของชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุทธยาจำนวนมาก ส่วนใหญ่บันทึกไว้ตรงกันว่ามีบทบาทในฐานะราชองครักษ์ฝีพายหลวงและมีหน้าที่เป็นราชมัลหรือผู้ลงโทษผู้มีความผิดตามแต่พระเจ้าแผ่นดินจะรับสั่ง และมีการสืบตำแหน่งไปสู่ทายาทไปอย่างต่อเนื่องเหมือนกับไพร่ในกรมอื่น

ซิมงเดอลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุทธยาในพ.ศ.๒๒๓๐ รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ได้ระบุเรื่องราวของ“แขนลาย” ไว้ว่า“ชาวสยามเรียกคนจำพวกนี้ว่าแขนลาย เหตุด้วยด้วยเขาสักแขนคนพวกนี้แล้วเอาดินปืนโรยที่แผลทำให้แขนที่ตรงนั้นกลายเป็นสีน้ำเงินหม่นๆชาวปอรตุเกศเรียกคนจำพวกนี้ว่าบราส์แปงตส์และบโทนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองระบุว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้พวกแขนลายทำหน้าที่ในการจับกุมและลงทัณฑ์บุคคลต่างๆ เช่นทรงให้เคยลงทัณฑ์เหล่าแม่ทัพนายกองที่รบแพ้ปาตานีใน ค.ศ.๑๖๓๔ (พ.ศ. ๒๑๗๗) และลงโทษชาวดัตช์ที่ไปก่อเรื่องวิวาทกับข้าหลวงของพระอนุชาผู้เป็นฝ่ายหน้าอย่างหนักในปลาย ค.ศ. ๑๖๓๖ (พ.ศ. ๒๑๗๙) จนฟานฟลีตต้องพยายามเจรจากับขุนนางไทยเพื่อขอให้ปล่อยชาวดัตช์ที่ถูกจับออกมา”

ลาลูแบร์ยังได้บรรยายเกี่ยวกับ “แขนลาย” ที่เขาพบในพระราชวังวันที่เขาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์เพื่อถวายพระราชสาส์นอย่างละเอียด โดยได้เปรียบเปรยไว้ว่าใกล้เคียงกับทหารเปรโตเรียน ซึ่งเป็นทหารรักษาพระองค์ของจักรพรรดิโรมัน “ระหว่างกำแพงพระราชวังทั้งสองในชั้นแรกในทิมแห่งหนึ่งนั้นมีหมวดทหารน้อยตัวไม่ถืออาวุธนั่งหมอบประจำอยู่คือ พวกแขนลายหรือแขนทาสี ดังที่ข้าพเจ้าเคยกล่าวถึงมาแล้ว ตัวนายที่บังคับบัญชาอยู่และเป็นพวกแขนลายด้วยเหมือนกันเรียกกันว่า องครักษ์ ทั้งตัวนายและไพร่ทหารทำหน้าที่เป็นราชมัลของพระมหากษัตริย์ด้วย โดยทำนองเดียวกันกับนายทหารและกองพันเปรโตเรี่ยน (รักษาพระองค์) ทำหน้าที่เป็นราชมัลของพระเจ้าจักรพรรดิโรมันด้วยฉะนั้น

และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่พิทักษ์ความปลอดภัยให้แก่พระมหากษัตริย์ด้วย ในพระบรมมหาราชวังนั้นมีสาตราวุธให้ทหารพวกนี้ใช้เมื่อคราวจำเป็น ทหารพวกนี้เป็นฝีพายเรือพระที่นั่งต้นและสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามหาทรงมีกองทหารราบรักษาพระองค์กองอื่นไม่ พวกนี้ต้องรับราชการตามหมู่สืบทายาทกันมาโดยตลอดเช่น เลกไพร่หลวงกองอื่นๆ ทั่วราชอาณาจักรและกฎหมายเก่าได้กำหนดจำนวนพลไว้เพียง ๖๐๐ คน แต่น่าจะหมายความว่าให้มีประจำให้พระบรมมหาราชวัง ๖๐๐ คนกระมัง ด้วยว่าถ้าให้ทั่วราชสีมามณฑลแล้วก็จะต้องมีมากกว่านี้มากนัก ด้วยว่าพระมหากษัตริย์ได้พระราชทานคนพวกนี้แก่ขุนนางผู้ใหญ่ไปเป็นอันมากทีเดียว”

บาทหลวงกีย์ตาชาร์ดที่ติดตามคณะทูตฝรั่งเศสเข้ามากล่าวถึงพวกแขนลายไวเช่นเดียวกัน แต่กล่าวผิดกับลาลูแบร์คือระบุว่าพวกแขนลายสักด้วยสีแดง “เมื่อเข้าไปในลานพระราชฐานชั้นที่สี่ซึ่งทางเดินปูเสื่อไว้ครึ่งหนึ่งนั้น มีทหารสองร้อยคนหมอบอยู่ถือดาบทำด้วยทองคำ เพราะเหตุที่พวกเขาเหล่านี้ทาแขนไว้ด้วยสีแดง ทหารเหล่านี้เป็นฝีพายประจำเรือบัลลังก์พระที่นั่ง เช่นเดียวกับทหารรักษาชายฝั่ง ลามางซ์ ฉะนั้นแล” เอกสารสำเภาแห่งกษัตริย์สุลัยมานที่เรียบเรียงโดยอาลักษณ์ในคณะทูตเปอร์เซียที่เดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุทธยาเมื่อ ค.ศ. ๑๖๘๕ (พ.ศ. ๒๒๒๘) ก็ได้บรรยายถึง “แขนลาย” ไว้ว่า “มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความจงรักภักดีและความกล้าหาญของพวกเขา สมาชิกของคณะคนชั้นนำเหล่านี้เด่นดังอยู่เหนือทหารคนอื่นๆของกษัตริย์และความอาจหาญและดุดันของพวกเขานั้นมีชื่อเสียงมาก จนถึงกับถูกนับว่าอยู่ในหมู่ผู้ใกล้ชิดอันเป็นที่ไว้วางใจและเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ด้วย

ราชองครักษ์เหล่านี้ได้ขอร้องให้ได้มีเครื่องหมายบางอย่างที่โดดเด่นเพื่อรับรองตำแหน่งอันสูงส่งของพวกเขา เป็นเครื่องหมายที่จะไม่มีวันตกอยู่ใต้อิทธิพลของการรุกล้ำแห่งกาลเวลา เนื่องจากว่าพวกเขามิได้สวมเสื้อผ้าหรือเสื้อเกราะพวกเขาจึงได้สักร่างกายของตนเองเป็นถ้อยคำบางอย่างด้วยตัวอักษรของพวกเขาเอง เหมือนกับที่ชาวเตอร์กและชาวอาหรับเผ่าเบดูอินซึ่งตกแต่งตัวเองด้วยจุดและเส้นสายต่างๆ ในบรรดานายทหารยศสูงสุดและมีหน้าที่จับกุมทรมานและประหารชีวิตนั้นมีบางคนที่มีเครื่องหมายเช่นนี้ อยู่บนแขนขวา ส่วนบางคนก็สักไว้ที่แขนซ้ายผู้ที่ทำงานเป็นม้าใช้และทำงานในหน่วยงานเกี่ยวกับถนนหนทางจะมีเครื่องหมายพิเศษของพวกเขาเอง ตำแหน่งเหล่านี้ทั้งหมดสืบมรดกจากบิดาไปถึงบุตร เพื่อมาตรการแห่งความปลอดภัยองครักษ์ที่ได้รับเลือกเหล่านี้มีที่อยู่ อยู่ใกล้กับที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินเช่นเดียวกับพวกชาวเติร์กเผ่าหนึ่งในสมัยราชวงศ์เศาะฟาวียะฮ์ของเปอร์เซีย”

สำหรับเรื่องการสักของพวกแขนลายน่าจะมีการสักหลายแบบโดยอย่างที่กล่าวไปว่า มีทั้งสักสีน้ำเงินและสีแดงและในสมุดภาพไตรภูมิกรุงธนบุรีที่อยู่ที่กรุงเบอร์ลินปรากฏภาพบุคคลที่สันนิษฐานว่าเป็นภาพแขนลายหรือไพร่หลวงล้อมวังสักตั้งแต่หัวไหล่ลงไปถึงหลังมือ แต่เข้าใจว่าในสมัยรัตนโกสินทร์ไม่ได้คงรูปแบบการสักทั้งแขนอย่างโบราณไว้แล้ว เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชาธิบายว่า “ไพร่หลวงล้อมวังสักที่รักแร้แปลกกว่าไพร่กรมอื่นๆ” จึงเข้าใจว่าสมัยหลังเปลี่ยนมาสักที่รักแร้ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๑๔ มีการปฏิรูปกองทัพใหม่ กองทหารล้อมวังจึงถูกยกไปรวมเข้ากับกรมทหารหน้าจนถึง พ.ศ. ๒๔๒๓ จึงแยกจากกรมทหารหน้ามาเป็นกรมอิสระฝึกหัดแบบยุโรปเรียกว่า “กรมทหารล้อมวัง” หลังจากนี้มีการปรับเปลี่ยนชื่อกรมอีกหลายครั้งจนมาถึงปัจจุบันก็คือ กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ (ร.๑๑รอ.) นั่นเอง

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานหน้าประวัติศาสตร์จาก เพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ได้นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆ ท่าน

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”

ใส่ความเห็น