◎ใต้บารมีท่านผู้มีพระคุณ◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎ใต้บารมีท่านผู้มีพระคุณ◎(ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์มีสีหน้าเศร้าทุกครั้งที่ถูกถามถึงท่านผู้มีพระคุณไพฑูรย์ไม่เคยปริปากเรื่องนามที่แท้จริงผู้รับไปเป็นบุตรบุญธรรม เพียงแต่บอกว่าเมื่อตัวเองตกอยู่บนเส้นทางแห่งจอมอาชญากรแล้วไม่ต้องการให้เสื่อมเสียไปถึงท่านผู้มีพระคุณ

นอกจากจะบอกว่าก่อนจะเป็นอาชญากรไพฑูรย์มีนามว่า “หม่อมหลวงวรรณวิน” หรือที่เรียกกันติดปากในหมู่เพื่อนนักเรียนและคนใกล้ชิดว่า “ท่านวรรณวิน” ท่านผู้มีพระคุณมาขอไพฑูรย์ไปอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม พ่อเรียกไพฑูรย์มาพบ พูดกับไพฑูรย์ว่า

“เจ้าเปียบัดนี้ท่านผู้มีพระคุณได้มาขอเจ้าเพื่อไปอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม พ่อยังไม่ได้ตกปากรับคำแต่ขอเรียกลูกมาทำความเข้าใจก่อนเพราะการที่จะต้องมีพ่อแม่พี่น้องไปมีชีวิตใหม่ในบางกอก อันที่จริงพ่อไม่อยากให้เจ้าจากไปแต่ทว่าเจ้ามีพี่น้องหลายคน การศึกษาสำหรับบ้านนอกคอกนาอย่างเราอย่างดีก็โรงเรียนวัด จบ ป.4 แล้วหากไม่หาทางเรียนต่อต้องมาประกอบอาชีพแบบเดียวกับต้นตระกูล แต่ถ้าไปกับท่านแล้วจะได้รับการศึกษาที่ดีอยู่ในวงสังคมที่ดีเป็นผู้รากมากดีเป็นเจ้าคนนายคนแต่ถ้าเจ้าไม่ต้องการจะไม่ไปพ่อก็ไม่ฝืนใจเจ้า แต่บอกตรงๆว่าเสียดายโอกาส พี่น้องเจ้าท่านก็ไม่สนใจกลับต้องการเจ้าเพียงคนเดียว”

ไพฑูรย์เล่าว่าพ่อบอกว่าท่านจะกลับอีกสองวัน ให้ไพฑูรย์ให้คำตอบก่อนท่านจะกลับ 1 วัน ไพฑูรย์ตัดสินใจเดินทางไปกับท่านผู้มีพระคุณ โดยพ่อพาไปกราบเท้าท่านถึงที่พัก

ไพฑูรย์เล่าว่าท่านผู้มีพระคุณเป็นผู้มีลักษณะเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่มีข้าไทแวดล้อม นุ่งผ้าไหมหางกระรอกสวมเสื้อราชแพทเทิร์น (ราชปะแตนท์) ใบหน้าเข้ม ดวงตาดุเป็นประกาย พูดเสียงดัง หัวเราะเสียงดัง ฟังดูมีอำนาจ ข้าไทมีท่าทีเกรงกลัว ท่านผู้มีพระคุณพูดกับไพฑูรย์ด้วยเสียงอันทรงอำนาจจนไพฑูรย์ตัวสั่นก้มหน้าไม่กล้าสบตา

“ที่สุดมึงก็มา มึงฉลาดกว่าที่กูคิดมาก กูคิดว่ามึงไม่ต้องการชีวิตใหม่ เมื่อมึงมาแล้วจงตระหนักว่ากูไม่ได้รับมึงไปเป็นข้าทาสบริวาร แต่รับมึงไปเป็นบุตรบุญธรรมของกู”

เมื่อเห็นไพฑูรย์หมอบกราบก้มหน้าเนื้อตัวสั่นก็พูดขึ้นว่า

“ไม่ต้องกลัวกู เงยหน้าขึ้นมาดูหน้ากูที่จะเป็นพ่อคนที่สองของมึง กูจะลงโทษไอ้และอี คนใดก็เมื่อไอ้และอีคนนั้นทำผิดถ้ามันผิดแล้วรู้จักผิดกูจักเอาโทษสถานเบาหากมันผิดแล้วยังไม่รู้จักผิดกูจักเอาโทษสถานหนัก”

เมื่อมาถึงที่พำนักของท่านแล้วไพฑูรย์บอกว่านี่หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัง” ใหญ่โตมโหราฬ มีผู้คนพลุกพล่านแต่ในส่วนที่ท่านผู้มีพระคุณพักอยู่นั้นเงียบสงบ ผู้จะเข้านอกออกในได้มีไม่กี่คน เช่น ป้าเผียนแม่ครัวกับลูกมือ นายหมึกคนขับรถและคนสวนสองหน้าที่ในคนๆเดียวกันนอกนั้นก็มีสาวใช้กับต้นห้องแม่พิศกับหนูแววส่วนท่านขุนวิจารณ์คดีกิจนั้นจะเข้ามาตอนสายๆเพื่อทำงานด้านเอกสารและด้านกฎหมาย

ไพฑูรย์ได้รับคำสั่งให้ไปพักในเรือนรับรอง โดยนายหมึกเป็นคนทำหน้าที่นำไป ไพฑูรย์เรียกติดปากต่อมาว่า “ลุงหมึก” ลุงหมึกคนนี้แหละที่นำอาหารจากท่านผู้มีพระคุณมาส่งระหว่างที่อยู่บนโรงพักและตอนที่มาศาล

ก่อนที่จะมาถูกจับกุมไพฑูรย์ได้ไปกราบเท้าท่านผู้มีพระคุณ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ต่อจากนั้นได้ปฏิญาณตนต่อท่านผู้มีพระคุณว่าจะกลับไปใช้ชื่อไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม แทนหม่อมหลวงวรรณวินเพราะจะทำให้เสื่อมเสีย กราบลาจนชั่วชีวิต ท่านผู้มีพระคุณมิได้พูดอะไรสักคำ เพียงแต่พยักหน้าแล้วโบกมือให้ไพฑูรย์กลับออกไปท่านคงจะพูดไม่ออกนั่นเอง

ไพฑูรย์เล่าต่อไปว่า ได้รับการอบรมเรื่องการพูดจาด้วยคำผู้ดี เมื่อออกสังคม ให้รู้จักที่ต่ำที่สูง รู้อะไรควรไม่ควร พูดง่ายๆก็คือทำตามตัวตามที่ระบุไว้ในหนังสือที่กระทรวงธรรมการ ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์เป็นตำราเรียนนอกเวลา ชื่อ “หนังสือสมบัติผู้ดี” เด็กบ้านนอกอย่างไพฑูรย์ต้องมาเริ่มกันใหม่ คำว่ามึงกูเอ็งข้าโยนลงตะกร้าพูดใหม่ว่าขอรับ ขอรับกระผม ประทานโทษ เป็นไรมิได้ ได้โปรด กรุณาโปรด จะเดินจะเหินจะต้องมีท่าทางกิริยาสำรวม มารยาทสังคมทุกอย่างมีครูสตรีมาสอนให้เป็นพิเศษ

สามเดือนเต็มไพฑูรย์เด็กบ้านนอกจากเมืองตากกลายเป็นนายวรรณวินเต็มตัว

ท่านผู้มีพระคุณเรียกไพฑูรย์ไปพบ เมื่อไพฑูรย์หมอบกราบลงตรงหน้าท่านผู้มีพระคุณแล้วท่านผู้มีพระคุณกล่าวว่า

“ครูศรีสมรมาบอกกับฉันว่าเธอผ่านการอบรมมาครบถ้วนกระบวนความแล้วเป็นที่น่ายินดี ฉันขอตั้งชื่อให้เธอใหม่ว่าวรรณวิน ไม่นานนี้จะจัดงานประกาศตัวบุตรบุญธรรมเข้าในตระกูลวันนั้นแขกเหรื่อจะมากันมามากมาย เธอต้องวางตัวให้เหมาะสมตามมารยาทสังคมที่เธอได้เรียนมาทั้งหมดอย่าให้ขายหน้าประชาคม วันนั้นเธอจะเป็นหม่อมหลวงวรรณวินเต็มตัว”

ไพฑูรย์ยังจำความปลื้มปิติเมื่อท่านผู้มีพระคุณกล่าวกับแขกเหรื่อที่มาถึงกับการรับตนเองเป็นบุตรบุญธรรมในฐานะหม่อมหลวงวรรณวิน ในน้ำตาที่ไหลคลอตานั้นมีน้ำตาแห่งความคิดถึงพ่อแม่พี่น้องที่จังหวัดตากที่มิได้มีโอกาสเช่นนี้ นึกในใจว่าจะทำดีที่สุดในการเป็นหม่อมหลวงวรรณวิน เพื่อให้พ่อแม่ได้เป็นสุขที่ได้ส่งตัวมาในความอุปการะของท่านผู้มีพระคุณ

เมื่อเข้าเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบ หลังจากกินอาหารเช้าแล้วลุงหมึกขับรถไปส่งถึงหน้าประตูโรงเรียน โรงเรียนเลิกลุงหมึกก็ขับรถมารับกลับ มาถึงห้องนอนเปลี่ยนชุดนักเรียนออกเข้าห้องอาบน้ำ ลงไปนั่งเล่นในสวนแม่พิศนำของว่างมาวางไว้ให้พร้อมกับน้ำเย็นหนึ่งแก้วนั่งกินของว่างเสร็จได้เวลาที่จะไปพบท่านผู้มีพระคุณที่ห้องนั่งเล่นของท่าน

ท่านจะสอบถามว่าการเรียนเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจตรงไหนหรือเปล่าจะได้ให้ครูมาช่วยสอนให้เป็นพิเศษ ไพฑูรย์ไม่เคยท้อในการเรียน เรียนได้เป็นอย่างดี ไม่ค่อยมีปัญหา ยกเว้นภาษาอังกฤษที่มีครูมาสอนพิเศษให้ที่วังของท่านผู้มีพระคุณ แต่ครูก็ใจเย็นมาก พยายามสอนจนเข้าใจสมัยนั้นภาษาอังกฤษไม่มีสอนในโรงเรียนประถม แต่จะเริ่มกันในตอนเรียนมัธยม มีแต่บรรดาลูกท่านหลานเธอเท่านั้นที่จะได้เรียนภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ

คนรู้ภาษาอังกฤษดีๆสมัยนั้นทำงานห้างฝรั่งเงินเดือนสูงมากยิ่งโต้ตอบจดหมายการค้าภาษาอังกฤษหรือเป็นล่ามได้ด้วยแล้วฝรั่งจะยอมจ้างแพงๆเพราะหาคนมาทำงานแบบนี้ได้ยาก ชีวิตภายใต้บารมีของท่านผู้มีพระคุณทำให้ไพฑูรย์ได้รับการศึกษาจนจบการศึกษาชั้นมัธยมและได้เข้าเรียนในด้านนิติศาสตร์จนสำเร็จได้ปริญญาสอบเข้าเป็นนายทหารพระธรรมนูญสังกัดกระทรวงกลาโหมในที่สุด

นี่คือสิ่งที่ไพฑูรย์ดำรงอยู่ในระหว่างที่เป็นหม่อมหลวงวรรณวินจนกลายมาเป็นจอมอาชญากรหมายเลขหนึ่ง ไพฑูรย์ยังจำถึงวันที่ได้เข้าไปหมอบกราบแทบเท้าของท่านผู้มีพระคุณเพื่อสารภาพผิดที่ได้กระทำลงไป และได้ปฏิญาณต่อหน้าท่านผู้มีพระคุณว่าจะใช้ชื่อเดิมว่า ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม ตลอดไปและจะไม่เอ่ยนามของท่านผู้มีพระคุณกับผู้ใดจนกว่าจะหมดลมหายใจ

ท่านผู้มีพระคุณมิได้กล่าวอะไรออกมาเพียงแต่โบกมือให้ไพฑูรย์ออกไปจากห้องที่ท่านนั่งอยู่ และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ไพฑูรย์ได้พบกับท่านผู้มีพระคุณ

นับแต่นั้นมา ไพฑูรย์มิได้เอ่ยนามของท่านผู้มีพระคุณอีกเลย ไม่ว่ากับผู้ใด กลายเป็นปมปริศนาที่ไม่มีใครแก้ได้ว่านามจริงของท่านผู้มีพระคุณของไพฑูรย์เป็นใครมาจนถึงทุกวันนี้จะขอมอบคาถาต่อไปนี้ที่ไพฑูรย์บอกว่าเป็นเคล็ดวิชาจะถ่ายทอดให้ใครก็ให้ไปได้ แต่อย่าให้เขาไปทำชั่วจะเกิดวิบัติกับตัวเอง

◎คาถาอาพัดหมากพลูบุหรี่◎

เมื่อจะกินหมากก็เสกหมาก กินพลูก็เสกพลู เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี ตามตำราว่าเสกครบหนึ่งปีมิให้ขาดจะคงกระพันถึงกระดูก ตีเท่าใดก็ไม่แตกไม่หักแล

“นะตันติ โมตันโต นะโม ตันตัน”

เรียกว่า “นะโมตาบอด” สักอักขระไว้บนตัวเป็นมหาอุดเป็นคงกระพัน เสกข้าว เสกน้ำ เสกหมาก เสกพลู เสกสารพัด เสกข้าวกินสามคำแรก เสกหมากกินคำหนึ่งเสกคำหนึ่งเสกพลูสามใบเคี้ยวกิน เสกน้ำกินสามอึก อีกละจบ เสกหมากฝรั่งก็ได้เคี้ยวไปเสกไปจนจืดทำได้หนึ่งปีมิให้ขาดท่านว่าคงกระพันถึงกระดูกเลยทีเดียว

◎คาถาสบเนตรสตรี◎

เป็นคาถามหานิยม ได้จากอาจารย์สม ฉายาเมียเต็มครัวได้มอบ ให้ตั้งแต่เป็นหม่อมหลวงวรรณวิน

“นะตรึงจิต โมตรึงใจ พุทหวั่นไหว ธาละลาย ยะหลงใหล สะสิมิระ”

พอสบตาให้เริ่มภาวนาในใจไปเรื่อยๆ สตรีผู้นั้นจะเหมือนไม่รู้ตัวเพราะต้องมนต์ เข้าไปพูดจาทักทายได้เหมือนคนรู้จักกันท่านบอกไว้ว่า สตรีผู้ใดต้องมนต์แล้วเกิดได้เสียต้องเลี้ยงดูเขาทุกคนไป

ถ้าไม่ต้องการจะได้เป็นเมียแล้วอย่าใช้ เพราะหากได้ผลแล้วไม่เลี้ยงดู พระอาจารย์ท่านบอกว่าเป็น “คะลำ” ไม่พ้นอายุ 50 ปีจะเป็นคนสติวิปลาสไปจนตายหมอเก่งแค่ไหนก็รักษาไม่หาย แต่ถ้าเขาหมดบุญจะอยู่ด้วยจะทำให้ใช้เพียงคนเดียวอย่าเอาอย่างอาจารย์เป็นอันขาดเพราะอาจารย์เป็นคนชอบของสวยๆ งามๆ ห้ามใจไม่ได้ ทั้งกลัวถุกคะลำเลยต้องรับไว้ทุกคน เล่นเอาจนกรอบไปเลย ว่าแล้วหัวเราะจนน้ำหมากกระจายบวน

ไพฑูรย์ปกติแล้วเป็นคนคบง่าย ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม หากผู้คบด้วยเป็นคนจริงใจและมีสัจจะเพราหลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ได้กลับตัวเป็นคนใหม่กลายเป็นนักเขียนอิสระ ทำให้เรื่องจอมอาชญากรหมายเลขหนึ่งเป็นเรื่องที่มีผู้อ่านติดตามอ่านในนิตยสารพระเครื่องประยุกต์ ได้รับการต้อนรับจากนักอ่านและนักเลงพระที่เป็นศิษย์หลวงพ่อเดิมอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมายของผู้เป็นบรรณาธิการบริหารของนิตยสารทั้งสองฉบับดังกล่าวมาแล้ว

(หากแฟนเพจท่านใดมีเรื่องราวของอาจารย์ไพฑุรย์นอกเหนือจากที่ทางเพจเคยลงไว้หากมีจิตศรัทธาต้องการจะเผยแพร่ความรู้ไว้เป็นวิทยาทานก็สามารถinboxเข้ามาทางเพจได้นะครับ เพราะเรื่องราวที่แอดมินมีอยู่ก็เหลืออีกประมาณ20กว่าตอนและบางตอนก็มียังไม่ครบ)

ใส่ความเห็น