◎อำนาจฤทธิ์สาลิกาลิ้นทอง◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎อำนาจฤทธิ์สาลิกาลิ้นทอง◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์เท่าที่ผมรู้จักเมื่อผมเป็น บ.ก. นิตยสารพระเครื่องประยุกต์นั้นไม่ดื่มสุราไม่เคยได้กลิ่นเหล้าแม้แต่ครั้งเดียว ผมเคยจะเลี้ยงสุราอาหารแต่ไพฑูรย์บอกผมว่าเลิกตั้งแต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในปี พ.ศ.2500 ได้อุปสมบทจึงอธิษฐานจิตเลิกดื่มสุรา เพราะเมื่อเป็นนายทหารพระธรรมนูญก็ดื่ม เป็นนักโทษชายก็ยังดื่ม แหกคุกมาก็ดื่ม จึงเลิกขาดเมื่อบวชพระหลังออกจากคุก

นักเลงโบราณเมื่อจะมีเรื่องหรือยกพวกตีกันจะไม่ดื่มสุราเพราะถือว่าคนจะมีเรื่องแล้วไปนั่งก๊งสุราท่านว่ามันเป็นการย้อมใจให้กล้า มิได้กล้าจริงแต่อย่างใด

ไพฑูรย์ร่ายบทออกแขกอย่างอารมณ์ดี ผู้เขียนยังจำได้ดีจนทุกวันนี้ ความว่า

“สุรานั้นแปลว่าเหล้า กินแล้วเมาถึงเดินโซเซ สุรานั้นแปลว่าเหล้า กินแล้วเมาหน้าตาเหยเก ฮัลเลวังกา พระเอกเขามาเสมอพลัน”

ไพฑูรย์บอกว่าไทยเราเอาต้นแบบลิเกมาจากมลายู ที่เรียกกันว่า “ลิเกฮูลู”เป็นการร้องกลอนสดด้วยภาษายาวี เมื่อเอามาแล้วก่อนการแสดงจึงต้องมีการออกแขกเพื่อเป็นการคารวะผู้เป็นเจ้าของตำรับ เช่นเดียวกับกลองยาวที่เป็นของพม่าใช้ตีนำทัพเดินนำหน้าและเล่นสนุกกันในระหว่างพัก พอเรารับเอามาเลยต้องโพกหัวเพื่อเป็นการคารวะเจ้าของตำรับ

ลิเกสมัยก่อนมีไม่กี่วิก ที่ดังที่สุดคือ “คณะหอมหวน”ที่เปิดวิกอยู่ที่ตลาดยอดบางลำพู ทำไมต้องตลาด เพราะตลาดคือที่รวมของพ่อค้าแม่ค้า พอปิดแผงหากไม่เล่นไพ่ตองก็ไพ่ป๊อก ไม่อย่างนั้นก็ดูลิเก ลิเกสมัยนั้นเล่นไสยศาสตร์ตั้งแต่การเสกกลองที่เรียกว่า “ตะโพน” ว่ากันว่าเสกแล้วเวลาตีเสียงตะโพนดังไปถึงไหนคนได้ยินหากอยู่บ้านอกมันจะแตก ต้องเดินทางมาซื้อตั๋วชมกันตามกันสะดวก

เสกสาลิกาลิ้นทองให้เกิดเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม สาลิกาลิ้นทองมักลงบนปลายลิ้น หรือที่ฟันซี่หน้าสุดด้านหน้าบนสองซี่ ด้านล่างสองซี่ เวลายิ้มให้พ่อยกแม่ยกจะได้ไหลหลง แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่นได้สาวแก่แม่ม่ายแล้วต้องเลี้ยงดูเขาให้ดี จะได้เขาเพียงชั่วแล่นไม่ได้ ตายโหงเพราะผิดคำสาบานมาหลายรายแล้ว

สำหรับไพฑูรย์เคยโดนมาแล้วเมื่อได้ใจแม่ค้าสาวแต่ร่วมเพศไม่ได้ มันปวดหัวมัวตาเหมือนมีอะไรมาบีบหัว นอนด้วยกันก็ฝันเห็นแต่กระทะเหล็กลอยมาครอบหัว พยายามคัดของเขาเท่าใดก็ไม่สำเร็จ จึงถามสาวเจ้าตรงๆว่ามีดีอะไรหรือ สาวเจ้าบอกว่า

“มีสาลิกาที่หลวงพ่อจงลงฟันซี่หน้าบนสองล่างสองมาแต่เด็กใครทำอะไรไม่ได้”

ไพฑูรย์จึงต้องยุติความสัมพันธ์กับแม่ค้าคนสวย ด้วยเกรงสาลิกาลิ้นทองของหลวงพ่อจงที่ลงอักขระสองตัวคือ “พุทโธ-โธพุท” นั่นเอง เพราะไพฑูรย์เป็นอาชญากรกำลังหนีเงื้อมือกฎหมาย มิใช่คนดีที่จะร่วมชีวิตกับแม่ค้าสาวได้สาลิกาจึงสำแดงฤทธิ์ดังกล่าว

ลิเกย่อมมีพระเอกและนางเอกเป็นธรรมดา สตรีที่เป็นแฟนลิเกมักหลงเสน่ห์พระเอกลิเกเพราะมีสาลิกา และนะหน้าทองที่ทำให้มองเห็นว่ารูปหล่อเหมือนเทพบุตร ส่วนบุรุษมักหลงเสน่ห์นางเอกดุจเดียวกัน สตรีที่หลงพระเอกลิเกเรียกว่า “แม่ยก” บุรุษที่หลงนางเอกลิเกเรียกว่า “พ่อยก” ทั้งพ่อยกและแม่ยกหน้าสงสารตรงที่ว่า มีเงินมีทองก็เอามากองให้พระเอกกับนางเอกลิเก เพื่อจะได้ใกล้ชิดสนิทสนมนอกเวทีการแสดง แต่เปล่าทั้งนั้นเพราะถูกหลอกจนหมดเนื้อหมดตัวตามๆกัน

คณะหอมหวนมีนางเอกลิเกชื่อศรีนวล เป็นนางเอกที่ไม่ได้แต่งงานมีสามี เป็นนางเอกสาวโสด หน้าตาสะสวยทั้งในเวลาแต่งหน้าและมิได้แต่งหน้า เรียกว่าถอดเครื่องสำอางออกเป็นหน้าแท้ๆ ก็ยังสวย มีพ่อยกมาติดพันกันหลายราย แต่ศรีนวลได้แต่สนิทสนมด้วยเพื่อหลอกเอาเงิน เอาของกำนัล มิได้รักแรงแข็งขอบเพราะพ่อยกที่มาติดนั้นล้วนมีภรรยาทั้งนั้น บางคนเป็นคนธรรมดา บางคนเป็นเจ้าพ่ออันธพาล พวกหลังนี่มักก่อเรื่องเป็นประจำ

ลิเกคณะหอมหวนเป็นศิษย์แหวนขาว เนื่องจากเป็นนักแสดงมิใช่อันธพาลหรือพวกชอบใช้กำลัง แหวนขาวลงอักขระจึงเป็นเครื่องรางป้องกันตัวของพวกลิเกและปี่พาทย์ลาดตะโพน ไปจนถึงพระเอกนางเอกดังที่ไพฑูรย์กับพวกได้ล่อพระเอกลิเกที่หลอกแฟนลิเกไปขายซ่องมาสังหารในเขตนางเลิ้งดังที่เคยได้เขียนมาแล้ว

ศรีนวลมีคนรักเป็นเสมียนห้างอีสต์ เอเชียติก มีเป้าหมายจะแต่งงานกันแล้วเลิกเล่นลิเกไปเป็นแม่บ้าน ทางบ้านของฝ่ายชายไม่รังเกียจสะใภ้เต้นกินรำกิน เพราะศรีนวลมีอัธยาศัยการวางตัวที่ดี และไม่เหลาะแหละกับบรรดาพ่อยกและแม้แต่พระเอกลิเกศรีนวลก็ไม่เล่นด้วย คงคบกันเป็นเพื่อน และพระเอกก็รักเหมือนน้องสาวจึงคอยปกป้องอันตรายให้

นายเดชเป็นหัวหน้านักเลงอยู่แถบตึกดิน มาติดพันแม่ศรีนวล มาดูลิเกทุกคืนมีข้าวของเครื่องใช้มาฝากเป็นประจำเอาเงินมาคล้องพวงมาลัยเป็นว่าเล่น คนที่มาแข่งขันเป็นพ่อยกล้วนมีอันเป็นไป บ้างก็หัวแตก บ้างก็อ่วมบาทาจากสมุนของนายเดชไม่กล้ามาเทียบรัศมีกับนายเดช ศรีนวลเป็นหลานของเจ้าหม่อมหลวงลออ แม่ของศรีนวลฝากศรีนวลให้เจ้าหม่อมหลวงลออดูแลในกรณีที่ถูกรุกรานโดยพ่อยกที่เป็นอันธพาล

ศรีนวลเคยบอกนายเดชตรงๆ ว่ามีแฟนแล้ว กำลังจะแต่งงานกันแล้วเลิกอาชีพไปเป็นแม่บ้าน แต่นายเดชแกเสนอเงินและบ้านให้กับศรีนวลเพียงเพื่อให้ไปเป็นเมียเก็บ ที่เสมียนอย่างแฟนของศรีนวลไม่มีปัญญาหาให้ได้แต่ศรีนวลปฏิเสธอย่างนิ่มนวลไปกินอาหารกับนายเดชก็เฉพาะกลางวัน ในเวลาวิกาลเธอจะไม่ไป

เวลาไปกินอาหารกับนายเดชจะมีติ๋วนางโกงไปเป็นเพื่อนทุกครั้งเพื่อความไม่ประมาท นายเดชพยายามยื้อศรีนวลแต่ไม่เป็นผล เพราะมัสยาอย่างศรีนวลไม่เคยกินเหยื่อเงินตราของนายเดช ข้าวของที่นายเดชเคยซื้อมาให้ศรีนวลจะรับเฉพาะของเล็กๆน้อยๆของมีค่าศรีนวลปฏิเสธตลอด นายเดชจึงหมดความอดทน วันหนึ่งก็ถึงจุดแตกหัก

“หยิ่งนักนะศรีนวล กับไอ้เสมียนต๊อกต๋อยกับฉันมันเทียบกันไม่ได้ เพียงแต่ฉันมันแก่และมีเมียแล้ว แต่มันไม่สำคัญ เพราะฉันให้เงินและบ้านตามที่เจ้าเสมียนนั่นไม่มีปัญญาให้ เพียงแต่ให้เธอเป็นภรรยาน้อยของฉัน อยากได้อะไรฉันจะประเคนให้ชีวิตนี้ฉันคิดว่าเธอกับเจ้าเสมียนนั่นไม่มีน้ำหน้าหามาได้”

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ แต่ดิฉันแม้จะเต้นกินรำกินแต่ทางบ้านก็สอนให้รักนวลสงวนตัว ไม่เห็นแก่ตัว เที่ยวไปแย่งผัวชาวบ้านเขา แต่นี้ต่อไปดิฉันจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับคุณเดชอีก เพราะเคยบอกคุณเดชไปหลายครั้งแล้วว่าดิฉันไม่รับข้อเสนอของคุณเดช ขอบพระคุณสำหรับทุกอย่าง”

“หน็อย เก่งนักเรอะ จะดูน้ำหน้าซิว่าจะรอดจากมือฉันไปได้อย่างไร พูดดีๆไม่รู้เรื่อง คนอย่างนายเดชอยากได้อะไรต้องได้”

แม่ศรีนวลนำเรื่องของนายเดชไปปรึกษาหม่อมหลวงกำมะลอ หม่อมหลวงกำมะลอเห็นว่านายเดชทำเกินไป จึงปรึกษากับไพฑูรย์ว่าจะเอาอย่างไรกับนายเดชดี ไพฑูรย์บอกว่าให้คอยจับตาดูนายเดชให้ดีในระยะ 7 วันต่อไปนี้ ยามวิกาลวิกปิดแล้วให้หม่อมหลงกำมะลอคอยรับส่งศรีนวลให้ดี หม่อมหลวงกำมะลอแย้งว่าคนเดียวน่าจะรับมือไม่ไหวเพราะนายเดชมีลูกน้องอันธพาลฝีมือดีหลายคน ไพฑูรย์จึงออกหน้าอีกแรงหนึ่ง

คืนวันเกิดเหตุ นายเดชเอารถสองคันมาจอดซุ่มอยู่ที่ถนนตรงข้ามกับตลาดยอด ไพฑูรย์กับหม่อมหลวงกำมะลอขับรถมาจอดซุ่มไว้ปากทางออกตลาดยอด ศรีนวลกับติ๋วเดินกลับบ้านที่ตรอกวัดสามพระยาตามที่เคยทำทุกคืนหลังวิกปิด สมุนนายเดชสองคนเข้าประกบฉุดศรีนวลขึ้นรถ ศรีนวลร้องให้คนช่วย ติ๋วนางโกงเข้าขวางถูกตบจนลงไปนั่งจ้ำเบ้ากับพื้น

ไพฑูรย์กับหม่อมหลวงลออปราดเข้าไปรำหมัดเท้าเข่าศอกจนสมุนของนายเดชลงไปคลุกฝุ่น เจ้าหม่อมหลวงกำมะลอพาศรีนวลกับติ๋วไปนั่งรอในรถ เหลือแต่ไพฑูรย์ยืนเผชิญหน้า นายเดชลงจากรถ ในมือถือปืนพกลงมาด้วย ร้องตะโกนว่า

“กูไอ้เดชตึกดิน ใครกล้ามายุ่งวะ”

“กูไอ้เสือไพฑูรย์ จะมาดับรัศมีไอ้พวกเจ้าพ่อรังแกผู้หญิงให้ได้สำนึกเสียบ้าง”

ขณะเดียวกันก็ร่ายพระเวทคัดของเขาอยู่ในใจ เสียงนายเดชสับนกปืนก่อนสามแชะ

ไพฑูรย์ดึงปืนพกจากเอวมาวาดปากกระบอกใส่ร่างนายเดชปากร้องว่า

“กูเสือไพฑูรย์ไม่เคยละชีวิตไอ้ตัวไหนก็ตามที่ยิงกูก่อน”

ทันใดก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นด้านหลัง และรู้สึกจุกเมื่อลูกปืนวิ่งเข้าใส่กลางหลัง ไพฑูรย์หันกลับไปยิงไอ้หมาลอบกัดจนหงายหลังตึง หันมาอีกทีนายเดชวิ่งไปที่รถสตาร์ทเครื่องเตรียมออกรถหนี ไม่ง่ายเหมือนที่คิดไพฑูรย์ปราดเข้าไปรัวกระสุนใส่ร่างนายเดช กระจกแตกกระจุย ไม่ต้องอยู่ ดูผล รีบวิ่งไปที่รถ เจ้าหม่อมหลวงลออจอดรออยู่ขับไปส่งศรีนวลที่ปากซอยวัดสามพระยาจากนั้นจึงกลับซ่องนรก หนังสือพิมพ์ในวันถัดมาอีกหนึ่งวันพาดหัวข่าว

“กระหน่ำยิงเดช ตึกดินพร้อมลูกน้องหน้าวิกลิเกตลาดยอด”

ศรีนวลถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวไปสอบสวน แต่เธอให้การว่ารู้จักกับนายเดชในฐานะศิลปินกับคนดู เข้าใจว่านายเดชจะมาดักฉุดเพราะเคยกล่าวอาฆาตไว้ ส่วนการยิงกันตายเธอไม่ทราบอะไรเลย ไพฑูรย์บอกว่านายเดชตายโหงเพราะประพฤติผิดศีลธรรม ศรีนวลเลิกอาชีพนางเอกลิเกไปเป็นแม่บ้าน ส่วนไพฑูรย์เตลิดหนีต่อไปตามเส้นทางแห่งอาชญากร

*****ช่วงนี้อาจจะได้ลงบ้างไม่ได้ลงบ้างและอาจหยุดลงสักระยะนะครับเนื่องจากติดธุระส่วนตัวเมื่อเสร็จธุระเเล้วจะรีบกลับมาลงเรื่องราวตำนานต่างๆทันทีครับขอบพระคุณแฟนเพจทุกท่านที่ติดตามกันมาโดยตลอดครับ

(หากแฟนเพจท่านใดมีเรื่องราวของอาจารย์ไพฑุรย์นอกเหนือจากที่ทางเพจเคยลงไว้หากมีจิตศรัทธาต้องการจะเผยแพร่ความรู้ไว้เป็นวิทยาทานก็สามารถinboxเข้ามาทางเพจได้นะครับ )

ใส่ความเห็น