◎ตำนานวิชาพระคาถาหัวใจโจร◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎ตำนานวิชาพระคาถาหัวใจโจร◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ดาวโจรท่านว่าเป็นดวงดาวที่ทำให้ผู้ที่เกิดมาต้องหลายเป็นโจรดังที่องคุลีมาลหรืออหิงสกะมานพผู้เกิดมาภายใต้ดาวโจรเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีเคยพบมาแล้ว แม้จะได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดีแล้วก็ยังไม่วายหลงผิดไปเป็นฆาตกรตัวร้ายกว่าจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

แต่สำหรับทางโหราศาสตร์นั้น ท่านว่าไม่เกี่ยวกับ “โจโรดาวฤกษ์” เพราะในทางโหราศาสตร์ท่านบอกว่าเป็นฤกษ์สำหรับกระทำการใหญ่แบบเงียบๆไม่อึกทึกเหมือนการจู่โจมของโจรบุกเข้าปล้นบ้านเจ้าทรัพย์

หลวงพ่อหรุ่นเก้ายอดหรืออดีตขุนวิกาลใจภารา เคยเล่าให้ไพฑูรย์และพี่เสงี่ยมที่เป็นศิษย์ฟังว่า เมื่อตอนที่ท่านจะยกกองโจรออกไปปล้นเจ้าทรัพย์หลังจากทิ้งใบบอกไว้ล่วงหน้าว่าจะปล้นแต่ไม่มีกำหนดวันเวลาเพื่อให้เตรียมรับมือ

หนึ่งวันก่อนจะเข้าปล้นจะต้องปลูกศาลเพียงตาเพื่อเซ่นไหว้อาวุธในการออกปล้นได้แก่ หอก ดาบ ปืนยาว ปืนสั้น เครื่องรางของขลัง และแต่งคนถือธงโจรให้มีความแคล้วคลาดคงกระพัน เพราะคนๆนี้ต้องวิ่งนำหน้าและร้องตะโกนว่า

“ไอ้เสือหรุ่นปล้น ไอ้เสือเอามันวา (แต่ได้ยินเพียงเอาวา เอาวา)”

หากแต่งคนถือธงดี หน้าไม้ ธนู ปืน พรูเข้ามาเป็นห่าฝนก็ไม่ตกต้องคนถือธง ถ้าคนถือธงมีอันเป็นถูกอาวุธล้มลงบาดเจ็บหรือตายให้ถอยกลับ โดยร้องตะโกนว่า “ไอ้เสือถอยวา” ถือว่าเสียฤกษ์

ฤกษ์ที่จะใช้ในการปล้นมีอยู่สองฤกษ์ด้วยกัน คือฤกษ์ตั้งศาลเพียงตา ใช้เพชฌฆาตฤกษ์อันเป็นฤกษ์ข่มเจ้าทรัพย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ตำรวจเมื่อจะปราบโจรก็จะใช้เพชฌฆาตฤกษ์เช่นกัน) เมื่อจะออกเดินทางไปปล้นใช้โจโรฤกษ์เพื่อมิให้เจ้าทรัพย์ไหวตัว

การปล้นนั้นปีหนึ่งให้ปล้นพอที่จะใช้เลี้ยงโจรทุกคนให้อยู่ไปได้หนึ่งปีจะหยุดปล้นแยกย้ายกันไปหากินตามปกติพอครบปีท่านเรียกว่า “ผ้าขาดตูด”(เสื้อผ้าเก่าจนขาด) ก็มารวมตัวกันปล้นใหม่ เสือหรุ่นปล้นไม่เคยพลาดเพราะเสือหรุ่นถือสัจจะเป็นที่หนึ่งปล้นบ้านใดจะทำอันตรายเฉพาะเจ้าทรัพย์ที่ถืออาวุธต่อสู้ถือว่าป้องกันตัว ไม่ข่มเหงคะเนงร้ายเด็กผู้หญิง ไม่กระทำย่ำยีอนาจารหรือข่มขืน ใครละเมิดเสือหรุ่นเคยใช้อาญาโจรตัดหัวทิ้งมาแล้ว ทำให้ทางการปราบไม่ได้ จนต้องเจรจาขอให้กลับตัวเป็นคนดีมารับราชการดังกล่าว

วิชาหนึ่งที่เสือหรุ่นใช้ในการเปิดทิศเปิดทาง หากบ้านเจ้าทรัพย์มีทรายเสกหรือมีการลงอาถรรพ์ปิดทิศปิดทาง เรียกันว่า “พระฤาษีเบิกไพร” เป็นคาถาเปิดทิศเปิดทางให้เห็นทางเข้าบ้าน

ประกอบด้วยพระคาถาว่า ก่อนจะว่าพระคาถานั้นให้นั่งยองๆ มองไปที่หลังคาบ้านเป้าหมาย ร่ายคาถาหมดแล้วให้เอามือป้องหน้าแบบมองหาทางเข้าจะเห็นแล

“กัณ หะ เณ หะ กัณ เปิด หะ เปิด สวาหะ ภู ภิ ภู ภะ
สวาหะเปิด ระเบิดที่ปิด กัณ หะ เณ หะ แผลงฤทธิ์เปิดที่ปิด สวาหะยะ”

พระคาถานี้มีหลักอยู่สองหัวใจ คือ กัณ หะ เณ หะ (หัวใจโจร) กับ ภู ภิ ภู ภะ (หัวใจเสือคน) ถ้ายังปิดอยู่ให้เอากระสุนดินใส่สาแหรกคัน ยิงกระสุนหรือหนังสติ๊กภาวนาคาถาให้จบแล้วยิงกระสุนดินข้ามหลังคาบ้านเจ้าทรัพย์ไปก็จะมองเห็นทางเข้า เช่นเดียวกันก็สามารถเสกก้อนหินวางสี่ทิศปิดชุมโจรได้เช่นกัน แต่เปลี่ยนคาถาเป็น

“กัณ ปิด หะ ปิด เณ ปิด หะ ปิด สวาหะฤทธิ์ ปิดด้วยกัณ หะ เณ หะ ปิด”

อันว่าหัวใจโจรนั้นเป็นหัวใจที่เสือร้ายสมัยโบราณใช้เป็นคาถาประจำตัว และหลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบ หลวงพ่อโศกวัดปากคลองบางครกใช้ลงปลัดขิกมีความขลังเหลือแสน ใช้ทางคงกระพันชาตรีภาวนาขณะต่อสู้เป็นคงกระพัน เป็นแคล้วคลาดเสกข้าวกินสามคำแรกจะมีเนื้อหนังคงทนเหมือนหินผา

พูดถึงปลัดขิกแล้ว ไพฑูรย์ได้เล่าถึงความเป็นมาของปลัดขิกว่า ปลัดขิกนั้นเดิมมีชื่อว่า “ปลัดคิก” หมายผู้สาวเห็นแล้วหน้าแดงด้วยความอาย สาวแก่แม่หม้ายหัวเราะคิกๆเลยเรียกว่า “ปลัดคิก” ต่อมาเลยเพี้ยนเป็น “ปลัดขิก” อันที่จริงไม่ใช่ของไทยแต่เป็นของฮินดูเรียกว่า “ศิวลึงค์” (อวัยวะของพระศิวะ) มนุษย์สร้างไว้บนแผ่นดินเพื่อป้องกันอันตราย ในประเทศอินเดียมีวิหารพระศิวลึงค์ มีผู้คนไปสักการะกันมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ต่างพากันไปอ้อนวอนขอลูกและสมปรารถนาเป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยนั้นที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดอยู่ที่วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์ท่าเตียน) ทำด้วยศิลา อยู่ใกล้กับฤาษีดัดตน (ตำรานวด) มีผู้คนไปบนบานศาลกล่าวขอพร และขอลูกกันเป็นประจำ สร้างสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อมีการจำรึกยาแผนโบราณ จนกลายเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์เปิดแห่งแรกในสยามประเทศ

ไม่เคยมีประวัติกล่าวถึงการถ่ายทอดผ่านฮินดูมายังชาวไทย เช่นเดียวกับเบี้ยแก้ที่ฮินดูเรียกว่า “ภควะจั่น” (เบี้ยจั่น) โดยเล่าสืบต่อกันมาว่า วิชานี้ถ่ายทอดมาจากชีปะขาว ตาปะขาว ที่สันนิษฐานกันว่าเป็นพราหมณ์ชาวอินเดียที่เดินทางมากับเรือค้าขายเพราะพราหมณ์จะนุ่งขาวห่มขาวในฐานะนักบวช มีสายธุรำเฉวียงบ่าเป็นสำคัญ

สรุปเป็นว่าฮินดูเป็นผู้เลื่อมใสพระศิวลึงค์คือต้นตำรับแห่งปลัดขิก

ไพฑูรย์เล่าว่า เมื่อตอนหนีการตามล่าของตำรวจไปกบดานแถบเพชรบุรี ได้เคยเห็นปลัดขิกหินที่มีอยู่ในแม่น้ำเพชรบุรีเป็นหินที่ได้รับการกัดกร่อนจากน้ำตามธรรมชาติคล้ายปลัดขิกไปเก็บเอามาเจาะรูที่ด้านโคนสำหรับร้อยเชือกคาดเอว แล้วไปให้พระเกจิอาจารย์ลงอักขระ กัณ หะ เณ หะ ขลังดีนัก

บางคนใช้ปลัดขิกไปในทางต่ำ อาทิ เมื่อร่วมเพศกับสตรีแล้วเอาของเหลวที่เกิดขึ้นมาทาปลัดขิก โดยบอกว่าจะเพิ่มความขลังโดยเฉพาะการติดต่อฐานชู้สาวกับสตรีเพศ ท่านว่าอัปรีย์จัญไรจะกินหัวเพราะปลัดขิกมิใช่ของต่ำ เป็นของสูงที่เคารพของชาวฮินดู จะเอามาทำเช่นนั้นมิได้

หากท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่าไพฑูรย์เคยล้มพวกนับถือปลัดขิกที่กระทำดังกล่าวด้วยมีดหมอหลวงพ่อเดิมมาแล้ว เพราะคนผู้นั้นหลู่ปลัดขิกจึงได้รับผลกรรม

ในชีวิตของไพฑูรย์เล่าว่าเคยพบเห็นเครื่องรางมามากพอสมควร ตั้งแต่ เขี้ยวหมูตัน ฟันเสือกลวง เชื่อกันว่าเขี้ยวหมูป่าที่ปกติกลวงแต่กลับตันคือมหาอุดตามธรรมชาติ เขี้ยวเสือที่ปกติจะตันแต่กลับกลวงคือมหาอุดตามธรรมชาติ หลวงพ่อปานวัดบางเหี้ย (มงคลโคธาวาส) ให้ช่างแกะเป็นรูปเสือโคร่งลงอักขระ กลายเป็นเสือมหาอุด อยู่ในป่าเป่าลมผ่านช่องกลวงของเขี้ยวเสือแกะจะสะกดป่าสะกดเสือไม่ให้มารบกวน

คดขนุน ที่ปกติต้มกินได้กลายสภาพเป็นทองแดง ลักษณะทั่วไปคือเม็ดขนุน แต่เนื้อเท่านั้นที่เป็นโลหะ

คดมะพร้าว คือมะพร้าวอีกลูกหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายในมะพร้าวธรรมดาแข็งเป็นโลหะเช่นกัน

คดปลวก ไพฑูรย์บอกว่าน่าประหลาดคือพบในรังปลวกที่ร้างแล้วเป็นก้อนโลหะคล้ายแร่เหตุที่พบนั้นพบโดยบังเอิญ มีคนเอาปืนไปซ้อมยิงใส่จอมปลวกร้างแต่ยิงไม่ออก จึงขุดดูพบคดปลวกดังกล่าว

ไพฑูรย์บอกว่าถ้าได้มาต้องรักษาให้ดี เพราะหายากและมีดีในตัวไม่ต้องปลุกเสกอะไรอีกต่อไป แต่ถ้าได้รับการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ที่มีพลังจิตสูงจะเพิ่มพลังไร้เทียมทานทีเดียว

โบราณท่านใช้ถักหุ้มด้วยลวดทองแดงมีหูร้อยเป็นเชือกคาดเอวหรือคล้องคอไว้กับสร้อยคอเมื่อคับขันให้อมไว้ในปาก เรื่องคงกระพันมหาอุดหายห่วง ที่นับว่าเป็นยอดก็คือเดินทางไกลหากอมคดไว้จะไม่หิวน้ำเลย จะรู้สึกชุ่มคอตลอดเวลา

ในบางขวาง นักโทษแต่ละคนมีของดีต่างกัน เช่น แหวนเกล็ดกระเบน ขี้เหล็กไหลที่ได้จากในถ้ำในป่าลึก พระธุดงค์ตัดด้วยอาคมนำใส่ย่ามมาแจก บางคนมีจิ้งจกสองหาง ปลาไหลสองตัวงับหัวงับหางกันเป็นวงกลมแห้งเหมือนหิน นักโทษผู้เป็นเจ้าของบอกว่าเป็น “คดปลาไหล”

สำหรับคดปลาไหลนั้น ไพฑูรย์เคยเห็นอภินิหารกับตาที่ท่าช้างวังหลวง

เสือไพฑูรย์กบดานอยู่ในซ่องย่านฝั่งธนบุรีปลอมตัวมาเดินที่ท่าช้างเห็นคนมามุงดูอะไรกันที่ท่าน้ำ จึงแฝงตัวเข้าไปดูเห็นเรือเล็กของราชนาวีกับเรือตำรวจน้ำยิงใส่เรือจ้างที่มีชายผิวดำหัวเถิกในมือมีลูกขวานควงหย็อยๆปากร้องท้าให้ยิง

ปรากฏว่าลูกปืนเป็นห่าฝนยิงใส่คนแจวเรือจ้างแต่ไม่ถูกเป็นส่วนใหญ่ หลายนัดที่ถูกที่รู้ว่าถูกเพราะเห็นแกเอามือกดคลึงตรงที่ถูกกระสุนเพื่อบรรเทาอาการเจ็บและขัดเพราะแม้ไม่เข้าก็เจ็บช้ำเป็นจ้ำๆ แกแจวเรือไปเทียบท่าวัดระฆังแล้วออกวิ่งหนี พอดีไพฑูรย์ต้องรีบไปธุระจึงผละออกมา

รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษพาดหัวข่าวตาควายสิ้นฤทธิ์ ร.ต.ต.ยอดยิ่ง สิงห์กองปราบถูกฟันด้วยลูกขวานนอนโรงพยาบาลได้ฟังจากพรรคพวกว่าตาควายเป็นคนแจวเรือจ้างส่งคนข้ามฟากไปวัดระฆังกับพรานนกและท่าช้างวังหลัง วันนั้นดวดเหล้าเข้าไปเกิดไปมีเรื่องกับสามล้อชาวอีสานถูกรุมห้าต่อหนึ่ง แต่ตาควายแกเอาลูกขวานไล่ฟันกระเจิง สามล้อไปแจ้งตำรวจท้องที่ ร้อนถึงกองปราบต้องมาช่วย ร.ต.ต.ยอดยิ่ง เป็นคนลงเรือไปดักแกที่ท่าน้ำวัดระฆัง กอดปล้ำกัน แต่ตาควายตัวลื่นเพราะมีคดปลาไหลคาดแขนทำให้ตัวลื่น และมีพระนางพญาพิษณุโลกแขวนคอทำให้คงกระพัน

นั่นเป็นเรื่องราวของคดปลาไหลที่ไพฑูรย์มีโอกาสได้เห็นและได้ยินได้ฟังมาด้วยตนเอง จึงได้นำมาถ่ายทอดให้ผู้เขียนฟังและผู้เขียนได้ถ่ายทอดมายังผู้อ่านอีกครา

ยังมีเรื่องความเป็นมาของอั้งยี่ในประเทศจีน ที่แม่ดอกเหมยที่รักได้อ่านต้นฉบับภาษาจีนแล้วแปลเป็นไทยให้ไพฑูรย์ฟังอย่างละเอียดตอนที่จะเลื่อนเป็นผู้พิทักษ์กฏหมาย เพราะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามกฏของอั้งยี่อย่างเคร่งครัด

สำหรับในตอนนี้หมดเนื้อที่แล้วครับ ขอบพระคุณที่ได้ติดตามผลงานมาโดยตลอด พบกันใหม่ฉบับหน้า

ใส่ความเห็น