◎บังหมัดนักเลงถนนตก◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎บังหมัดนักเลงถนนตก◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

รถรางสมัยก่อนโน้นที่ยาวที่สุดคือเส้น “ท่าเตียน-ถนนตก” เป็นเส้นทางรถรางที่ผ่านเยาวราชตลาดเก่าย่านคนจีนที่ฝรั่งเรียก “ไชน่า ทาวน์”

ไพฑูรย์บอกว่าเชื่อหรือไม่ว่าคนขับรถรางหรือกระเป๋ารถสายนี้เป็นนักเลงทุกคน เพราะต้องผจญภัยกับนักเลงกระจอกงอกง่อยที่อวดบารมี เป็นนักเลงไม่ยอมจ่ายค่าโดยสารราคาไม่กี่สตางค์ จนถึงนักเลงที่เป็นอันธพาลหาเรื่องชกต่อยคนเป็นอาจิณเพื่อสร้างบารมีให้คนกลัว พวกหลังนี่เป็นพวกที่เรียกว่า “ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก” เพราะหมาเมื่อถูกตีจะวิ่งร้องเอ๋งอ๋างหนีไป ส่วนคนจีนนั้นเป็นพวกที่ไม่อยากมีคดีความขึ้นโรงพักจนกลายเป็นภาษิตเตือนใจว่า “ถ้าขึ้นโรงขึ้นศาลละก็กินขี้หมาดีกว่า

นักเลงประเภทตีหัวหมาด่าแม่เจ๊กมาเบ่งในเยาวราชเจอดีมานักต่อนักแล้วจนเข็ดขยาด ไพฑูรย์บอกว่า เจอสมุนอั้งยี่ที่ใช้มวยจีนที่เรียกว่า “เลียะพะ” ไล่ตีจนกระโดดรถรางแทบไม่ทันเพราะเคยเจอแต่คนจีนที่พอลงมือตีเข้าก็ได้แต่ร้องว่า

“ไอ้หยา ไอ้หยา อั๊วไม่สู้อ้า”

พอเจอคนจริงแบบมวยเลียะพะเข้าไม่ทันได้เตรียมตัวหลายคนสลบต้องหามกันออกมามวยจีนกับมวยไทยเคยปะทะกันมาแล้วบนเวทีมวย “สวนเจ้าเชต” ปัจจุบันเป็นกรมการรักษาดินแดนโดยนักมวยจีนมาจากซานตุง ชื่อ “จิ้น หั่ง” ส่วนนักมวยไทยที่ขึ้นไปรับมือคือ “นายยัง หาญทะเล” มหาดเล็กเรือนในของเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผลการชก นายยัง หาญทะเล เป็นฝ่ายชนะครึ่งเพลง ไพฑูรย์ไม่ได้ดูเพราะคนละยุคกัน แต่ครูกี้เล่าว่า

นายยัง หาญทะเล เตะฉากๆแล้วหาจังหวะเข้า จิ้น หั่ง ก็เตะต่อยตอบ โดนกันคนละตุ้บสองตั้บ หน้าปูดตาปิดเพราะชกแบบลุ่นๆ นายยังคาดเชือก จิ้น หั่ง ใช้หมัดเปล่า ครูกี้บอกว่าสันหมัดของจิ้น หั่งด้านเหมือนหัวหูด แสดงว่าซ้อมชกไม้เหลี่ยมพันด้วยเชือกแทนกระสอบทรายจนสันมือด้าน ที่มีแผลแพ้ชนะนั้นนายยังเอาชนะได้ครึ่งเพลง

จังหวะที่จิ้น หั่ง เตะเถรกวาดลานติดต่อกันสามครั้ง จน นายยัง หาญทะเลหาที่ยืนปักหลักไม่ได้จึงลอยตัวขึ้นเงื้อศอกดิ่งลงจาม จิ้น หั่ง เตะกวาดครั้งที่3 ถลำพอเห็นว่านายยังลอยตัวขึ้นใช้ปลายฝ่ามือแทนปลายหอกแทงสวนกะว่าจะให้เข้าตรงปากรูทวารหนักของนายยังให้พังเข้าไปถึงปลายลำไส้ใหญ่ แต่จังหวะที่แทงสวนช้าไปนิดหนึ่งศอกของนายยังจามโป้งลงไปก่อนทำให้จิ้น หั่งตาลอยคุกเข่าลงแล้วเอาหน้าไถลพื้นไปข้างหน้าหลับคาเวที

นายยังเข้าไปประคอง พี่เลี้ยงฝ่ายจิ้น หั่ง มาช่วยกันหามลงจากเวที เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่นักมวยจีนกับนักมวยไทยปะทะกันแบบจะจะ เพราะทางรัฐบาลให้สองฝ่ายระลึกว่า “จีนไทยอื่นไกลพี่น้องกัน”เพราะพระเจ้าตากสินมหาราชผู้กอบกู้เอกราชของชาติไทยหลังกรุงแตกพระองค์ทรงเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนแห่งกรุงศรีอยุธยา

จากบางรัก ไปจนถึงถนนตกเป็นเขตที่มีชาวมุสลิมอยู่หนาแน่น มีนักเลงที่คอยดูแลไม่ให้ใครมารังแกชาวมุสลิมมีบังหมัดเป็นลูกพี่ใหญ่ สมัยที่ไพฑูรย์ อยู่กับคณะอั้งยี่ ของแม่ดอกเหมยที่รักในเยาวราช บังหมัดเป็นลูกพี่ใหญ่ บังหมัดมีเชื้อสายอินโดนีเซีย มีกริชตกทอด ด้ามเป็นงาช้างแกะสลักเป็นรูปการูดา (ครุฑ) ใบมีดเมื่อกระทบกับแสงแดด เป็นสีสะท้อนเหมือนกับปีกแมงทับ ไพฑูรย์เคยขอดูเห็นกับตามาแล้ว

เหตุการณ์ที่ไพฑูรย์ รู้จักกับบังหมัด เมื่อบังหมัดนั่งรถรางจากถนนตกมาท่าเตียน เพื่อข้ามไปงานศพญาติที่หลังวัดกัลยาณมิตร โดยมิได้มีคนติดตามมาเหมือนที่เคย คิดว่าคงจะไม่มีอะไร เสร็จงานแล้วจึงลงเรือจ้างข้ามจากวัดกัลยาณมิตรมาที่ท่าตีนสะพานพุทธเพื่อไปขึ้นรถรางที่ท่าเตียนกลับที่พักที่ถนนตก

แต่ขณะที่เดินนั้นเอง ก็เจอกับนายทองดีที่เป็นหัวหน้าคนงานแบกของที่ท่าโรงโม่ที่เจ้าเบิ้มลูกน้องคนสนิทไปเบ่งเป็นนักเลงที่บางรัก พอดีกับที่บังหมัดกับลูกน้องเดินอยู่แถวนั้นจึงเข้าห้ามเจ้าเบิ้มขณะที่ไล่ชกต่อยหนุ่มมุสลิมที่เป็นชาวปากีสถาน

เจ้าเบิ้มไม่เคยรู้จักบังหมัด เห็นว่าใส่หมวกไว้หนวดนุ่งโสร่งจึงละมือจากหนุ่มปากีสถาน หันมาเล่นงานบังหมัด แต่ลูกน้องบังหมัดกันบังหมัดออกไปแล้วใช้มวยศิระเข้าต่อสู้กับเจ้าเบิ้มแบบตัวต่อตัวเจ้าเบิ้มถอดใจใช้มีดเข้าไล่แทงลูกน้องบังหมัดบาดเจ็บบังหมัดจึงใช้ตะพดตีที่ข้อมือที่ถือมีด จนมีดหลุดจากมืองัดตะพดขึ้นที่ปลายคางเจ้าเบิ้มนอนสลบเหมือดพอรถรางมาบังหมัดให้ลูกน้องหามเจ้าทองดีขึ้นรถรางให้ไปท่าเตียน

นายทองดีฟังความข้างเดียวที่เจ้าเบิ้มเล่าให้ฟังเลยคิดว่าถูกลูบคมจึงให้เจ้าเบิ้มคอยดูถ้าเห็นบังหมัดมาแถวท่าเตียนจะได้สั่งสอนเสียบ้างบังเอิญเจ้าเบิ้มเห็นบังหมัดเข้าพอดีจึงไปบอกนายทองดีนายทองดีพาสมุนมาล้อมบังหมัดเอาไว้

” นี่หรือวะแขกนักเลงถนนตกที่เล่นงานไอ้เบิ้มลูกน้องคนสนิทของกูเสียสลบเหมือดมันว่ามึงให้สมุนรุมมันจนสลบ”

“มันบอกอย่างนั้นหรือจะเชื่อหรือไม่ก็ตามที มันสู้กับลูกน้องกูตัวต่อตัวแต่มันสู้ไม่ได้เลยใช้มีดแทงลูกน้องกูบาดเจ็บ กูจึงใช้ตะพดสั่งสอนมันเบาะๆ นักเลงถนตกไม่เคยหมาหมู่โว้ย”

นายทองดี หัวร่อร่าร้องบอกลูกสมุนรวมทั้งเจ้าเบิ้มว่า

” มันบอกว่านักเลงถนนตกไม่เคยหมาหมู่ แต่นักเลงท่าโรงโม่ชอบแกงมะรุมเอามันโว้ยแกงให้อร่อยเหาะ”

ไพฑูรย์เป็นนายทหารพระธรรมนูญวันนี้ว่าความตอนบ่ายโมงพอจบจึงเดินกลับไปที่กรมพระธรรมนูญทหารในกระทรวงกลาโหม เปลี่ยนเครื่องแบบมาเป็นเสื้อฮาวาย เดินเรื่อยๆมาที่ท่าโรงโม่ กะว่าจะหาอะไรกินเห็นคนหลายคนรุมคนๆเดียวจนล้มลงต่อหน้าจึงเข้ายืนคร่อมปลายเท้าไว้

” พอได้แล้วอะไรกันคนเป็นโขยงรุมคนคนเดียวนี่มันหมาหมู่ไม่ใช่นักเลงนี่หว่า”

นายทองดี กรากออกมาข้างหน้าตาลุกวาวตวาดเสียงดังลั่น

” ไอ้นักเลงเมื่อวานซืนหนอยทำเป็นพระเอกมึงจะแดกตีนแทนมันหรืออย่างไร”

” ไอ้นักเลงหมาหมู่เข้ามาเลยตีนกูไม่ได้ถ่วงเหล็กจะได้เตะมึงไม่ได้”

ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบไพฑูรย์ใช้มอญยันหลักเข้าที่ยอดอกของนายทองดีแรงถีบทำให้นายทองดีเซขาขัดกันจนล้มก้นจ้ำเบ้าเสียเชิงนักเลงร้องสั่งให้ลูกน้องยำไพฑูรย์ทันทีไพฑูรย์ใช้วิชายูโดทุ่มลูกน้องนายทองดีลงไปชักอยู่กับพื้น 2 คนรวด ทำไมจะไม่ชักก็คนที่ไม่ได้เรียนยูโดไม่รู้จักการเจ็บคอเพื่อไม่ให้หัวฟาดพื้นพอถูกหุ้มหัวจึงน็อคพื้นชักตาตั้ง

คนที่ถูกรุมจนล้มลุกขึ้นมาได้จึงหันหลังชนกับไพฑูรย์ร้องบอกว่า

” ขอบใจที่มาช่วยไว้ได้ทันฉันชื่อบังหมัดอยู่ถนนตกโน่นวันนี้มาถูกรุมเอาละฉะมันให้ กระเจิงระวังนะพวกนี้ชอบใช้อาวุธ”

เสียงนกหวีดดังใกล้เข้ามา นายทองดีร้องตะโกนให้ลูกน้องถอยเสียงลั่น

” แยกย้ายกันหนีไป พ่อมึงจากโรงพักพระราชวังมาแล้วกูไม่อยากเสียเงินไปประกันพวกมึงพับผ่าซี”

ตำรวจมาสอบถาม ไพฑูรย์ ควักบัตรประจำตัวนายทหารพระธรรมนูญยศร้อยตรีมาให้ตำรวจดู ส่วนบังหมัดให้ดูบัตรประจำตัวประชาชน บอกกับตำรวจว่าไม่เอาเรื่อง ตำรวจบอกว่าพวกนี้ชอบก่อเรื่องเป็นประจำแต่ไม่ค่อยมีใครเอาเรื่อง

บังหมัดบอกที่อยู่ไว้อย่างละเอียดให้ไพฑูรย์ไปหาเพื่อจะได้เลี้ยงตอบแทนความมีน้ำใจของนายทหารหนุ่มใจนักเลง ไพฑูรย์เมื่อมีเวลาจึงไปหาบังหมัด ลูกน้องบังหมัดพาไปที่บ้านพัก บังหมัดดีใจมากที่ไพฑูรย์มาหาเรียกลูกชายลูกสาวและภรรยา มาให้รู้จัก
ไพฑูรย์ว่าเป็นผู้ช่วยเหลือ ทุกคนร่วมกันขอบใจ ไพฑูรย์เหลือบไปมองที่ข้างฝาเห็นมีกริช เหน็บไว้จึงสอบถาม บังหมัดบอกว่าเป็นกริชประจำตระกูล ตั้งแต่อพยพมาอยู่ในเมืองไทย เดินไปหยิบมาให้ดูใบกริช เป็นเหล็กที่เมื่อกระทบกับแสงจะเปล่งประกายเป็นสีเหลือบเหมือนปีกแมลงทับ มีสองคมเป็นงาแกะเป็นรูปครุฑที่ภาษาอินโดนีเซียเรียกว่า การูดา

เมื่อไพฑูรย์ต้องโทษเป็นข่าวใหญ่บังหมัดมาเยี่ยมถึงเรือนจำพร้อมด้วยอาหารอิสลามเป็นข้าวหมกไก่และแกงกุรุหม่า ได้ขอให้พระเจ้าช่วยคุ้มครองไพฑูรย์จากนั้นไม่ได้พบกับบังหมัดอีกเลย

ฉบับนี้เป็นพระเวทย์แคล้วคลาดสำนักวัดประดู่โรงธรรมกรุงศรีอยุธยาให้เสกน้ำมันงาทาตัวก่อนจะออกจากบ้านพระเวทย์มีว่า

คาถาแคล้วคลาดสำนักวัดประดู่โรงธรรมกรุงศรีอยุธยาให้ตั้งนะโม 3 จบ

โอม อุด อัด ปัด ปิด โอม ผุด ผัด ผิด อิ อุด ติ อัด ปิ ปัด โส ปิด โส ผุด ปิ ผัด ติ ผิด โส สวาหะ นะโมพุทธายะ ปัด โหติ สัมภะโว
เสกน้ำมันงา 3-5-7-9 จบ เอานิ้วชี้มือขวาจิ้มน้ำมันงามาทาวนขวาเป็นวงกลมรอบลิ้นปี่ 3 รอบไปเถิดศาสตราวุธสาดเข้ามาเป็นห่าฝนไม่ถูกต้องตัวแล

(หากแฟนเพจท่านใดมีเรื่องราวของอาจารย์ไพฑุรย์นอกเหนือจากที่ทางเพจเคยลงไว้หากมีจิตศรัทธาต้องการจะเผยแพร่ความรู้ไว้เป็นวิทยาทานก็สามารถinboxเข้ามาทางเพจได้นะครับ )

ใส่ความเห็น