◎เสือสุนทรนักโทษประหาร◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎เสือสุนทรนักโทษประหาร◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

เมื่อเกิดคดีขึ้นตำรวจจะเข้าไปสอบสวน ทำสำนวนรวบรวมหลักฐานทั้งที่เป็นพยานวัตถุและพยานบุคคลติดตามจับกุมคนร้าย ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังเจ้าพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสำนวนคดีหากพบข้อบกพร่องหรือช่องที่ทนายจำเลยอาจจะอาศัยเป็นช่องทางให้จำเลยพ้นผิดหรือได้รับโทษน้อย จะตีกลับสำนวนพร้อมกับข้อแนะนำให้ตำรวจกลับไปสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนจะนำมาดูอีกครั้งเมื่อหมดข้อท้วงติงแล้วส่งตัวจำเลยขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอันพ้นจากความรับผิดชอบของตำรวจ

ไพฑูรย์บอกว่าทุกยุคทุกสมัยใครจะติดคุก ใครจะถูกกันเป็นพยาน ใครจะพ้นผิด ล้วนเป็นฝีมือของตำรวจผู้ทำสำนวนทั้งนั้นที่ไพฑูรย์ต้องโทษประหาร 2 คดีกับจำคุกอีกร้อยกว่าคดีก็ด้วยสำนวนของตำรวจ

สำหรับไพฑูรย์บอกว่าโดยส่วนตัวนั้นก็ผิดจริงแต่ไม่เลวเหมือนในสำนวนการสอบสวนของตำรวจ ใครมีเงินมีเส้นใหญ่พอสำนวนการสอบสวนจะอ่อนยวบยาบจนคนที่น่าจะติดคุกกลับรอด คนที่ไม่น่าจะติดคุกกลับติด คนผิดกลับถูกกันเป็นพยาน

หลังจากที่ไพฑูรย์ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระภูมิพลมหาราชาออกมาดำเนินชีวิตตามปกติก็มีการออกกฎหมายว่าด้วย “บุคคลอันธพาล” ให้อำนาจเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมคุมขังผู้ต้องหาไว้ได้เป็นเวลา 1 เดือน โดยไม่แจ้งข้อหา พอพ้นหนึ่งเดือนไปแล้วยังทำสำนวนไม่เสร็จมีอำนาจฝากขังต่อได้อีก ใครโดนข้อหาอันธพาลไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตไปเลย สมัยนั้นมีการส่งนักโทษที่เป็นอันธพาลไปยังเกาะตะรุเตาอีกครั้ง ตายที่เกาะก็มากที่กลับมาได้ต้องพักฟื้นกันยาวหลายปีกว่าจะแข็งแรง

เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง แต่ยังทำกันลงคอกับอีกข้อหาหนึ่งคือข้อหา “กระทำการเป็นซ่องโจร” โดยในสำนวนจะบอกว่า “กระทำการเป็นซ่องโจรร่วมกับผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี” แค่นี้ประตูห้องขังกับประตูคุกก็เปิดรอไว้แล้ว

ต่อมาได้มีการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการกระทำตัวเป็นอันธพาลกับซ่องโจรรวมทั้งให้อำนาจเจ้าพนักงานสอบสวนกักขังผู้ต้องหาไว้ในขณะสอบสวนได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง หากหาหลักฐานไม่ครบให้ปล่อยตัวชั่วคราวเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้พบทนาย เปิดโอกาสให้ผู้ต้องไม่ต้องให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน แต่ขอไปให้การในชั้นศาลได้ทำให้ผู้ต้องหาได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นซึ่งสมัยเมื่อเสือไพฑูรย์โลดแล่นอยู่ในวงการอาชญากรรมไม่เคยได้รับโอกาสนั้น

โอกาสที่ได้รับคือการหวดด้วยกระบองอัดด้วยแข้งตั้งแต่ 1 สลบ 2 สลบ ไปถึง 3 สลบ เมื่อถูกจับกลับเข้าไปในคุก ผบ.เรือนจำและผู้คุมบอกว่าทำให้ถูกอธิบดีกรมราชทัณฑ์คาดโทษ ถูกลดเงินเดือน เสียประวัติราชการเพราะเสือไพฑูรย์แหกคุก จึงต้องเอาคืนแม้แต่การโบยด้วยหวาย ที่คุณพระกล้าแสงสมรลงมือเองแม้ไม่เข้าเนื้อๆก็ไหม้ผิวหนังเจ็บปวดลงไปถึงชั้นใน ไพฑูรย์ก็โดนมาแล้ว

นักโทษชายสุนทร ไพฑูรย์บอกว่าจำนามสกุลไม่ได้ถูกส่งมาเรือนจำคลองไผ่ เพื่อมารอประหารชีวิตด้วยข้อหาฉกรรจ์คือ ฆ่าเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อหลีกหนีการจับกุมฆ่าคนโดยเจตนาและเหี้ยมโหดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ไพฑูรย์เป็นพี่เลี้ยงให้นักโทษชายสุนทรวันหนึ่งนักโทษชายสุนทรถามไพฑูรย์ว่า

“อาจารย์หากผมขอให้อาจารย์ร่างหนังสือขอพระราชทานลดโทษประหารผมมีโอกาสมากน้อยเพียงใด”

“เล่าเรื่องทั้งหมดมาให้ฟังอย่างสัจจริงก่อนจึงจะบอกได้ว่าได้หรือไม่”

นักโทษชายสุนทรต้องออกจากโรงเรียนประจำจังหวัดเพราะนายเบิกผู้เป็นบิดาถูกมือปืนยิงตายขณะไถนา ก่อนจะเกิดเหตุนายอ้น เศรษฐีที่ดินต้องการที่นาของนายเบิกเพื่อไปรวมกับที่นาของชาวนารายอื่นๆที่ถูกบีบให้ขายนาย้ายหนีไปตายที่อื่น แต่นายเบิกไม่ขาย ทำให้นายเบิกต้องกลายเป็นศพจับมือใครดมไม่ได้ เพราะนางริ้วผู้เป็นภรรยาป่วยนอนอยู่กับบ้าน น.ส.รุ้งนำข้าวกลางวันไปส่งก็พบพ่อนอนตายอยู่ในนา มีรอยถูกยิงด้วยปืนลูกซองเข้าที่หน้าจนเละ

ตำรวจไปพลิกศพจากนั้นก็เงียบหายไป สุนทรไปสอบถามความคืบหน้าทางตำรวจได้แต่บอกว่ากำลังติดตามจับกุมสุนทรต้องทำนาแทนพ่อเพื่อเลี้ยงแม่และน้อง หมดโอกาสเรียน

ต่อไปเปลี่ยนสารวัตรไปคนแล้วคนเล่าคดีของนายเบิกยังคงไม่คืบหน้าแต่อย่างใด นายอ้นรอเวลาให้เรื่องเงียบจึงมาหาสุนทรที่บ้าน

“สุนทรฉันขอพูดกับนายตรงๆว่าฉันต้องการที่นาของนายเพราะผืนที่ติดกันฉันซื้อไว้หมดแล้วฉันยินดีซื้อด้วยราคาที่ยุติธรรม นายคงฉลาดกว่าพ่อนาย ฉันหวังว่าอย่างนั้น”

“ผมก็โง่เหมือนพ่อผมนั่นแหละคือไม่ขายครับ เพราะที่นาผืนนี้พ่อผมเอาชีวิตเข้าแลกกว่าจะได้นาผืนนี้มาเพื่อไว้เป็นมรดกตกทอด ในที่สุดก็ต้องมาตายเพราะไม่ยอมขายที่ดินผืนนี้”

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน คิดจะกำแหงกับกู มึงรู้จักกูน้อยไปเสียแล้ว คนโง่แบบพ่อมึงกับตัวมึงไม่น่าจะอยู่บนโลกนี้ กูให้โอกาสมึง 7 วัน กูจะกลับมาฟัง”

“ไม่ต้องมาผมไม่ขายยังไงก็ไม่ขาย”

นายอ้นกลับไปด้วยความหัวเสีย ส่วนสุนทรระมัดระวังตัวมากขึ้น ไปไถนาเตรียมข้าวไปกินให้แม่กับน้องสาวไปด้วยเพราะเกรงว่าอยู่บ้านจะไม่ปลอดภัย ปืนลูกซองเดี่ยวตราเสือของพ่อเอาสะพายบ่าไปไถนาก็สะพายปืนไปด้วย

วันหนึ่งนางริ้วป่วยหนักต้องนำส่งโรงพยาบาลให้นางสาวรุ้งไปเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล ส่วนสุนทรอยู่เฝ้าบ้านอาทิตย์หนึ่งไปเยี่ยมแม่ครั้งหนึ่ง ครั้งสุดท้ายไปพบแต่แม่คนเดียวน้องสาวหายไป แม่บอกว่าหายไปเฉยๆ สุนทรไปสอบถามยามก็พอจะได้ความว่ามีคนมาพาออกไป

สุนทรตรงไปที่บ้านนายอ้น นายอ้นออกมารับหน้า สุนทรถามแบบไม่เกรงใจว่า

“น้องสาวผมเป็นอย่างไรบ้าง”

“สบายดี แต่ตกลงว่ามึงจะขายใช่ไหมล่ะจะได้จัดการให้เรียบร้อยไป”

“ผมต้องเห็นน้องสาวผมก่อนจึงจะคุยเรื่องที่นา”

นายอ้นให้ลูกน้องไปนำตัวนางสาวรุ้งออกมาพบ สุนทรขอเวลาคุยกับน้องสาวเป็นการส่วนตัวเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ถูกกระทำปู้ยี่ปู้ยำ ปรากฏว่ารอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ จึงกลับไปคุยกับนายอ้น

“ขอเวลา 7 วัน ขอหาที่อยู่ใหม่เพราะขายที่นาก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม”

“ได้ มึงพร้อมเมื่อใดไปที่ดินกับกู กูจะเอาเงินไปจ่ายให้มึง หลังจากมึงโอนที่ดินให้กูแล้ว”

“เป็นอันตกลง”

สุนทรนำน้องสาวไปฝากไว้กับผู้เป็นอาที่สุพรรณบุรีตัวเองไปทำนิติกรรมโอนที่ดินนำเงินที่ได้ไปให้แม่และน้องเก็บไว้เป็นทุน ตัวเองกลับบ้าน หาซื้อปืนพกเถื่อนและกระสุนลูกซองพร้อมไปเข้าชุมโจรเสือแก้วที่เพชรบูรณ์จนได้รับการแต่งตั้งเป็นองครักษ์เสือแก้ว สุนทรบอกกับเสือแก้วที่มาเป็นโจรเพราะต้องการแก้แค้นให้พ่อ

เสือแก้วรอดตายเพราะสุนทรช่วยชีวิตมาสามครั้ง จึงต้องการจะตอบแทนสุนทรจึงออกปากว่าต้องการอะไรจะจัดให้สุนทรเล่าความจริงให้ฟังว่าที่มาร่วมชุมโจรเพราะต้องการแก้แค้นแทนพ่อ เสือแก้วจึงจัดสมุนให้ 5 คน มีปืนยิงเร็ว -1 ครบมือ ส่วนสุนทรเสือแก้วให้ปืนพกพาราเบลลัมคู่มือ สุนทรไปดูลาดเลาดีแล้วจึงเขียนแผนที่ทางเข้าออกบ้านไร่นายอ้น เพื่อบุกเข้าประสานงากัน อาศัยวันแรม 15 ค่ำเป็นฤกษ์ดีบุกเข้าไปคืนนั้นบังเอิญมีสายตรวจจากกองเมืองมาพักค้างคืนจึงเกิดการยิงต่อสู้กันขึ้น ตำรวจตายไปสามอีกคนหนึ่งไปอารักขานายอ้น

สุนทรตามขึ้นไป เกิดยิงกับตำรวจสายตรวจ สายตรวจพลาดท่าถูกยิงตาย นายอ้นถูกจับเป็น สุนทรให้มัดมือมานอนหงายหลังอยู่กลางลานบ้านสุนทรเอาเท้าเหยียบอกนายอ้นถ่มน้ำลายใส่หน้าคำรามว่า

“กูเป็นเสือสุนทรมาจากชุมโจรเสือแก้วมาทวงชีวิตมึงใช้ให้กับพ่อกูที่มึงให้มือปืนไปยิงตายคานา บีบจนกูต้องกลายเป็นเสือ วันนี้ก่อนที่กูจะส่งมึงไปนรกมึงจะได้รับความเจ็บที่กูต้องทนรับตลอดมา มึงจะไม่อโหสิกรรมกับกูกูไม่ว่าสักคำ”

ไต้ถูกจุดแดงโร่ขี้ใต้ร้อนๆหยดลงมาที่พื้นตลอดเวลา สุนทรหยดขี้ใต้ลงแผ่นอกของนายอ้นมันกัดกินเนื้อสดๆเข้าไป นายอ้นส่งเสียงร้องดังลั่นไฟจากขี้ใต้ลุกไหม้เนื้อของนายอ้นเหม็นเขียวตลบ ความทรมานเพิ่มมากขึ้นหยดขี้ใต้ก็มากขึ้น นายอ้นด่าทอเสียงขรมปากก็ร้องว่า

“ฆ่ากูเสียเลยมาทรมานกูอยู่ทำไมเล่าไอ้สุนทร”

“ยังก่อนไอ้อ้นกูยังมีทีเด็ด”

สุนทรหยดขี้ใต้ลงไปที่นัยน์ตาของนายอ้น นายอ้นปิดเปลือกตารับไต้ลุกโชนไหม้เปลือกตาของนายอ้น เสียงนายอ้นร้องเหมือนวัวถูกตอน

คราวนี้มึงตายได้แล้วไอ้อ้น ปืนในมือของสุนทรยิงใส่นายอ้นทีละนัดไล่จากขาถึงหน้าผากจนหมดแม็กกาซีน ชุมโจรเสือแก้วแตกเพราะตำรวจท้องที่ร่วมกับกำลังตำรวจตระเวนชายแดนบุกเข้าทะลาย เสือแก้วตายคาชุมโจร เสือสุนทรถุกจับเป็น ได้รับโทษประหาร

ไพฑูรย์ถอนหายใจก่อนจะกล่าวกับสุนทรว่า

“จะทำเรื่องฎีกาให้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็สุดแล้วแต่จะทรงมีพระเมตตาก็แล้วกัน”

สามเดือนต่อมาฎีกาของสุนทรตก อีกหนึ่งเดือนต่อมาสุนทรก็ถูกนำเข้าหลักประหารเขามอบเงินทั้งหมดที่มีให้กับไพฑูรย์กล่าวว่า

“แม่ผมน้องสาวผมอยู่ดีมีสุขผมหมดห่วง เงินที่ผมมียกให้อาจารย์ทั้งหมดอย่าได้รังเกียจเลย”

ไพฑูรย์นำศพของสุนทรไปฝากไว้ในโกดังวัดบางแพรกใต้รอแม่และน้องสาวมารับไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ใส่ความเห็น