◎ตำนานขบถ ณ เณร◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎ตำนานขบถ ณ เณร◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผู้เขียนได้พยายามเก็บเอาเรื่องราวที่ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม ได้เล่าเอาไว้มาเขียนให้ละเอียดที่สุด ไพฑูรย์บอกว่ามันคือเรื่องเศร้า เคียดแค้น ความพยาบาท การต่อสู้ของอาชญากรที่มีคดีประหาร 2 คดี ติดคุกอีก 100 กว่าปี จนกระทั่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง

ผู้เขียนเคยถามตรงๆว่า ทำไมจึงจำได้แม่นยำนัก พ.ศ. ที่เกิดเรื่องถูกต้องตามความเป็นจริง ค้นในหนังสือพิมพ์ได้อย่างต่อเนื่อง ไพฑูรย์บอกว่ามันถูกบันทึกไว้ในหัวใจและสมองส่วนที่เก็บความทรงจำ จากนั้นดึงออกมาใช้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไพฑูรย์บอกว่าความทรงจำเหล่านั้นมันกัดกร่อนความรู้สึกและมโนธรรมอย่างรุนแรงที่สุดจึงเปรียบเสมือนรอยน้ำกรดกัดลงไปบนคลื่นสมองให้ติดทนไม่มีวันลืมเลือนไปง่าย

ทุกนาทีที่ผ่านไปในชีวิตต้องพบกับเรื่องราวที่ร้ายแรงสุดจะทนทั้งๆที่ก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่ทั้งตัวเองก่อและคนอื่นก่อให้ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อทุกอย่างสายเกินแก้ไปแล้ว แก้ได้อย่างเดียวคือนำมาเขียนเป็นบันทึกเพื่อเตือนคนรุ่นหลังว่าเส้นทางแห่งอาชญากรรมไม่เคยทำให้ใครได้ดีแม้คำว่า “อาชญากรหมายเลขหนึ่ง” ก็ได้มาจากความทุกข์ทรมานความเจ็บปวดและรวดร้าวเป็นที่สุด

บางขวางเป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสมบัติที่คณะราษฎร์ช่วยกันสร้างและยึดครองประเทศ โดยอาศัยพระราชอำนาจที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละเพื่อพระราชทานแก่พสกนิกรของพระองค์ แต่คณะราษฎร์กลับนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องเพียงกลุ่มเดียว ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติ

ด้วยทรงเห็นว่ามิอาจช่วยเหลือให้ราษฎรพ้นจากการใช้อำนาจการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญอันไม่เป็นธรรมได้ตามพระราชประสงค์ในการทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญได้ ดังจะเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาถึงเหตุผลการสละราชสมบัติอันเปรียบเสมือนคำสาปแช่งอาถรรพ์ที่ทำให้คณะราษฎร์ทรยศหักหลังเข่นฆ่ากันเพื่อชิงอำนาจในการปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยตลอดมา

การทำลายรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งรัฐธรรมนูญอันเป็นพระราชอำนาจที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละเพื่อปวงชนชาวไทยและพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 ที่เรียกกันว่า “วันรัฐธรรมนูญ”

สำหรับไพฑูรย์นั้นบอกว่าการตอกหมุดการก่อการยึดอำนาจของคณะราษฎร์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าด้านหลังพระบรมรูปทรงม้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระผู้ทรงได้รับพระสมัญญานามว่า “พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราช” ผู้ทรงเลิกทาสให้คนไทยได้เป็นไทเต็มตัว ทรงก่อสร้างการศึกษาให้กับประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้หนังสือเช่นเดียวกับที่เชื้อพระวงศ์ทรงได้รับในพระบรมมหาราชวังเป็นการบังควร

ทรงพระราชทานทุนหลวงที่เรียกว่า “คิงสกอลาร์ชิป” ส่งนักศึกษาไทยที่มีสติปัญญาดีไปเรียนต่อที่เมืองนอกจนจบการศึกษากลับมารับราชการเพื่อสนองพระเดชพระคุณในการบริหารประเทศให้เป็นไปอย่างทันสมัยดุจที่ต่างประเทศกระทำกัน โดยมิได้ทรงคิดว่านักศึกษาที่ได้รับทุนหลวงจะทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อพระราชวงศ์ชั้นหลังต่อมา

แม้ในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงนำเงินบริจาคที่เหลือจากการหล่อและประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ร่วมก่อสร้างนำมาก่อสร้างมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ให้นักศึกษาที่ได้รับทุนคิงสกอลาร์ชิปได้เข้ามาเป็นอาจารย์สอนเพื่อผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีได้เองภายในประเทศ มิต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนเมืองนอกนอกในระดับปริญญาตรีอีกต่อไป

แต่แล้วผลที่ได้รับคือ ขบถยังเติร์ก ไพฑูรย์ยังได้เล่าต่อไปอีกว่า คำว่า “ยังเติร์ก” มาจากการรวบรวมกำลังของนักศึกษาหนุ่มชาวตุรกีผู้มีนามว่า “มุสตา ฟาเคมาล ปาชา อาตาเติร์ก” เข้ายึดอำนาจการปกครองจากสุลต่านมาปกครองแบบสาธารณรัฐ ภายหลังมุสตาฟาเคมาลได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการปกครองระบอบสาธารณรัฐแห่งตุรกี นายทหารหนุ่มไทยเรียกตัวเองว่า “ยังเติร์ก” วางแผนยึดพระราชอำนาจจากล้นเกล้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อันโทษของทหารหนุ่มในสมัยนั้นคือ “ประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า” (ทรงยกเลิกการประหารชีวิตนักโทษด้วยการตัดหัวมาเป็นการยิงเป้าด้วยปืนกลแทน) แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงระวางโทษเพียงจำคุกตลอดชีวิตมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง

ต่อมาเมื่อได้รับโทษพอสมควรแล้วก็มีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษ เพียงแต่ไม่คืนยศที่ถูกถอดให้เท่านั้น ด้วยทรงพียงเห็นว่าเพียงพอกับความผิดแล้ว แต่แล้วในวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 ปีที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุการสร้างครบ 150 ปี คณะราษฎร์ที่มีส่วนหนึ่งเป็นพวกยังเติร์ก ได้ก่อการยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสำเร็จ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะพระราชทานรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้วดังเช่นพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานแก่สื่อมวลชนชาวอังกฤษในมหานครลอนดอน ในขณะที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาพระอาการประชวรที่พระเนตร ว่าทรงมีพระราชดำริในการปกครองแบบประชาธิปไตยอยู่ในพระราชหฤทัยแล้ว แต่ทรงรอที่จะปูรากฐานเกี่ยวกับประชาธิปไตยในหมู่ราษฎรระดับล่างที่เป็นผู้ไม่มีการศึกษาเล่าเรียนให้ได้ตระหนักถึงคำว่าประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ เพื่อใช้อำนาจนั้นอย่างถูกต้อง

แต่คณะราษฎร์กลับเห็นว่าทรงไม่มีพระราชหฤทัยในการพระราชทานพระราชอำนาจสู่ระบอบประชาธิปไตย จึงก่อการยึดพระราชอำนาจ

นับแต่นั้นมาการปฏิวัตรรัฐประหารได้เกิดขึ้นเพื่อยึดอำนาจการปกครอง ทรยศหักหลังกันเองในคณะราษฎร์ก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนครั้งที่ไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายคือในปี 2549 จนได้

ไพฑูรย์ว่าเพราะการผิดต่อน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นเหตุให้คณะราษฎร์มีอันเป็นไปต้องแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจที่ได้มาจากการปล้นพระราชอำนาจในล้นเกล้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2475 จนล้มตายกันเป็นเบือ

เมื่อเกิดขบถ ณ เณร มีผู้ถูกจับกุมทั้งพลเรือนตำรวจทหารและเชื้อพระวงศ์ ตอนนั้นไพฑูรย์อยู่ในบางขวาง ได้รับหน้าที่ไปคอยดูแลบรรดาผู้ถูกจับกุมตัวโดยให้เกียรติเหนือกว่านักโทษชายทั่วไป เพราะแต่ละท่านมีภูมิปัญญาและรับใช้บ้านเมืองมามาก หากแต่เมื่อทำการปฏิวัตพลาดจึงถูกขึ้นศาลแล้วส่งตัวมาบางขวาง ที่เป็นข้าราชการพลเรือน ที่มีตำแหน่งและนายทหาร ไพฑูรย์ จะใช้คำว่าเรียกว่า “ท่าน” ส่วนที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ไพฑูรย์จะเรียกว่า “ฝ่าบาท” ทุกท่านเมตตาไพฑูรย์มาก ทั้งบุหรี่ ทั้งของเยี่ยมไพฑูรย์จะได้รับเมตตาเป็นประจำเรียกว่ากินดีอยู่ดี

ในที่สุด ร้อยโท ณ เณร ถูกประหาร กับนักโทษอีกสองสามราย นอกนั้นให้ส่งไปอยู่เกาะตะรุเตานรกโลกันต์ที่ไพฑูรย์ถูกคุณพระเกล้าฯ สั่งให้ตามไปตายที่เกาะตะรุเตาแต่ไม่ตายเพราะโหรเลี่ยมได้ดูดาวและดูยามจากยามอุบากองแห่งค่ายของพม่า หนีออกจากเกาะตะรุเตารอดปากปลาฉลามมาได้อย่างประหลาดโดยข้ามไปมาเลเซีย

สำหรับไพฑูรย์แล้วไม่เคยลืมขบวนการขบถ ณ เณร เพราะมีความผูกพันกันอย่างแนบแน่น ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกันมา ไม่เคยตีเสมอเพราะถือว่าตนเองเป็นนักโทษชายเป็นอาชญากร แต่บรรดาท่านผู้อยู่ในขบวนการขบถ ณ เณรเป็นผู้มีเกียรติมีตระกูล ทำเพื่อล้มอำนาจเผด็จการที่ครองเมือง ทว่าดวงไมอำนวยจึงต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองไปในที่สุด

อำนาจเผด็จการดังกล่าวทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านกลายเป็นศพ 4 ศพ (คดีฆ่า 4 รัฐมนตรี) ไม่เว้นแม้แต่นักหนังสือพิมพ์ปากกล้านามว่า อารีย์ ลีวีระ กับอีกหลายต่อหลายคนที่มีเก๋งดำมารับตัวไป จากนั้นก็หายตัวไปอย่างลึกลับ หลายคนถูกพบศพแต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ไหน

หลังจากเผด็จการหนีออกนอกประเทศไปแล้วจึงมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม เรียกกันว่า “คดีเก๋งดำ” ฮือฮากันมากตอนนั้น ไพฑูรย์ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมาสู่อิสรภาพแล้วยังได้ไปกราบท่านผู้ร่วมขบวนการขบถ ณ เณร ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกท่านยังจำได้ดีบางท่านได้มอบเงินเป็นสินน้ำใจที่ไพฑูรย์ได้เกื้อกูลไว้ในบางขวางและที่เกาะตะรุเตา

ทั้งหมดคือสิ่งที่ไพฑูรย์ถ่ายทอดให้ผู้เขียนฟัง ไพฑูรย์ยังเล่าอีกว่าวันที่นำร้อยโท ณ เณร เข้าหลักประหาร เขาได้ร้องขอสิ่งสุดท้ายคือให้เพชฌฆาตรอให้เขานับ 1-2-3 และสั่งว่า “ยิง” เสียก่อนจึงเหนี่ยวไกลั่นกระสุน

ไพฑูรย์บอกว่าเห็นนักโทษที่เข้าหลักประหารส่วนใหญ่เดินไม่ค่อยเป็น ต้องช่วยกันประคองปีก บางคนเป็นเสือร้ายปล้นฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม ฉี่ราดชุ่มกางเกงชุดนักโทษเพราะกลัวตาย ร้อยโท ณ เณร ตายด้วยกระสุนปืนเพียงชุดเดียวไม่ต้องซ้ำชุดสอง

ไพฑูรย์ให้คาถาป้องกันภูตผีปีศาจและผีตายโหงที่ดุร้ายเอาไว้ว่าหากเกิดความกลัวขึ้นมาจนตัวสั่นขนลุกให้รวบรวมสติภาวนาในใจว่า “พุทธังสังมิ” เรื่อยไปจะเกิดพลังอุ่นพุ่งพล่านขึ้นมาจากท้องน้อยจนทั่วตัว คราวนี้ให้สวดคาถานี้ 3 จบหรือจนกว่าจะหายกลัว
พุทโธพุทธังนะกันตัง อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ สัพเพเทวา ปิศาเจวะ ปิจะขัตตะคัง ตะละปัตตังทิสวา สัพเพยักขา ปรายันติ

ผู้เขียนถามว่าทำไมต้องมีเทวดามาเกี่ยวด้วย ไพฑูรย์บอกว่าเทวดามีหลายภพหลายภูมิ มีทั้งเทวดาที่มีสัมมาทิฐิ ยึดมั่นในพระบวรพระพุทธศาสนาและช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นเทวดาแต่เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่ยึดมั่นในพระบวรพุทธศาสนา เป็นปฏิปักษ์กับผู้ที่สวดมนต์หาว่าต่อต้านหรือลองดีอะไรทำนองนี้จึงต้องขับไล่ไปให้พ้น

ใส่ความเห็น