◎พระเวทย์มหาอุด◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎พระเวทย์มหาอุด◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์มีสัญชาตญาณระแวงภัยตลอดเวลา แม้จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระภูมิพลมหาราชาในปีกึ่งพุทธกาลพุทธศักราช 2500 แล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะเคยถูกตามฆ่าทั้งที่บวชเป็นพระแต่มิได้คิดจะเอาคืน ด้วยถือว่าเมื่อฆ่าคนที่มีลูกมีหลาน ลูกหลานของเขาย่อมต้องการล้างแค้นโดยเฉพาะคู่แค้นที่เป็นอั้งยี่ต่างคณะกันที่ไพฑูรย์ต้องสังหารในการต่อสู้อย่างยุติธรรม

แม้เมื่อเรื่องสงบแล้วมาเขียนต้นฉบับส่งตามสำนักพิมพ์ ตอนที่ผู้เขียนเป็น บ.ก.บริหารนิตยสารพระเครื่องประยุกต์ ได้นำข้อเขียนมาลงตีพิมพ์ในชื่อหัวคอลัมน์ “ใต้รอยบาทหลวงพ่อเดิม”

ไพฑูรย์จะนั่งแท็กซี่มาลงห่างจากสำนักพิมพ์วัชรินทร์การพิมพ์ประมาณสี่ห้าห้องเดินมาในฝั่งตรงข้ามสำนักพิมพ์สวมแว่นตาดำตลอด เดินผ่านไปแล้ววกกลับมา ก่อนจะข้ามถนนมาที่สำนักพิมพ์เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสงสัย เคยถามตรงๆว่าทำไมจึงต้องทำเช่นนี้คำตอบก็คือทำมาตลอดตั้งแต่เป็นจอมอาชญากรหมายเลขหนึ่ง ทั้งหนีตำรวจ ทั้งต้องรักษาชีวิตตัวเอง ต้องปลอมตัวระหว่างหลบหนี จึงติดเป็นนิสัย หลายครั้งที่เผลอหลุดเข้าไปในวงล้อมของตำรวจที่คอยซุ่มดักจับจวนตัวก็ใช้คาถาเงาะแปลงรูปที่ว่า

“นะเคลื่อน โมเฟือน พุทเลือน ธาเลื่อนเปื้อน ยะหมด ความจำ พุทธังสังบังมิ”

ไพฑูรย์ย้ำว่าใช้ได้ผลทุกครั้งอย่าใช้ส่งเดช ใช้เฉพาะเมื่อเข้าตาจนเท่านั้น เมื่อจะใช้ให้เอาปลายลิ้นดุนเพดานปากด้านบนไว้แล้วภาวนามองไปข้างหน้าอย่าหลบสายตา อย่าเดินก้มหน้างุดๆเดินให้เป็นปกติ พ้นมาแล้วก็ยังคงภาวนาต่อไปเรื่อยๆ จนแน่ใจว่าพ้นอันตรายแล้วจึงหยุดภาวนาเป็นคาถาชุดเดียวกับคาถาหายตัวของหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ

ที่ประจักษ์เมื่อคราวที่ตำรวจไปล้อมจับที่สันกำแพงที่ขึ้นไปซ่อนตัวการข่าวของกองปราบพบเบาะแสจึงขึ้นไปประสานตำรวจ อ.สันกำแพง เพื่อล้อมจับ ตอนที่ตำรวจมาล้อมบ้านพักในไร่
อดีตนักโทษชายอินถาให้คนงานมาบอกแต่กระชั้นเกินไปเพราะตำรวจล้อมไร่ไว้หลายด้านมีหมายค้นพร้อม เหลือทางเดียวคือด้านหลัง โดยคาดว่าตำรวจน่าจะไม่รู้ทาง แต่ที่ไหนได้ พอโผล่ออกเส้นทางที่จะไปยังเนินเขาเพื่อขึ้นไปซ่อนตัว ตำรวจ สภอ.สันกำแพงกับกองปราบดักรออยู่แล้ว มีภาพในหมายจับพร้อม ถอยก็ไม่ได้เพราะเท่ากับเดินเข้าปากเสือ ทางเดียวคือเดินฝ่าออกไป

นึกถึงคาถาเงาะซ่อนรูปขึ้นมาได้ จึงหยุดเดินเอาปลายลิ้นดุนเพดานด้านบน ในปากเริ่มภาวนาคาถาระลึกให้ตัวเองมีเกราะรูปเงาะของพระสังข์ทองพรางตาคน เดินไปข้างหน้าไม่แสดงอากัปกิริยาของความเกรงกลัว ทั้งที่ก็เห็นอยู่ว่าตำรวจกองปราบถือหมายจับที่มีภาพของไพฑูรย์อยู่ด้วย เดินใกล้เข้าไปทุกทีจนที่สุดก็มาเผชิญหน้า ไพฑูรย์เล่าว่า

“ตำรวจกองปราบมองดูหน้าแวบหนึ่งไม่ว่าอะไร เพียงแต่พูดว่าเดินไปเร็วๆ ตำรวจกำลังไล่ล่าคนร้าย ที่ผ่านมาเจอคนแปลกหน้าบ้างไหม แต่ไพฑูรย์ไม่ตอบเพราะลิ้นดุนเพดานอยู่พอให้หลังตำรวจก็ร้องบอกว่าเป็นใบ้หรือจึงไม่ตอบ ไพฑูรย์เห็นว่าคงจะไม่ปลอดภัยหากไม่เลิกเอาลิ้นดุนเพดานจึงหยุดภาวนาแล้วร้องตอบกลับไปว่าไม่เจอใครเลย แล้วสาวเท้าเดินต่อไปเอาลิ้นดุนเพดานปากด้านบนภาวนาต่อไปเรื่อยๆ”

หลบตำรวจมาได้รีบขึ้นเขาเพราะอดีตนักโทษชายอินถาบอกแต่เมื่อแรกมาขอหลบภัยว่าหากคับขันให้ขึ้นไปบนภูเขา ที่นั่นมีกระท่อมสำหรับซ่อนตัว ซ่อนตัวอยู่สามวันมีคนแอบเอาข้าวมาให้ตอนค่ำวันละครั้งเพื่อมิให้ตำรวจจับสังเกต หิวก็ต้องทนเพราะชีวิตของคนที่มีหมายจับคนที่มีค่าหัวที่ได้รับการตีตราว่า “ไอ้เสือ” จะมีชีวิตที่สงบสุขเหมือนคนธรรมดาทั่วไปย่อมไม่ได้เพราะต้องหนีเอาตัวรอดไปเรื่อยๆ ดาวโจรอยู่ตำแหน่งเสียดก็ถูกจับเข้าบางขวาง ถูกซ้อมสามสลบ ถูกตีด้วยหวายพอดาวโจรอยู่ตำแหน่งดีจึงแหกคุกออกมาข้างนอกอีก

ไพฑูรย์ย้ำทั้งกับผู้เขียนและในข้อเขียนว่า เส้นทางแห่งอาชญากรรมไม่เคยทำให้ใครได้ดีมีแต่เสื่อมเสีย ถูกตามล่าตามล้างจากผู้รักษากฎหมาย เสือผาดทับสายทอง ตายแล้วตำรวจยังตัดคอเอาศีรษะไปเสียบประจานจนหนังสือพิมพ์ลงด่าทุกฉบับเลยต้องเอาคืนให้กับญาติ เป็นรอยด่างของกรมตำรวจ หนังสือพิมพ์บอกว่าตำรวจไม่มีสิทธิ์ไปละเมิดศพคนตาย แม้จะเป็นเสือร้ายที่ทางการต้องการตัวไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ตาม หากญาติฟ้องร้องมีหวังติดคุกหัวโต เสือร้ายหลายรายถูกหลอกให้มอบตัว พอได้ตัวก็ตายระหว่างคุมตัวมา ตำรวจบอกว่าถูกปืนพวกเดียวกันที่ตามมาชิงตัว

เสือปล้นสมัยกระโน้นหากปล้นแล้วพรรคพวกถูกปืนฝ่ายตำรวจหรือเจ้าทรัพย์ยิงตายหัวหน้าโจรจะสั่งให้ลูกน้องตัดศีรษะเอาติดไปด้วย เพื่อที่ตำรวจจะได้ไม่อาจใช้คนตายเป็นเบาะแสติดตามคนร้าย โจรทำได้เพราะเป็นโจรเป็นพวกนอกกฎหมาย แต่ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายกลับตัดศีรษะเสือผาดไปเสียบประจานก็เท่ากับเป็นโจรในเครื่องแบบนั่นเอง

อดีตนักโทษชายอินถาช่วยหาทางให้ไพฑูรย์หลบขึ้นไปลำปางโดยให้ไปกับรถขุนซุง ตอนกลางคืนให้ไปอยู่กับผู้เป็นลุงชื่อหนานผดุงเป็นพ่อเลี้ยงค้าไม้ผู้กว้างขวางในปางไม้สักมาตั้งแต่สมัยบริษัทอีสท์ เอเชียติก ได้รับสัมปทานตัดไม้สักจากรัฐบาลไทยไปอยู่ในปางไม้ได้พบเรื่องราวที่ไม่คาดฝัน ดังที่ไพฑูรย์เล่าให้ฟังว่า

ในปางไม้มีหัวหน้าคนงานเป็นไทยใหญ่ชื่อผา สักเต็มตัวจนมืดไปหมด เป็นคนมีวิชาอาคมปกครองคนงานด้วยความโหดเหี้ยม ไม่มีใครกล้าหือ เมื่อไพฑูรย์เข้ามาอยู่ในปางไม้แบบนั่งๆนอนๆไม่ต้องเข้าป่าตัดไม้สักนายผาจึงหมั่นไส้ต่อปากต่อคำบ่อยครั้ง

“ไอ้พวกคนบางกอกผู้ดีตีนแดง ทำอะไรหยิบโหย่ง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อโว้ย”

ไพฑูรย์ไม่ตอบโต้ เพราะเกรงใจพ่อเลี้ยงผดุง นายผาได้ใจรุกรานไพฑูรย์เป็นประจำ ที่ต้องถึงกับลงไม้ลงมือเพราะนายผาเดินมาใช้เท้าถีบไพฑูรย์เพื่อปลุกให้ลุกขึ้นไปพบพ่อเลี้ยงผดุง ไพฑูรย์โกรธเอามากๆ จึงต่อว่านายผาว่าไม่น่ามีกิริยาสกปรกเยี่ยงนี้ นายผาสำรากใส่ว่า

“ทำไมกูจะทำไม่ได้ มึงก็เหมือนกับหมาที่หิวโซมาขออาหารพ่อเลี้ยงผดุงกิน ไม่เคยช่วยทำงาน วันๆเอาแต่แดก ไม่ได้ทำประโยชน์อันใดสักนิด ทุด”

ไพฑูรย์ดีดตัวขึ้นจากที่นอนเตะก้านคอนายผาเต็มแข้งหงายหลังตึง ตาค้างหมดสติในแข้งเดียวเท่านั้น พวกคนสนิทของนายผดุงสามคนเข้ามารุมชกต่อยแต่ถูกแม่ไม้มวยไทยของอดีตนายทหารพระธรรมนูญอัดเอานอนแอ้งแม้ง ต้องพยุงไปรักษาตัว นายผาผูกใจเจ็บไพฑูรย์ เพราะการถูกไพฑูรย์เตะก้านคอจนหลับกลางอากาศทำให้เสียหน้า ตอนที่เกิดเรื่องเป็นตอนพักกินข้าวมีคนเห็นกันมาก

ที่พ่อเลี้ยงให้มาตามไปพบเพื่อจะบอกให้ไพฑูรย์เตรียมตัวเดินทางล่องไปกับแพซุงไปยังปากน้ำโพภายในสามวัน เพราะตำรวจรู้แกวแล้วว่าไพฑูรย์ซ่อนตัวอยู่ภาคเหนือ จากนครสวรรค์ไพฑูรย์ต้องย้อนลงมากรุงเทพฯเพื่อวางแผนหนีต่อไป นายผาน่าจะได้กลิ่นว่าไพฑูรย์มิใช่คนธรรมดาจึงแอบไปแจ้งตำรวจพากันมาขอตรวจค้นพร้อมหมายศาล พ่อเลี้ยงผดุงให้คนมาแจ้งให้ไพฑูรย์รู้ตัวให้หนีออกจากปางไม้ไปก่อนหน้าตำรวจจะมา

ไพฑูรย์ได้ข่าวว่านายผาเป็นคนแอบไปแจ้งตำรวจ คิดว่าจะสังหารแต่เกรงใจพ่อเลี้ยงผดุงเพราะนายผาเป็นมือหนึ่งของพ่อเลี้ยงผดุง แต่ถ้าไม่สั่งสอนให้รู้จักสำนึกบ้างก็จะได้ใจ คืนก่อนจะออกเดินทางตอนเช้า ไพฑูรย์ลอบเข้าไปในปางไม้ในตอนกลางดึกเข้าไปในบ้านพักของนายผาหัวหน้าคนงาน ปลุกขึ้นมาจากเตียงเอาปืนจ่อหัวไว้ นายผาตาเหลือกลาน

“อย่าฆ่าผมเลยนายไพฑูรย์ผมผิดไปแล้ว”

“ไม่ฆ่านายหรอก ให้นายมีโอกาสต่อสู้ คนอย่างเสือไพฑูรย์ไม่เคยเอาเปรียบใคร”

ไพฑูรย์ให้นายผาไปหยิบปืนพกประจำตัวที่ใต้หมอนออกมาส่งให้ไพฑูรย์ ไพฑูรย์ให้ไปนั่งที่โต๊ะ หันหน้าเข้าหากัน ไพฑูรย์บอกกับนายผาว่า

“วางปืนไว้ตรงหน้า นับหนึ่งถึงสิบหยิบปืนมายิงใส่กันเลย ไม่ต้องปรานีกัน”

นายผาสีหน้าดีขึ้นไพฑูรย์เลื่อนปืนไปตรงหน้า วางปืนคู่มือไปตรงหน้าเหมือนกัน ไพฑูรย์ให้นายผาเป็นคนนับ ส่วนไพฑูรย์ร่ายพระเวทย์มหาอุดรำลึกถึงหลวงพ่อเดิมเป็นที่พึ่ง

“วิเวเสนาสนัง อุดทัง อัดโท นะโมพุทธายะ นามะรูปิด”

นายผานับหนึ่งพอถึงสิบก็คว้าปืนขึ้นมายิงใส่ไพฑูรย์เสียงดังแป๊ะๆๆๆ ไพฑูรย์บอกว่าถ้าใช้คาถาคัดของเขานายผาตายแน่ จึงไม่ได้ร่าย ยิงใส่นายผาให้เฉียดใบหูกับพื้นใบหน้า หัวกระสุนตัดใบหูด้านบนหายไปครึ่งหนึ่ง เลือดไหลทราม ไพฑูรย์สำทับว่า

“นี่กูเกรงใจพ่อเลี้ยงผดุงเจ้านายมึงจึงไม่ฆ่ามึง ไอ้นักเลงใจหมาแจ้งจับกู หูมึงหายไปครึ่งหนึ่งไม่ถึงตาย กูเพียงฝากรอยจารึกไว้ให้มึงคิดถึงกูทุกครั้งที่ส่องกระจก”

ไพฑูรย์เก็บปืนเดินทางออกจากปางไม้เพื่อไปลงแพซุงตอนเช้าที่ท่าล่องซุง พ่อเลี้ยงผดุงมาส่งไพฑูรย์ด้วยตัวเอง

“ขอบใจมากไพฑูรย์ที่เพียงแต่สั่งสอนเจ้าผา ไม่ฆ่ามันอันที่จริงมันสมควรตายเพราะไปแจ้งตำรวจให้มาจับนาย เจ้าผามันเป็นมือปืนคุ้มกันฉันมาหลายปีแล้ว เป็นคนสนิทที่ฉันฝากชีวิตไว้กับมัน”

“ผมต้องกราบขออภัยพ่อเลี้ยงไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่ล่วงเกินทำร้ายคนของพ่อเลี้ยง แต่ผมจำเป็น หากไม่สั่งสอนก็เท่ากับว่าหากผมถูกจับไปเรือนจำใหม่ใครจะรับผิดชอบ พ่อเลี้ยงก็จะพลอยเสียหายเพราะผมไปด้วย”

ไพฑูรย์ขึ้นบกที่ปากน้ำโพเพื่อวางแผนการหนีต่อไป ก่อนอื่นต้องไปซ่อนในซ่องลับเสียก่อนเพื่อตั้งหลัก

(หากแฟนเพจท่านใดมีเรื่องราวของอาจารย์ไพฑุรย์นอกเหนือจากที่ทางเพจเคยลงไว้หากมีจิตศรัทธาต้องการจะเผยแพร่ความรู้ไว้เป็นวิทยาทานก็สามารถinboxเข้ามาทางเพจได้นะครับ )

ใส่ความเห็น