◎อำนาจแห่งพระคาถาธนูมือ◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎อำนาจแห่งพระคาถาธนูมือ◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ชีวิตคล้ายความฝันแต่สำหรับไพฑูรย์เขาบอกว่าเหมือนฝันร้าย เพราะเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็จะพบกับเรื่องราวสองอย่าง อย่างแรกเห็นกรงขังในคุกกับพบกับอิสรเสรีที่อยู่ท่ามกลางความเป็นความตายบางครั้งตื่นมากลางดึกด้วยความระแวงเกรงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามมาจู่โจม ปืนกระชับมือมั่น หูฟังความเคลื่อนไหวภายนอก หลายครั้งที่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาจู่โจม ต้องยิงต่อสู้กันกลางดึก ได้ยินคำว่า

“เสือไพฑูรย์ยอมมอบตัวเสียจะได้ไม่เสียเลือดเนื้อ ประกาศจับเป็นหรือตายได้ทั้งนั้น มอบตัวเสียจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา ขืนต่อสู้ก็มีแต่จะบาดเจ็บหรือตายเท่านั้น”

ไพฑูรย์บอกว่า มันน่าขำคนเราลองมีคำนำหน้าว่าเสือ มันก็มีนิสัยเหมือนกับเสือลายพาดกลอนมีเสือตัวไหนที่ยอมให้พรานจับถลกหนังทั้งเป็น เสือลายพาดกลอนถือว่าถ้าอยากได้หนังกูก็เอาชีวิตมาแลกกัน เสือคนรายใดมอบตัวจะถูกเรียกว่า “เสือตัวเมีย” ในชีวิตของเขาไม่เคยมีคำว่ามอบตัว มีแต่แลกกระสุนกัน การสังหารตำรวจถ้าไม่จำเป็นจริงๆจะยิงแค่บาดเจ็บเพราะถือว่าพวกตำรวจชั้นผู้น้อยต้องทำตามคำสั่งจากเบื้องบนผ่านผู้บังคับบัญชา แต่ถ้าเป็นอัศวินหรือมือปราบ พวกนี้ต้องวัดกันหน่อยว่ามีฝีมือหรือไม่

ไพฑูรย์บอกว่า ตำรวจสมัยก่อนนับถือเครื่องรางของขลังเหมือนกัน ปะทะกันกันเคยเจอแบบว่ายิงจนหงายเก๋งแต่กลับไม่เป็นอะไร ร.ต.อ.ยอดยิ่ง ฉายาสิงห์กองปราบเคยปะทะกันมาแล้ว คนนี้แหละเคยได้รับพระนางพญาจากนายควายนักเลงท่าช้างคนแจวเรือจ้างหนังเหนียว ปะทะกันที่ลานเทขณะที่หนีออกจากโรงสีของญาติกัน

ตำรวจคนอื่นหมอบยิง แต่ ร.ต.อ.ยอดยิ่งบุกเดี่ยววิ่งเข้ามาจึงโดนสวนเข้าอย่างจังในระยะห่างลูกปืนแคล้วคลาด หาที่กำบังใหม่ ก็เลยโดน ร.ต.อ.ยอดยิ่ง สวนเข้าที่กลางอก ไพฑูรย์ผงะหงายเหมือนกัน แต่สติดีกลิ้งตัวหลบเข้าพง

อาศัยว่าเป็นเวลาโพล้เพล้ทำให้การหนีเป็นไปด้วยความไม่ลำบาก เพราะความมืดเข้าครอบคลุม ถอยหลบเข้าไปด้านหลังโรงสีอ้อมกลับไปด้านหน้าที่ท่าน้ำ ที่นั่นมีเรือเร็วเสียบกุญแจคาไว้ เพราะอาของไพฑูรย์รู้ว่าหลานตัวเองเป็นเสือ หากจนตรอกก็จะมาเอาเรือเร็วหนีข้ามไปอีกฟากหนึ่งของลานเทจอดเรือแล้วผูกเชือกไว้ก่อนจะหนีไป เรือเร็วไม่ต้องกลัวหาย เพราะทุกคนรู้ตัวดีว่าเป็นเรือใคร ตำรวจที่มาล้อมจับกว่าจะตามมาทัน ไพฑูรย์ก็เปิดแนบนานแล้ว

ร.ต.อ.ยอดยิ่งผู้นี้ปราบเสือร้ายมามาก เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ปะทะกัน สำหรับท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชไม่เคยปะทะกันเพราะไพฑูรย์มักหนีขึ้นเหนืออันมิใช่เขตของท่านขุนพันธ์ฯ จึงไม่เคยปะทะกัน เลยไม่รู้ว่าจะอย่างไร ไพฑูรย์นั้นเวลาหนีมักจะไม่นอนในบ้านพัก แต่ออกไปนอนข้างนอกเป็นส่วนใหญ่ เพราะเกรงว่าจะถูกจู่โจม ก่อนนอนจะท่องคาถาสองบท ได้แก่

คาถากำแพงมนต์ มีคาถาดังนี้

“นะโม 3 จบ พุทธัง สัตตะ รัตนะปะการัง ธัมมัง สัตตะรัตนะปะการัง สังฆัง สัตตะรัตนะปะการัง อัมหากังสะระณังคัจฉามิ สุสะ ละละ ทาทา โสโส นะโมพุทธายะ พุทโธ พระบัง ธัมโม พระบัง สังโฆ พระบัง”

หลับตาเพ่งจิตไว้ตรงหน้าแล้วเพ่งจิตให้คล้ายเดินวนขวา 3 รอบจึงกราบลงบนพื้นดิน อำนาจแห่งกำแพงมนต์ เมื่อมีศัตรูเข้ามาในเขตที่ได้ใช้จิตวนเอาไว้ เหมือนเดินชนกำแพงมนต์ ผู้ที่สวดทำกำแพงมนต์ไว้จะสะดุ้งตื่น เตรียมตัวรับสถานการณ์ได้ทัน ไพฑูรย์บอกว่าสะดุ้งคราใด มีคนบุกรุกทุกคราเหมือนกัน

อีกบทหนึ่งเรียกว่า คาถาทำให้ศัตรูหลงทาง มีวิธีดังนี้ หาก้อนกรวดมาสี่ก้อนเสกด้วยคาถาต่อไปนี้

“นะโม 3 จบ นะโม พุทธายะ นะเวียนเวียน โมวนวน พุทเวียนวน ธาวนเวียน ยะสับสน วนด้วยยะ ธา พุท โม นะ”

คาถานี้ไพฑูรย์ใช้มาโดยตลอด ไม่เคยเสียทีให้ผู้จู่โจม จะรู้ตัวทุกครั้ง ป้องกันตัวได้ทุกครา มีอยู่คราวเดียวที่พลาดท่า เพราะได้ผู้หญิงในระหว่างหลบหนีเพลินในรสแห่งกามจนลืมสร้างเกราะป้องกัน คิดว่าคงไม่มีอะไร ที่ไหนได้ตำรวจบุกเข้ามาจวนตัวคว้าปืนยิงสวนแล้วแหวกวงล้อมออกมาแบบหวุดหวิดเกือบถูกจับได้ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยประมาทอีกเลย

เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้ไพฑูรย์บอกว่า พระธุดงค์รูปหนึ่งท่านให้เรียกท่านว่า “ เกสโรภิกขุ” ได้พบท่านในป่าลึกแถบติดชายแดนพม่า ท่านเคยพูดถึงความไม่ประมาทเอาไว้ว่า เมื่อสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสวยพระชาติเป็นพญานกยูงทอง มีพรานวางบ่วง วางแร้ววางกับดัก ด้วยประการต่างๆเป็นเวลาถึง 10 ปี แต่นกยูงพระโพธิสัตว์ก็ไม่ติดบ่วงแร้วพวกนั้น

มีพรานคนหนึ่งวางบ่วงแล้วให้นางพญานกยูงรูปสวยเสียงเพราะเป็นนกต่อ นกยูงพระโพธิสัตว์ เห็นนางนกต่อแล้วเกิดกามฉันทะเข้าไปหา จึงเข้าไปในบ่วงถูกบ่วงรัดจับเป็นไปถวายพระเจ้าพรหมทัต เอาไปใส่กรงไว้ในพระราชอุทยาน

วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จมาประพาสพระราชอุทยานทรงตรัสกับนกยูงพระโพธิสัตว์ว่าตลอดเวลา 10 ปีไม่เคยติดบ่วงคราวนี้ทำไมจึงพลาด นกยูงพระโพธิสัตว์จึงตรัสกับพระเจ้าพรหมทัตถึงเรื่องกามฉันทะ อันทำให้นกยูงพระโพธิสัตว์เผลอตัวมิได้เจริญคาถาจึงติดบ่วง ท่านเล่าจบแล้วท่านมองหน้าไพฑูรย์ ยิ้มๆแล้วบอกว่า

โยมเองก็เหมือนกันนะ กามฉันทะพึงระวังให้ดี นึกว่าท่านพูดเล่นที่ไหนได้เจอกับตัวเองดีว่าหนีได้ทัน

ไพฑูรย์ เล่าว่าตอนที่เป็นยาม หัวหน้ายามได้พาไปกินข้าวต้มรอบตึกแถวบางรัก ขณะที่เข้าไปนั่งกิน มีผู้นั่งกินอยู่ก่อนส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรคับร้าน พอไพฑูรย์กับหัวหน้ายามสั่งเหลาแม่โขงหนึ่งแบน เสียงอ้อแอ้ดังลอยๆขึ้น

“กระจอก ไม่มีเงินก็ไปแดกที่อื่น เท่อ ตุ๋ย”

ไพฑูรย์ทำท่าจะหันไปต่อปากต่อคำ แต่หัวหน้ายามดึงมือไว้แล้วพาไปนั่งโต๊ะสั่งกับข้าวมากินเสียงแซวก็ดังขึ้นอีก

“ไทยยามมันจะสู้แขกยามได้หรือ ขนาดแขกยามว่าแน่กูยังเตะหมอบมาแล้ว เปรี้ยวตีนพิลึก”

หัวหน้ายามเรียกบริกรมาให้ห่อกับข้าวที่สั่งกลับบ้านทันทีกระซิบบอกกับไพฑูรย์ว่าไปกินที่บ้านดีกว่าเสียงอ้อแอ้ดังมาเข้าหูอีก

“เฮ้ยพวกเรามันจะไปแดกที่บ้าน คิดว่าจะฝ่าดงเกือกออกจากร้านได้หรือ คืนนี้พวกมึงต้องนอนในร้านนี่แหละโว้ย..ฮ่าฮ่า”

เหล้ากับกับแกล้มถูกนำมาวางที่โต๊ะ หัวหน้ายามจ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้าน ไพฑูรย์กระซิบบอกหัวหน้ายามว่า

“พี่เสริมเดินตามหลังผมไว้ พอเกิดเรื่องพี่รีบออกไปนอกร้านที่เหลือเป็นหน้าที่ผม หากผมล้มลงจมตีนพี่ไม่ต้องเป็นห่วง รีบไปเลยแล้วค่อยเจอกัน”

เป็นดังที่คาดไว้ ชายฉกรรจ์สามคนออกมายืนขวางทางออกไพฑูรย์กระซิบบอกหัวหน้ายาม

“พอผมต่อยไอ้ขี้เมาที่อยู่ตรงกลางแล้วถีบไอ้หนวดที่อยู่ด้านซ้ายพี่ก็พรวดออกทางซ้ายไปเลย นอกนั้นเป็นเรื่องของผมทั้งหมด”

ไพฑูรย์เล่าว่า หากเป็นเมื่อก่อนที่หนีคุก หรือขณะเป็นเสือไพฑูรย์ สามคนนี่ตายทั้งหมด แต่นี่เป็นไพฑูรย์นักโทษเด็ดขาด ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอภัยโทษให้กลับตัวเป็นคนดีจะไม่กลับเข้าไปอีก จึงภาวนาคาถาธนูมือว่า “อิ จะ ฉะ” ไว้ในใจ กำปั้นไม่มีรูตุ๊ยเข้าที่พุงกะทิของขี้เมาอย่างจังเสียงดังบุก

“โอย อ้อก อ้วก พรึด”

อำนาจคาถาธนูมือ ทำให้เจ้าขี้เมารู้สึกเหมือนท้องถูกตำด้วยสากตำข้าว จุก เสียด แน่น ทวารหนักเปิดหมด อึที่ค้างในลำไส้ทะลักพรวดออกมาหมด ส่งกลิ่นเน่าไปทั่ว เท้าถีบเจ้าคนที่อยู่ทางซ้ายจนหงายหลัง เจ้าคนขวาต่อยสวนเข้ามา แต่ไพฑูรย์ป้องไว้ได้ แม่ไม้มวยไทยที่เรียกว่า ฉีกขวานฟาด คือเอาศอกทั้งดุ้นกระแทกเข้าที่กลางกบาลดังโป๊ะ เลือดไหลมาเข้าตาหมดโอกาสจะมาตอแย เจ้าของร้านร้องบอกว่า

“หนีไปเร็วเข้า เดี๋ยวสายตรวจมา พวกนี้เป็นพวกนักเลงแค่นี้ก็พอแล้ว”

ไพฑูรย์จึงรีบวิ่งตามหลังหัวหน้ายามกลับบ้าน มาถึงก็หอบแฮกๆ ไพฑูรย์เล่าว่า คาถาธนูมือไม่ค่อยได้ใช้ออกจากคุกมาก็เพิ่งใช้แต่ยังขลังชะมัด เจ้าขี้เมาอึแตกกลิ่นเหม็นสุดๆ กลิ่นกระทบจมูก ไพฑูรย์

สองอาทิตย์ต่อมา ไพฑูรย์เป็นฝ่ายเลี้ยงตอบแทนที่ร้านเก่าเจ้าของร้านมานั่งคุยด้วย

“เจ้าขี้เมาวันนั้นไม่ได้ย่างกรายมาอีกเลย เพราะอึมันแตกเละเทะ เพื่อนของมันกระเจิงแตกหนีไม่ยอมพยุงเจ้าขี้เมากลับ เรียกรถสามล้อ พอรถสามล้อได้กลิ่นอึก็ปั่นหนี ต้องเดินกลับบ้านทั้งที่อึเต็มกางเกง คนในร้านพากันอ้วกแตกไปตามๆกัน มันคงอายผู้คนเลยหายหน้าไป ต้องขอบคุณมากๆเลยไม่อย่างนั้นมันก็มาก่อกวนแขกในร้ายอยู่บ่อยๆ”

ไพฑูรย์มักเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟัง จนผู้เขียนได้นำมาเรียบเรียงออกสู่สายตาท่านผู้อ่านอยู่ในปัจจุบัน สำหรับไพฑูรย์แล้วเอกลักษณ์ของเขาคือ หมวกกับแว่นตาดำที่สวมติดตัวตลอดเวลาเคยถามว่าทำไม คำตอบก็คือ ทำมาจนติดเป็นนิสัย ถ้าไม่สวมเหมือนชีวิตขาดสีสันไปถนัดทีเดียว

ไพฑูรย์เน้นว่า ชีวิตของเขากับบางขวางเป็นของคู่กัน แวะไปเวียนมาเหมือนเป็นบ้านพักหลังที่สอง แต่เป็นนรกบนแดนดินโดยแท้ ขอเตือนผู้ที่กำลังจะเดินไปสู่บางขวางว่า หากกลับตัวกลับใจได้ให้กลับใจเสีย เพราะคนที่เกิดใต้ดาวโจรแบบไพฑูรย์มีไม่มาก สำหรับคนทั่วไปแล้วไม่โลดโผนเหมือนกับเรื่องราวของไพฑูรย์ ที่ดาวโจรทำให้ชีวิตทั้งชีวิตผกผันไปมาเหมือนเรืออยู่ท่ามกลางทะเลบ้าต้องสังหารชีวิตมนุษย์ด้วยกันที่พระท่านบอกว่าเป็น “มหาบาป” เพราะคนนั้นสามารถทำดีได้ บวชเรียนได้ การฆ่าคนคือ การลิดรอนชีวิตตัวเองไปพร้อมกันด้วย

ไพฑูรย์กล้าท้าได้ว่า มือปืนรับจ้างอายุไม่ยืนและมักตายโหงเป็นแดน ได้เห็นมามากด้วย ตัวเองเพราะกรรมที่ลิดรอนชีวิตผู้อื่น

ไพฑูรย์ได้มอบคาถาระงับโกรธ ให้ภาวนาในใจเมื่อเกิดความโกรธ จะทำให้ความโกรธบรรเทาลง คาถามีดังนี้

“เวระปฏิเวรัง พุทธปาทัง วันทามิ” (เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ถวายเป็นพุทธบูชาแทบบาทพระบรมศาสดา”

จะเปรียบประดุจเอาน้ำเย็นสาดลงไปในกองไฟจะเกิดความเยือกเย็น ความโกรธจะค่อยๆละลายหายไป หรือถ้ามีสติดีๆก็จะหายไปในทันที

ใส่ความเห็น