◎ตำนานพระเวทย์อักขระขอมไทย◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎ตำนานพระเวทย์อักขระขอมไทย◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

คาถาอาคมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาแต่สมัยโบราณ ชายชาตรีชาวไทยนิยมใช้ ขอมมีอาณาจักรอยู่ที่ ลวะปุระ หรือที่ไทยเราเรียกว่า “ลพบุรี” หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าขอมในไทยกับในเขมรเป็นเชื้อสายเดียวกัน ไพฑูรย์บอกว่าคิดใหม่ได้เลย เพราะอักษรขอมที่ไทยใช้จารึกคาถาอาคม เป็นคนละภาษากับภาษาเขมร

เขมรหรือปัจจุบันเรียกว่ากัมพูชา เป็นชนอีกเชื้อชาติหนึ่ง มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่นครวัดนครธม เรียกชาวส่วยและขอมในอดีตว่า “เขมรต่ำ” หมายถึง พวกป่าเถื่อนไม่มีความรู้เหมือนตัวเอง

ไทยเราก่อนจะเกิดมหาอาณาจักรสุโขทัยก็ถูกกดขี่มาก่อนโดยสะท้อนภาพการเป็นจอมขมังเวทของขอมด้วยตำนานพระร่วงเจ้ากับขอมดำดิน อันแสดงให้เห็นถึงวิชาอาคมของขอมที่สามารถมุดน้ำดำดิน แม้เมื่อขอมถูกมหาอาณาจักรสุโขทัยทำลายจนย่อยยับเหลือแต่เพียงสิ่งก่อสร้าง แต่ตำราวิชาอาคมของขอมกลับได้รับการอนุรักษ์ ด้วยการใช้ภาษาขอมต้นกำเนิดสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

แม้แต่การลงอักขระและการสาธยายพระเวทก็ยังใช้ภาษาขอม มีการเล่าเรียนภาษาขอมไทยเราเรียกเสียใหม่ว่า “หนังสือใหญ่” พระเกจิอาจารย์ในสมัยโบราณจะเล่าเรียนหนังสือใหญ่อ่านเขียนหนังสือขอมได้เป็นอย่างดี คาถาอะไรก็ตามจะขลังเป็นพิเศษถ้าหากใช้ภาษาขอม และจะเป็นเช่นนี้ไปตราบโลกสลาย

ครอบครัวของไพฑูรย์เป็นผู้เล่นว่าน 108 และคาถาอาคมจังหวัดตากบ้านเกิดของไพฑูรย์เป็นแดนแห่งนักรบแห่งคาถาอาคมวัดดอนแก้ว คือ สำนักเรียนภาษาขอม และคาถาอาคมที่ยิ่งใหญ่
เป็นวัดประวัติศาสตร์เมื่อครั้งพระยาตากเป็นเจ้าเมืองตากได้เสี่ยงทายดวงชะตาที่นี่ ทุกวันนี้เจดีย์เก่าแก่สมัยพระยาตากผุพังไปหมดแล้ว แต่ตำนานยังคงอยู่

พระคาถาที่ขรัววัดดอนแก้วมอบให้พระยาตาก พร้อมกับประคำที่ทำด้วยกระดาษสาลงอักขระม้วนให้แน่นลงรักปิดทองเจาะรูร้อยได้ 108 เม็ด พร้อมด้วยคาถาเดโชชัยที่ว่า

“ชัยยะตุภะวัง สัพพะศัตรู วินัสสะตุ”

ไพฑูรย์เล่าว่า บิดาได้สั่งสอนให้ท่องจำให้ขึ้นใจ โดยขรัวเฒ่าวัดดอนแก้วได้อธิบายฝอยของพระคาถานี้ไว้ว่า

“สิทธิการิยะ ตะถาคะโต พระคาถานี้เรียกพระคาถาเดโชชัย เป็นพระคาถาที่สืบต่อกันมาแต่สมัยสุโขทัยล้วนใช้ภาวนาประจำพระองค์

“ภาวนาเวลาเกิดความท้อถอย ในขณะที่เผชิญหน้ากับศัตรูที่เหนือกว่า หากกำลังใจเกิดหวั่นไหว ให้สูดลมหายใจให้ลึกรำลึกถึงสมเด็จพระบรมศาสดาเพียงลำพังพระองค์เดียว ทรงมีชัยชนะเหนือพญาวัสสวดีมารกับพหลพลมารมืดฟ้ามัวดินจากนั้นให้ภาวนาพระคาถาในใจ จะเกิดพลังอำนาจบันดาลให้เกิดกำลังใจในการเข้าต่อสู้กับศัตรู

“ภาวนาขณะเข้าทำการต่อสู้อริ อำนาจการภาวนาพระคาถานี้ ลูกปืนเป็นห่าฝน ศาสตราวุธทั้งปวงไม่อาจต้องร่างกาย เป็นมหาแคล้วคลาด

“ แม้ต้องล่าถอยก็พึงภาวนาเถิด ศัตรูจะพะวักพะวนติดตามมาไม่ทัน ล้มลุกคลุกคลานซัดกันเอง ไม่อาจข่มเหงคะเนงร้ายได้เลย”

ไพฑูรย์เล่าว่าพระคาถาเดโชชัยสำแดงฤทธิ์เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนำทัพเข้าตีเมืองจันทบุรีโดยทรงช้างพลายคีรีบัญชรนำหน้าเข้าชนประตูเมืองจันทบุรี กระสุนปืนยาวสะเก็ดปืนใหญ่ราวห่าฝนแต่มิได้สร้างแม้แต่รอยแมวข่วนให้กับพระวรกายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนช้างพลายคีรีบัญชรพุ่งเข้าทลายประตูเมืองจันทบุรีเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาทหารหาญจนลุกเข้ายึดเมืองจันทบุรี และเสวยพระกระยาหารข้างในเมือง ดังที่ได้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้ง แล้วมีพระราชดำรัสว่าเหล่าทวยหาญว่า

“เราจะเข้าไปกินข้าวเช้าในกำแพงเมืองจันทบุรี”

ตอนหนีคุกใต้ถุนศาลอาญา ไพฑูรย์อยู่ด้านหลังตำรวจยิงใส่แบบไม่เลี้ยง ได้ภาวนาพระคาถาเดโชชัยลูกปืนวิ่งเฉียดไปมาได้ยินเสียงวิ้วๆ เฉียดไปจนขนลุก จ่าคนหนึ่งที่โผล่ออกมาสกัด กลับสะดุดขาตัวเองปืนลั่นแถมหัวยังไปฟาดกับขอบทางเดินเท้าเลือดไหลโกรก (ต่อมาได้ให้ปากคำกับเจ้าพนักงานว่าถูกไพฑูรย์ทำร้ายเพื่อเปิดทางหนีเพื่อให้โทษเพิ่มขึ้น)

ไพฑูรย์ย้ำว่าอย่าดูแคลน ให้ขอจากดวงพระวิญญาณแห่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเพื่อประสิทธิเม

คาถาอีกบทหนึ่งที่ไพฑูรย์ได้มาจากพระธุดงค์ในขณะหนีคุกไปทางอำเภอลี้ พระธุดงค์ท่านแบ่งผลไม้ที่โยมชาวป่านำมาถวายให้ไพฑูรย์ได้กินดับความหิวแถมยังทักทายไพฑูรย์ว่า

“ชีวิตโยมจะต้องหนีอาญาอย่างนี้อีกหลายหน มันเป็นดวงชะตาของโยมเอง อาตมาจะให้คาถากับโยมบทหนึ่ง เอาไปใช้จะขลังหรือไม่อยู่ที่ตัวของโยม

“นะปัด นะปิด นะผัด นะผิด”

ท่านให้ท่องตามท่านจนขึ้นใจท่านบอกว่าเป็นคาถามหาแคล้วคลาดโบราณ ให้ทดลองภาวนาคาถาใต้ต้นพุทราให้ใจมั่นจากนั้นให้คนขึ้นไปขย่มกิ่งพุทราให้ลูกพุทราหล่นลงมา ถ้าใจมั่นจริงลูกพุทราจะไม่หล่นต้องตัว เมื่อลุกออกมาแล้วให้มองดูตรงที่นั่งภาวนาจะเห็นว่า ลูกพุทราหล่นเป็นวงกลมโดยรอบที่นั่ง ห่างออกไปสองศอกโดยประมาณ

ไพฑูรย์เล่าว่าเมื่อไม่มีเครื่องรางของขลัง ก็จะใช้คาถาอาคมนี่แหละเอาตัวรอดไปได้ สำหรับไพฑูรย์นั้นถือว่าชีวิตเป็นของมีค่าใครต้องการจะได้ก็ต้องเอาของมีค่า คือชีวิตของตัวเองมาแลกอย่างนี้ไม่ว่าถ้าพลาดก็เอาไปเลย

นักสู้ไม่ว่าจะอยู่ในสังเวียนใด จะต้องมีจิตอันมั่นไม่วอกแวก เคยเห็นกับตาว่า นายเดช ฉายาเคราดก ลูกศิษย์บิดาของไพฑูรย์ถูกตีด้วยคมแฝกหัวแบะทั้งที่เป็นคนหนังเหนียว
นายเดชเล่าว่า

“ได้ไปเที่ยวต่างถิ่น ตอนขากลับอริซุ่มดักตีไม่ให้รู้ตัว มองเห็นคมแฝกแหวกตรงมาที่ศีรษะแต่จิตตกเกิดวิกิจเฉ (โลเล) ว่าคงไหม พอดีคมแฝกถึงหัวแตกเลือดไหลโกรก”

ไพฑูรย์จำไว้จนตายว่า จิตจะตกมิได้เลย เพราะการต่อสู้หมายถึงการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จะลังเลมิได้ บุกแล้วต้องไม่กลัว ตายเป็นตาย เราไม่ตายแต่ศัตรูต้องตาย ทั้งนี้ต้องรอให้รอบคอบ ถ้าศัตรูใช้ของต่ำ เช่น พวกสัก ปลัดขิก กับอีเป๋อ หรืออิ้น พวกนี้มักมีผ้าเช็ดหน้าที่ซับสิ่งสกปรกที่เกิดจากการร่วมเพศเอาไว้ รบกับคนพวกนี้เครื่องรางของขลังสูงเกินไปให้กินว่านสถานเดียวเท่านั้นอย่าไปเสี่ยงตาย

ในคุกมีผู้ถูกพวกนี้ฆ่าตายไปแล้วหลายศพ แต่เมื่อมาเจอไพฑูรย์ก็กลับกลายเป็นศพแทนเพราะคิดไม่ถึงว่าไพฑูรย์จะกินว่านจึงถูกคาถาคัดของที่ไพฑูรย์ร่ายก่อนจะแทงด้วยมีดหมอจนตายคามือ ได้เคยเขียนถึงมาแล้ว

การสักก็เหมือนกัน บวบ น้ำเต้า มะเฟือง กินไม่ได้ตลอดชีวิตเพราะเป็นอริ ทำให้ความคงกระพันหายไปช่วงหนึ่งต้องไปให้พระอาจารย์ที่สักลงเพิ่มเติมให้ เพื่อให้กลับมาขลังเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง

คาถาอีกบทก็คือคาถามหาอำนาจ มีอยู่ดังนี้

◎อำนาจครุฑ ให้ภาวนาว่า◎

“โอมครุฑธา มหาครุฑธา นะโมพุทธายะ พญาครุฑเดินหน มึงเป็นผู้คนพึงหลีกไป” มั่นใจแล้วตวาดด้วยเสียงดัง อาวุธในมือศัตรูจะหลุดโดยพลัน ภาวนาเวลาขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันอันตราย

◎อำนาจราชสีห์ให้ภาวนาว่า◎

“ตะมัดถังปะกาเสนโต ตัวกูคือพญาราชสิงโห สัตถาอาหะ” มั่นใจแล้วตวาด ภาวนาเวลาเดินป่าเพื่อป้องกันภัย

◎อำนาจเสือโคร่ง ให้ภาวนาว่า◎

“โอมพยัคโฆจะ อิติ ฮ่ำ ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม” เป็นคาถาของหลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส มีเสือแกะด้วยเขี้ยวเสือหรือไม่ใช้ก็ได้ มั่นใจแล้วตวาด ภวนาเวลาเดินป่าเพื่อป้องกันภัย

◎อำนาจนาคราช ให้ภาวนาว่า◎

“โอมนาคราชเดโช ปถวี อาโป นะโมพุทธายะ” มั่นใจแล้วตวาดไปทางน้ำเอามือวักน้ำแล้วภาวนาเพื่อป้องกันจระเข้และสัตว์ร้ายในน้ำไปจนถึงเงือกและผีพรายน้ำ

ทุกอย่างทุกบททุกตอนได้ใช้เห็นผลมาด้วยตัวเอง จึงกล้าพูดได้ว่าดีจริง แต่ต้องมีจิตที่มั่นคง แน่วแน่ ไม่ครึ่งๆกลางๆ คาถาจะไม่ขลัง ก็เพราะรากฐานไม่ดีตึกย่อมสร้างไม่ได้ทำให้พังทลายลงมา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยจิตอันแน่วแน่ของพระองค์ ฆราวาสแบบเราท่านก็ต้องหมั่นฝึกจิตให้มั่นคง ไพฑูรย์ย้ำว่า

“มองเห็นปืนในมือศัตรูให้เห็นว่าเป็นปืนปลอม ยิงไม่ออก กระสุนมันด้าน เห็นดาบคมขาววับก็ให้เห็นว่าเป็นดาบไม้ไม่คม เห็นมีดปลายแหลม ก็ให้เห็นว่าเป็นมีดพลาสติกปลายทื่อ ถ้าทำได้อย่างนั้นละก็ไม่ว่าจะต่อสู้กับใครไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำเป็นเด็ดขาด เพราะไพฑูรย์ใช้เห็นผลต่างกรรมต่างวาระกัน ไม่เคยเลือดตกยางออกอย่างมากก็แค่เป็นยางบอนเท่านั้น”

นิทานชาดกก็เคยเล่าไว้ว่าสองสหายเรียนวิชาชุบชีวิต คนหนึ่งไม่อวดโม้คุยโตใครตายโดยไม่ถึงวาระก็ชุบขึ้นมาได้ ทำมาหากินร่ำรวย อีกคนหนึ่งคุยโม้โอ้อวดไม่ค่อยมีคนศรัทธาแม้จะทำได้ก็ตามวันหนึ่งไปอวดโม้ในหมู่บ้านที่มีนักเลงอันธพาล เกิดหมั่นไส้แต่ไม่กล้าต่อกร จึงออกอุบายชวนไปล่าเสือสมิง พอล้มเสือสมิงลงได้ก็ท้าว่าแน่จริงชุบชีวิตเสือสมิงขึ้นมาจะยกให้เป็นหัวหน้า

หมอนั่นนั่งลงปลุกเสกชุบชีวิตเสือสมิง พวกอันธพาลพากันปีนขึ้นต้นไม้หนีเสือสมิง หมอนั่นแน่จริงชุบชีวิตเสือสมิงขึ้นมาได้เสือสมิงที่ดุร้ายก็กัดฟัดหมอนั่นตายแล้วลากศพเข้าป่าหายไป

ชาดกนี้สอนว่า มีวิชาหากใช้ไม่เลือกและไม่ถูกต้องก็มีผลร้ายแก่ตัวเอง คาถาที่ไพฑูรย์ให้พึงใช้ในทางที่ถูกที่ควร อย่าเอาไปข่มเหงผู้อื่นเป็นเด็ดขาด

**หลังจากหายไปนานต้องขออภัยแฟนเพจทุกท่านที่ติดตามด้วยนะครับช่วงนี้ก็กลับมาลงได้บ้างครับแต่ก็ไม่อาจลงทุกวันหากมีเวลาว่างก็จะพิมลงตลอดไม่มีขาดครับยังไงจะหาเวลาพิมพ์ให้นะครับ

(หากแฟนเพจท่านใดมีเรื่องราวของอาจารย์ไพฑุรย์นอกเหนือจากที่ทางเพจเคยลงไว้หากมีจิตศรัทธาต้องการจะเผยแพร่ความรู้ไว้เป็นวิทยาทานก็สามารถinboxเข้ามาทางเพจได้นะครับ )

ใส่ความเห็น