◎สิงโตหินดวลดับอั้งยี่ตอน๑◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎สิงโตหินดวลดับอั้งยี่ตอน๑◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ชาวจีน ที่อพยพมาจากเมืองจีนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มักพูดเตือนใจบรรดาลูกหลานให้ตระหนักถึงการขึ้นโรงขึ้นศาลว่าเป็นเรื่อง น่าเบื่อหน่ายเสียเวลาทำมาค้าขายโดยเปล่าประโยชน์ว่า

” เป็นคดีความ ขึ้นโรงขึ้นศาลกินขี้หมาดีกว่า”

คนเรา การกินขี้หมานั้นใครอยากกินหรือกินเข้าไปได้เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่า การเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลนั้นขมขื่นกว่าการกินขี้หมาในเยาวราชก็เช่นเดียวกัน

ในสมัยสมาคมลับ หรืออั้งยี่เฟื่องฟูนั้นจะปกครองกันเอง มีเรื่องมีราวขึ้นก็เรียก มาพูดคุย มีเถ้าแก่ มีตั้วเฮีย เป็นตุลาการไต่สวน จะไม่ยอมให้ตำรวจมายุ่งเกี่ยว มีเพียงเรื่องเดียวที่ต้องถึงมือตำรวจ คือคดีบุกสังหารหารนายเหีย กวง เอี่ยม ที่เป็นคดีการเมืองระหว่างประเทศ มาเกี่ยวข้องจึงต้องถึงมือตำรวจกองปราบ

ตอนนั้นไพฑูรย์ บอกว่า ร้อยตำรวจเอกเยื้อน ประภาวัต เป็นเจ้าของคดีตั้งแต่ต้น จนจบ สามารถปิดคดีและจับตัว เซียะ ปิง มือปืนลั่นไกลขึ้นศาล จนถูกศาลพิพากษา ให้ไป ใช้กรรมในคุกบางขวาง และต่อมา เมื่อได้รับการเลื่อนยศขึ้นไปเป็นพันตำรวจเอก ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม นายเหีย กวงเอี่ยม ชื่อ เรื่องกตัญญูประกาศิต ทำให้อั้งยี่เล็บเขียว เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายจนในที่สุดก็ นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

ใน เยาวราชกับ เซี่ยงไฮ้ เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่า ที่แบ่งให้ อำนาจเช่า เจ้าพ่อก๊กต่างๆทำมาหากินกับบ่อนการพนัน โรงยาฝิ่น หญิงนครโสเภณีมีการแผ่อำนาจฆ่ากันตายเพื่อชิงพื้นที่ทำมาหากินฆ่ากันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ได้ยินเสียงปืนดัง พอรุ่งเช้าก็มีคนตาย มีผู้นำมาผูกเป็นนวนิยายเรื่อง ” เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” มีพระเอกชื่อ ลี่ เหวิน เฉียง

ในเยาวราชก็มีบ่อน มีหยำฉ่าโคมเขียว มีโรงยาฝิ่นที่เป็นแหล่งเงิน แหล่งทองของอั้งยี่คณะต่างๆ ที่เรียกค่าคุ้มครองจากเจ้าของบอลโรงยาฝิ่นคณะหยำฉ่าไปจนถึงร้านอาหารและภัตตาคาร

สมาคมลับในเยาวราช มีมากมายมีชื่อและสัญลักษณ์เฉพาะ มีการประชุมปรึกษาหารือกัน เพื่อป้องกันการยกกำลังเข้าต่อสู้กัน เพื่อแย่งชิงพื้นที่ ทุกคนจะทำตาม ที่ เถ้าแก่และตั้วเฮีย มีคำพิพากษา ใครไม่ทำตามถือว่าเป็นพวกนอกคอกนอกจากจะไม่มีใครเอาด้วยแล้วยังอยู่ได้ลำบาก ส่วนใหญ่หัวหน้าสำนักจะถูกสังหารในที่สุด

การกวาดล้างอั้งยี่ ใหญ่เกิดขึ้นในแผ่นดินยุคของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โดยทรงโปรดเกล้าให้กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์เจ้า กรมนครบาลเป็นผู้อำนวยการปราบปราม ใช้กำลังทหารและตำรวจ สนธิกำลังกันเพื่อกวาดล้าง โดยใช้รถรางเป็นรถขนส่งทหารตำรวจไปกวาดล้างและบรรทุกบรรดาหัวหน้าอั้งยี่ และสมุนที่ถูกจับเป็นไปส่งกรมนครบาล เพื่อขังรอสอบสวนและฟ้องศาล ครั้งนั้นหัวหน้าสมาคมลับหลายคนเผ่นไปตั้งหลักที่ซัวเถา พอเรื่องเงียบจึงนั่งสำเภากลับมาใหม่อีกครา

ทุกครั้งที่ไพฑูรย์เล่าถึง เรื่องความหลังในเยาวราช มักมีดวงตาที่เศร้า เมื่อเอ่ยถึงแม่ดอกเหมยที่รัก ที่ไพฑูรย์บอกว่ารักสุดหัวใจ ชีวิต พร้อมสละชีวิตเพื่อปกป้องเธอไว้จนลมหายใจสุดท้าย จนที่สุดแม่ดอกเหมยก็สละร่างกายบูชาความภักดีที่ไพฑูรย์เอาชีวิต และเลือดเนื้อเข้าปกป้องเธอไว้ หลายต่อหลายครั้ง โดยที่บุคคลภายนอกมิได้ระแคะระคายอยากจะไปเยี่ยมหลุมฝังศพของเธอแต่การไปเมืองจีนนั้นสุดลำบากจนแล้วจนรอดจึงได้แต่คิดเท่านั้น

ไพฑูรย์ได้เล่าถึงการถูกหมายหัวจากอั้งยี่ด้วยกัน 2 คณะที่ร่วมมือกันเด็ดชีวิต คือคณะป้ายโลหิต (ฮ้วย เทียบ) กับคณะมังกรน้อย (เสี่ยว หลัง) เพราะหากไม่มีไพฑูรย์ ผู้คุมกฎ และเป็นองครักษ์แม่ดอกเหมยที่รักเสียคนหนึ่ง จะสามารถกลืนคณะอั้งยี่ของแม่ดอกเหมยที่รักได้อย่างง่ายดาย ด้วยฝีไม้ลายมือที่ไพฑูรย์ล้มนักรบจากคณะต่างๆลงได้ในการประลองทำให้นักรบของแต่ละสมาคมรับไม่กล้ามาประลอง

ลิ้ม ปัก กับเซียะ เหวิน คนแรก เป็นคนของคณะป้ายโลหิต ส่วนอีกคนเป็นคนของคณะเสี่ยวหลัง เป็นคนมาจากเซี่ยงไฮ้ด้วยกันและได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

ลิ้ม ปักชำนาญด้านมีดบิน เซียะ เหวิน ชำนาญมีดที่สันมีห่วง 5 ห่วง ไพฑูรย์เล่าว่า แม่ดอกเหมยที่รักได้ เตือนล่วงหน้า ว่าให้ไพฑูรย์ระวังตัวด้วย ได้ข่าวในทางลับว่าจะมีผู้ตามเก็บไพฑูรย์ เพื่อจะกลืนสมาคมลับของแม่ดอกเหมยที่รักแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นคณะใดจะลงมือเท่านั้น

ไพฑูรย์ปลอบใจแม่ดอกเหมยที่รัก ว่าอย่ากังวลไปเลยหากคนเราถึงที่ตายแล้วอย่างไรก็ไม่รอด แต่ถ้ายังไม่ถึงที่ตาย และก็ทำอย่างไรก็ไม่ตายเป็นเด็ดขาด แม่ดอกเหมยที่รักจึงค่อยเบาใจลงไปได้

ไพฑูรย์ระมัดระวังตัวมากขึ้นไปไหนก็ติดมีดหมอหลวงพ่อเดิมไปด้วยเพื่อความไม่ประมาทแม่ดอกเหมยที่รักเรียกไพฑูรย์มาปรึกษาว่าบ่อนในเขตคุ้มครอง ไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครองให้ไพฑูรย์ไปลองสอบถามดู ไพฑูรย์จึงไปที่บ่อนดังกล่าวเพื่อสอบถาม

เจ้าของบ่อนที่เป็นลูกชาย ได้บอกกับไพฑูรย์ว่าเตี่ย วางมือ ให้มาดูแลแทน จะไม่จ่ายค่าคุ้มครองอีกต่อไป ไพฑูรย์พยายามใช้น้ำเย็นเข้าเจรจา แต่ทางลูกชายเจ้าของบ่อนกลับทำกำแหง ไพฑูรย์จึงจะใช้อำนาจ

แต่ทันใดแขกที่นั่งเล่นถั่วอยู่ ก็ลุกขึ้นซัด มีดสั้นเข้าใส่ แม้ไพฑูรย์จะหลบอันแรกได้ แต่อันที่ 2 และ 3 ที่วิ่งติดกันมานั้น หลบไม่ทันเล่ม 1 เข้าตรงคอหอย อีกเล่มหนึ่งเท่าราวนมซ้าย เป็นจุดตาย 2 จุด แต่อำนาจแห่งมีดหมอหลวงพ่อเดิม ปกปักรักษาชีวิตเอาไว้ มีดจึงกระเด้งหล่นลงที่พื้น

ไพฑูรย์ คว้าเก้าอี้ไม้ตันๆขึ้นมา เหวี่ยงใส่เจ้าของมีดที่กำลังจะซัดมีดชุดสอง โดนเข้าที่หน้าอกอย่างจัง ร้องไอ้หย่าไพฑูรย์ถีบตามเข้าให้เป็นก๊อกสองถูกที่ยอดอกเจ้าของมีดกระเด็นไปนอนจุกอยู่กับพื้น ลูกชายเจ้าของบ่อนหลบเข้าไปหลังบ่อน

เจ้าของมีดลุกขึ้นตั้งหลักไพฑูรย์เข้าประชิดไม่ยอมทิ้งระยะให้ซัดมีดได้แถมยังใช้มีดหมอหลวงพ่อเดิมขนาดควาญช้างเข้ารุกไล่เจ้าของมีดจึงหนีไป ไพฑูรย์ไปแจ้งให้แม่ดอกเหมยที่รักฟังว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ดอกเหมยที่รักเอามือทาบอก

” เฮียเปีย ลื้อ โดนมีดบินของอาลิ้ม ปัก คนๆนี้ สังกัดคณะป้ายโลหิต โชคดีเฮียเปีย รอดมาได้คราวหน้าอย่าประมาทอย่างนี้อีก อั๊วจะไป ร้องเรียนกับเถ้าแก่ให้ดูแล”

ผลการเจรจาทางคณะป้ายโลหิต ได้แจ้งว่าลูกชายเจ้าของบ่อน สมัครใจมาขอความคุ้มครองจากคณะเองมิได้เข้าไปล้ำแดน ซึ่งหากเป็นเช่นที่ว่า ไม่ถือว่าเป็นการรุกแดนแต่เป็นเรื่องของผู้ที่อยู่ใต้การคุ้มครองจะเห็นดีเห็นงาม แม่ดอกเหมยที่รักกลับมาด้วยความผิดหวัง ที่เรื่องจบลงแบบที่ไม่พึงปรารถนา

ไพฑูรย์บอกให้ แม่ดอกเหมยที่รัก ทำใจให้สบายปล่อยให้ไพฑูรย์จัดการเองไพฑูรย์ไปเล่นงาน เถ้าเเก่จิ้น เจ้าของโรงยาฝิ่น ในเขตปกครองของคณะป้ายโลหิต บีบให้เถ้าแก่จิ้น ยอมรับคณะของแม่ดอกเหมยที่รัก เรื่องไปถึงเถ้าแก่ผลออกมาเป็นว่า คณะแม่ดอกเหมยที่รักเป็นฝ่ายถูก เพราะเถ้าแก่จิ้นต้องการย้ายฝ่ายคุ้มครอง

โดนแบบนี้เข้าคณะป้ายโลหิตทนไม่ไหว ต้องออกโรง เกิดปะทะกับกำลังที่ไพฑูรย์เป็นผู้นำ คณะป้ายโลหิตบาดเจ็บล้มตาย พากันหนีไป คณะป้ายโลหิต ส่งจดหมายท้ารบมายังแม่ดอกเหมยที่รัก ไพฑูรย์เป็นผู้รับมือ สถานที่ประลอง คือลานหน้าโกดังใหญ่ ท่าน้ำราชวงศ์เวลา21.00 น. โดยมีเถ้าแก่เป็นประมุข ประลองครั้งนี้มีสาระสำคัญว่าใครชนะได้ทั้งบ่อนและโรงยาโดยเป็นไปตามกฏของอั้งยี่ที่ฝ่าฝืนไม่ได้

เมื่อถึงเวลาประลอง ไพฑูรย์ไปในชุดท่อนบนเปลือยสวมกางเกงแบบจีนมัดปลายขาด้วยเชือก ในมือมีกระบี่ประจำตัว แม่ดอกเหมยที่รักติดมือมาด้วย

ไพฑูรย์บอกว่า กระบี่มีสีเขียวปีกแมลงทับ ตีด้วยเหล็กกล้าคมจนตัดตะปู 4 นิ้วขาดกระจุย มีคม 2 ข้าง ไม่มีร่องเลือด แทงเข้าไปแล้วจะติดคา เลือดตกใน ชักออกจะไม่มีเลือดไหลออกมา แผลปิดสนิทเลือดตกในทั้งหมด

ลิ้ม ปัก ท่อนบนเปลือยเปล่า มีซองมีดบินคาดไว้ที่เอวจำนวน 10 เล่ม ในมือถือ 3 ง่ามด้ามสั้นมาด้วย นั่นหมายถึงว่า ไพฑูรย์จะต้องสู้กับสามง่ามและมีดบินไปพร้อมกันทำเอาแม่ดอกเหมยที่รักนั่งไม่ติดเก้าอี้ เถ้าแก่ถามความสมัครใจในการต่อสู้ ลิ้ม ปัก แสยะปากบอกว่า “ถึงตาย” ไพฑูรย์พยักหน้ารับรู้ การต่อสู้จึงเริ่มขึ้น

ไพฑูรย์รู้ดีว่าการต่อสู้คราวนี้ประมาทไม่ได้เพราะมีดบินจะมาเมื่อใดแล้วแต่โอกาสที่ผู้ซัดจะโจมตีข้อควรระวังคืออย่าให้เจ้าของมีดบิน ออกห่างจนได้ระยะซัดมีดใส่ สามง่ามกับกระบี่กระทบกันดัง แกร๊ง กร๊าง มีประกายไฟแลบจากการกระทบกันของเหล็กกล้า

ไพฑูรย์ แทงตรงเมื่อเห็นจุดโหว่ แต่ลิ้ม ปัก ใช้สามง่ามรับกระบี่ลอดช่องเข้าไป แต่ไม่ทันถึงหน้าอกลิ้ม ปัก ก็ถูกลิ้ม ปัก บิดกระบี่ให้เบนออกทำให้ไพฑูรย์ต้องดึงกระบี่กลับ ลิ้ม ปัก ตีลังกากลับหลังไป 3 ครั้ง ไพฑูรย์ สืบเท้าตามเพื่อไม่ให้ทิ้งระยะพอที่ลิ้ม ปัก จะซัด มีดได้ถนัด แต่ช้าไป ในขณะตีลังกาครั้งที่ 3ลิ้ม ปัก ซัดมีดบินขณะลอยตัว อยู่ในอากาศไพฑูรย์มองเห็น แต่รับไม่ทันจึงถอยหลัง มีดพุ่งเข้าที่ท้องน้อย แต่ด้วยอำนาจแห่งว่านที่ไพฑูรย์เคี้ยวกินมาก่อนจะประลอง ทำให้มีดบินกระเด้งออกมาตกอยู่กับพื้นดังเกร๊ง

เสียงลิ่วล้อคณะป้ายโลหิต ส่งเสียงเชียร์ดังสนั่น ฝ่ายแม่ดอกเหมยที่รักเงียบกริบ ไพฑูรย์ใช้ปลายเท้าเตะมีดบินกระเด็นหายไปลิ้ม ปัก แหกปากร้องว้าก ควงสามง่ามบุกเข้าโจมตี เสียงสามง่ามกับกระบี่ กระทบกันดังถี่ยิบ
(ติดตามต่อตอนหน้าครับ)

(หากแฟนเพจท่านใดมีเรื่องราวของอาจารย์ไพฑุรย์นอกเหนือจากที่ทางเพจเคยลงไว้หากมีจิตศรัทธาต้องการจะเผยแพร่ความรู้ไว้เป็นวิทยาทานก็สามารถinboxเข้ามาทางเพจได้นะครับ )

ใส่ความเห็น