◎สิงโตหินทวงแค้นไอ้แฟ้มหน้าบาก◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎สิงโตหินทวงแค้นไอ้แฟ้มหน้าบาก◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์เน้นว่าสิ่งที่เกลียดที่สุด ในชีวิต คือเพื่อนทรยศ เพราะเพื่อน คือผู้ที่เราไว้เนื้อเชื่อใจ ว่าเป็นเพื่อนแท้ ที่ฝากผีฝากไข้ หลายคน ฝากแม้กระทั่ง ลูกเมีย เมื่อต้องคำพิพากษา ให้จำคุก เพราะมั่นใจว่าลูกเมีย คงจะไม่ลำบาก หรือลำบาก ก็คงจะไม่มาก แต่แล้ว หลายรายกลับทรยศเพื่อนข่มขืนเมียเพื่อนที่ไม่มีทางสู้

นักโทษชายในบางขวาง ส่วนหนึ่งติดคุก เพราะล้างชีวิตเพื่อนชั่วที่มันทรยศ แม้ศาลจะเห็นใจแต่การฆ่าคนตาย เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ท่านจึงต้องลงโทษ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โทษประหารท่านก็เมตตาลดหย่อนให้เป็นตลอดชีวิต ส่วนตลอดชีวิตท่านก็ลดหย่อนให้เหลือ 20 ปี อย่างนี้เป็นต้นเพราะผู้พิพากษาท่าน เป็นตราชูที่เที่ยงธรรมใครผิดท่านก็ว่ากันไปตามผิด อีกอย่างหนึ่งท่าน ทำงานในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านจึงต้องระมัดระวัง และสังวรในหน้าที่ของท่าน เพราะก่อนที่ท่านจะเข้ารับตำแหน่งจักต้องเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์และรับพระราชทานพระบรมราโชวาท จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในฐานะที่ ไพฑูรย์เป็นอดีตนายทหารกรมพระธรรมนูญ ทหารมาก่อน จึงเคารพศาล แต่หลายหน ด้วยอารมณ์ร้อน และการต้องเป็นทนายให้ตัวเอง ต่อสู้กับอัยการและตำรวจที่ทำ สำนวนฟ้องที่ไพฑูรย์เห็นว่าไม่เป็นธรรมบางครั้งก็เห็นว่าศาลไม่รับฟังคำทักท้วงของตนเอง ที่ขอให้ศาลสั่งให้อัยการ ยุติการซักแบบชี้นำ พยาน แต่ ศาลไม่เห็นด้วยจึงให้ซักต่อไป หลายหนเข้า ไพฑูรย์จึงแสดงกิริยาไม่ สุภาพต่อศาล จนที่สุดต้องถูกจองจำ 5 สถานมาศาลในเวลาต่อมา

หลายครั้งที่ไพฑูรย์ต้องถูกตีตรวนเป็นระยะเวลานานๆจนเมื่อถอดตรวนออกตุ้มถ่วงที่เวลาเดินไปไหน ที่ต้องอุ้มเอาไว้เพราะ เดินลากไม่ไหวด้วยตรวนที่ตีไว้จะกัดเนื้อที่ข้อเท้าเป็นแผลทนทุกข์ทรมานมากเป็นที่สุดไพฑูรย์บอกว่าเหมือนลูกเป็ดหัดเดินๆไปก้าวสองก้าวก็ เซล้มต้องพยายามปรับตัวกว่าจะเดินเป็นปกติอย่างนี้แหละที่ไพฑูรย์คิดแหกคุกอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าขังได้ขังไปมีจังหวะเมื่อใดก็กูจะขอแหกออกไป

พนัสนิคม หรือเมืองพระรถในเรื่องพระรถเมรี สมัยกระโน้นมีเป็นป่าเป็นเขา มีการบุกล้างถางป่า เอามาทำเป็นไร่ปลูกอ้อยปลูกมันสำปะหลัง แต่คนงานตอนนั้นหายาก จึงต้องเอารถไปหลอกผู้คนตามต่างจังหวัดเอาไปเป็นคนงานในไร่โดยล่อลวงว่าจะให้ค่าแรงแพงและสวัสดิการดีๆ กรรมกรส่วนใหญ่เป็นชาวอีสานหลงเชื่อ

พอมาถึงไร่จึงพบว่าถูกหลอกเพราะมันคือค่ายนรกโดยแท้ โดยมีหลงจู๊กับสมุนจอมโหดคอยควบคุมดูแลให้ทำงานหนัก ค่าตอบแทนก็ไม่ได้ตามที่ตกลงทำงานแต่เช้าจนค่ำ กินอาหารที่ไร้รสชาติแบบว่ากินกันตายมีผู้หลบหนีออกไปยังมีลมหายใจแต่เวลากลับมากลับกลายเป็นร่างไร้วิญญาณเอามาให้คนงานที่อยู่ในค่ายนรกได้ดูไว้เป็นตัวอย่าง โดยหลงจู๊บอกว่าใครหลบหนีตายสถานเดียว

กองปราบบุกทลายค่ายนรกเป็นระยะๆหลงจู๊กับสมุนไม่ถูกจับก็สู้จนตัวตายคาปืนสมศักดิ์ศรี ของ เสือร้ายแห่งพนัสนิคม

พนัสนิคม เคยเป็นดินแดนของชาวทวารวดี ก่อนเช่นเดียวกับคูบัว จังหวัดราชบุรี มีการขุดพบรูปหล่อสำริดสมัยทวารวดี เป็นเทพเจ้าประทับยืนบนนกแสกที่ตามตำนานเมืองระบุว่าคือ “พระพนัสบดี”

นักโทษชายวินัยได้ข่าว ว่าน้องชายที่ เป็นกำลังหลักของครอบครัวไปทำงาน ที่พนัสนิคม แล้วขาดการติดต่อกับทางบ้าน ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรวันหนึ่งเขามาหาสิงโตหินปรารภว่า

” หากอาจารย์ ได้มีโอกาสออกไปนอกบางขวางขอแรงให้ช่วยไปพนัสนิคมตามหาน้องชายของผมด้วยเขาชื่อสมจิตร”

ไพฑูรย์ รับปาก แต่บอกกับ นักโทษชายวินัยว่า ไม่รู้ว่าจะได้ออกไปหรือไม่ เพราะโทษที่ได้รับ นอกจากจะแหกคุกแล้วไม่มีทางอื่น ดังนั้น เมื่อแหกคุกออกไปได้ ไพฑูรย์จึงหนีขึ้นไปทางชายทะเลฝั่งตะวันออกอันได้แก่ชลบุรี ศรีราชา สัตหีบ ระยอง จันทบุรี และตราด โดยจะข้ามพรมแดนเขมรเพื่อหลบหนีเงื้อมมือตำรวจทาง จ.ตราด ก่อนไปได้แวะไปพนัสนิคมเพื่อตามหาน้องชายนักโทษชายวินัยที่ชื่อสมจิตร อาศัยว่าญาติของเจ้าอำไพ เป็นเจ้าของไร่อ้อยและไร่มันสำปะหลังที่มีคนงานถูกกฎหมายมากเป็นที่เกรงใจของบรรดาหลงจู๊ทั้งหลายเป็นยิ่งนัก

เมื่อไปพบกับนายประคอง ฉายา “คนจริง” เขาผู้นี้แหละที่ล้มหลงจู๊เต็งในการดวลปืนเพื่อตัดสินเรื่องรุกที่ดิน เจ้าอำไพ มักเล่าเรื่องนี้ให้ไพฑูรย์ฟังอยู่เป็นประจำ นายประคองให้การต้อนรับไพฑูรย์เป็นอย่างดี เพราะนายประคองไม่มีลูกมีเมีย มีเจ้าอำไพเป็นหลานคนเดียว ในโลกนี้จึงรักมาก ส่งเสียให้เรียน แต่เจ้าอำไพกลับไม่เอาถ่านจนกลายเป็นนักเลงในสังกัดของพี่เสงี่ยมและเป็นหนึ่งในสามทหารเสือที่ไพฑูรย์บอกว่าตายแทนกันได้

ไพฑูรย์แจ้งเรื่องให้นายประคองฟังนายประคองรับปากว่าจะส่งคนไปดูให้ 3 วันต่อมานายประคองจึงแจ้งให้ไพฑูรย์รู้ว่า

” คนชื่อสมจิตรตายไปแล้วถูกไอ้แฟ้มหน้าบากมือปืนประจำตัวหลงจู๊ห่งยิงตายขณะหลบหนีออกจากค่ายนรกของหลงจู๊ห่ง ศพถูกฝังในไร่อ้อยอันเป็นบริเวณที่เอาไว้สำหรับฝังศพพวกกรรมกรไม่ว่าจะป่วยตายหรือถูกฆ่าตาย หลงจู๊ห่ง มีฉายาว่า”โอว เล้ง” หรือมังกรดำ เป็นเช่นนั้นก็เพราะแม้เป็นคนจีนแต่กลับมีผิวดำแดงที่เรียกกันว่า “ดึ่ง หนั่ง โอว” (เจ๊กดำ) เป็นเจ้าพ่อคนเดียว ไม่เข้าร่วมกับบรรดาหลงจู๊ด้วยกันที่เข้ามาพูดคุยปรึกษาหารือกันไม่มานั่งทะเลาะเบาะแว้งกัน หลงจู๊ห่งเคยประกาศว่า

” กู เป็นเสือ ไม่ขอเนื้อใครกิน เนื้อเสือด้วยกันกูไม่กินยกเว้นมันจะกลายเป็นหมา”

สมุน ของหลงจู๊ห่ง แต่ละคน เป็นเดนคนที่เรียกกันว่าพวกกเฬวราก นึกอยากทำอะไรก็ทำลูกเขาเมียใครหากพอใจก็ฉุดคร่ามาทำเมียไม่พอใจใครก็ฆ่าทิ้งโดยเฉพาะไอ้แฟ้มหน้าบาก ที่หน้าบาก เพราะไปข่มขืน เมียชาวไร่มันสำปะหลัง ผัวกลับมาเห็นพอดีจึงเอา มีดพร้าฟันจนหน้าเหวอะ แล้วพาลูกเมียย้าย หนีไปไหนก็ไม่รู้ ไอ้แฟ้ม รอดมาได้เลยมา อาศัย บารมี หลงจู๊ห่ง โดยการแนะนำ ของนายแจ้งพนัสนิคม บอดี้การ์ดของหลงจู๊โดยไม่คิดว่าตนเองกอดงูเห่าเอาไว้ วันดีคืนดี ไอ้แฟ้ม ก็หลอกไปกินเหล้า นั่งยาง แจ้ง พนัสนิคมกลายเป็นขี้เถ้า จากนั้นก็ขึ้นแป้นแทน

ไพฑูรย์ได้ฟังเช่นนั้นจึงบอกกับนายประคองว่า

“อาประคอง เรื่องนี้ผมขอจัดการเอง ขอที่ซุกหัวนอนจนกว่าจะทำงานเสร็จก็พอ”

“เรื่องเล็ก หากต้องการกำลังคนไปบอกน้าหลิมแกจะจัดการให้ตามที่ต้องการเพราะอาไม่ค่อยได้อยู่บ้าน”

น้าหลิมแนะนำไพฑูรย์ว่าหากต้องการเจอตัวไอ้แฟ้มหน้าบากให้ไปที่ตัว อ.พนัสนิคม ทุกวันศุกร์ไอ้แฟ้มจะไปเที่ยวซ่องยายยิ้วแล้วไปกินเหล้าเมาโต้รุ่งที่บาร์มหาผินอันเป็นที่รวมของบรรดาสมุนหลงจู๊ ไอ้แฟ้มมีรอยบากที่แก้มขวาเลยมาถึงปาก รอยเย็บทำให้ปากด้านขวาถูกดึงขึ้นข้างบนเหมือนคนปากเบี้ยว พกปืนสองกระบอก ด้านหลังที่เอวอีกหนึ่งกระบอกคาดไว้ที่หน้าอกที่นับว่าเก่งก็คือยิงปืนได้ทั้งมือซ้ายและมือขวาแม่นพอกัน

ไพฑูรย์ไปนั่งดื่มเหล้าในมุมสงบในบาร์มหาผินรอเวลาทีไอ้แฟ้มหน้าบากจะเข้ามาสามทุ่มกว่าเสียงคนที่หน้าบาร์แตกตื่น ร่างของขี้เมารายหนึ่งถลาหัวซุนเข้ามานอนกลิ้งอยู่ที่พื้น ร่างของชายวัยกลางคนตัวบึ้กไว้หนวดเขี้ยวแบบโบราณเดินตามเข้ามา

“ไอ้เอี้ย เอ้ๆ แอ่นๆ ขวางตีนอยู่ได้ กูไอ้แฟ้มไม่ชอบให้ใครมาขวางตีนกู วันนี้แค่สั่งสอนรีบคลานออกไปเลยไอ้เวร”

หันมากวาดสายตาไปทั่วร้านก่อนจะสำรากออกมาว่า

“ใครแน่โผล่หน้าออกมาเจอกับกูหน่อยเหอะน่า นะๆกำลังอยากฆ่าคนอยู่พอดีเชียว”

มหาผินออกมาจากด้านหลังบาร์เหล้ายกมือไหว้ไอ้แฟ้มขอร้องให้ไปนั่งอย่าทำให้ลูกค้าหนีนั่นแหละจึงสงบไอ้แฟ้มเดินผ่านมาทางที่ไพฑูรย์นั่งดื่มเหล้าอยู่ ไพฑูรย์ว่าตั้งใจเอาขาขวางไอ้แฟ้มหน้าบากจนสะดุดหัวคะมำลงไปวัดพื้น ในขณะเดียวกันก็ภาวนาคาถาคัดของเขา พอไอ้แฟ้มลุกขึ้นมาชี้หน้าขวดเหล้าในมือก็ประเคนโป๊ะลงไปบนกระหม่อมของไอ้แฟ้ม ขวดแตก ไอ้แฟ้มยืนงงตาเหล่เลือดย้อยลงมาจากกระหม่อมหยาดลงบนพื้นบาร์

“มึงอย่าอยู่เลย”

ไอ้แฟ้มกระตุกปืนที่เอวด้านหลังออกมาในจังหวะเดียวกับที่ไพฑูรย์ก็กระชากปืนคู่มือออกมาเสียงปืนดังไล่เลี่ยกันไพฑูรย์รายคาถาคัดของเขาก่อนกระดิกไก

“นามะรูเปิด นามะรูปัง”

กระสุนสามนัดของไพฑูรย์เข้าที่ใต้ท้องน้อยของไอ้แฟ้มต่ำลงมาประมาณสามนิ้วตรงนั้นเป็นที่ตั้งของไต กระเพาะปัสสาวะ เมื่อลูกกระสุนทะลวงเข้าไปจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า”ช็อกน้ำ” ลงไปนอนเจ็บปวดทรมานยิ่งนัก ลูกปืนของไอ้แฟ้มถูกหน้าอกด้านซ้ายของไพฑูรย์แต่ไม่เข้า ไอ้แฟ้มร้องบอกไพฑูรย์ที่เดินผ่านออกไปด้วยเสียงอันแหบโหย

“ยิงซ้ำให้กูตายทีเดียว อย่าให้กูทรมาน”

“กูไม่ทำ กูเพียงให้มึงจำชื่อหนึ่งไว้ให้แม่น สมจิตรคนงานหนีค่ายนรกที่มึงยิงทิ้งเอาศพไปฝันในไร่อ้อย กูเป็นญาติของมัน มาทวงหนี้จากมึงต่อไปเป็นเรื่องของมึงหากไม่ตายน้องหนูของมึงก็ใช้งานไม่ได้อีกต่อไปกระเพาะเยี่ยวมึงแตกหมอต้องเจาะใส่ท่อออกมาฉี่ด้านนอกคนอย่างมึงครูบาอาจารย์ไม่รักษาหรอก”

ไพฑูรย์เดินออกมาจากบาร์มหาผิน หูได้ยินเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่งแล้วทุกอย่างก็เงียบสงบ

รุ่งขึ้นตอนบ่ายก็มีคนพูดต่อกันมาว่า

” ไอ้แฟ้มหน้าบาก องครักษ์หลงจู๊ห่ง อมปากกระบอกปืนทะลวงหัวตัวเองตายเพราะโดนมือปืนไม่รู้สังกัดยิงใส่ห้องเครื่องจนแตกเละโดยไม่มีโอกาสได้ต่อสู้”

ไพฑูรย์ไปกราบลาอาประคองเพื่อขึ้นไปตราด อาประคองให้คนรถนำรถไปส่งไพฑูรย์ที่ชายแดนประเทศไทยและกัมพูชาก่อนเดินทางกลับพนัสนิคมต่อไป

(หากแฟนเพจท่านใดมีเรื่องราวของอาจารย์ไพฑุรย์นอกเหนือจากที่ทางเพจเคยลงไว้หากมีจิตศรัทธาต้องการจะเผยแพร่ความรู้ไว้เป็นวิทยาทานก็สามารถinboxเข้ามาทางเพจได้นะครับ )

ใส่ความเห็น