◎ดับเสือเปรยจอมอาคม◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎ดับเสือเปรยจอมอาคม◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ผู้เขียนเคยถาม ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม ตรงๆว่า รู้สึกอย่างไรกับการต้องเหนี่ยวไกปืน แทง ฟัน ผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ไพฑูรย์ตอบว่า

“รู้สึกก็ต่อเมื่อทุกอย่างจบลงไปแล้ว สำนึกก็สาย อีกอย่างหนึ่งนั้น ทุกคนที่ฆ่าก็เป็นคนที่ล้วนแต่สมควรตายอยู่แล้วเพราะอยู่ไปก็รังแต่จะก่อความเดือดร้อนต่อสังคมและคนรอบข้างแต่ก็นั่นแหละ การจบชีวิตของเขาโดยที่ไม่รู้ว่าเขาถึงที่ตายหรือไม่ย่อมก่อให้เกิดกรรมกับตนเอง

ต้องโทษเป็นร้อยปีประหารอีก 2 คดี ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไม่รู้ว่าจะถูกตามล่าถึงตัวเมื่อใดพร้อมจะฆ่าและถูกฆ่าตลอดเวลา เมื่อฆ่านักโทษด้วยกันเป็นคนสุดท้ายดังที่ได้เคยเล่ามาแล้ว ก็ยุติและไม่เคยฆ่าใครอีกเลย ทั้งนี้เพราะบาปที่สุดคือการฆ่ามนุษย์ที่เขาบวชเรียนได้ถือศีล 5 ได้ ทำบุญได้ กราบพระได้แต่เราไปทำให้เขาตาย โดยที่เราเป็นศาลเตี้ยตัดสินประหารสถานเดียว

ทุกครั้งที่ถูกโบย ถูกตีสามสลบ ถูกขังคุกมืด ขังเดี่ยว เจ็บปวดทรมาน ก็มักระลึกถึงกรรมที่เราได้กระทำต่อผู้อื่นว่า นี่ขนาดยังไม่ตายยังโดนขนาดนี้ ถ้าตายจะเป็นฉันใด”

ดงพระศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีต้นพระศรีมหาโพธิ์หลายคนโอบ เป็นที่เคารพสักการะของทั้งบรรพชิตและฆราวาสที่พากันเดินทางมาสักการบูชาตลอดทั้งปี สมัยก่อนโน้นพระธุดงค์ที่เริ่มธุดงค์จะเดินธุดงค์มานมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ปราจีนบุรีเสียก่อนจากนั้นจะไปตามทาง

เส้นทางสมัยโน้นกันดาร รถราไม่มีวิ่งมีแต่ทางเกวียนเป็นหลัก ปราจีนบุรี พนมสารคาม เป็นแหล่งที่มียาสั่งชุกชุม มีคนตายเพราะยาสั่งเป็นจำนวนมากในแต่ละปี คนที่แปลกหน้าเข้าไปมักจะถูกลองของด้วยยาสั่ง ไพฑูรย์รอนแรมหนีซอกซอนไปถึง หลังจากแหกคุกออกมาแม้จะรู้ว่าดินแดนศรีมหาโพธิ์เป็นแดนอันตราย แต่โบราณว่ายิ่งมีอันตรายมากยิ่งมีความปลอดภัยมากเช่นกัน

เมื่อเหยียบดินแดนศรีมหาโพธิ์ก็ซ่อนเหลี่ยมลบคมเป็นเหมือนแมงเชื่องๆตัวหนึ่งที่ตื่นทาง เพียงแต่สวมเสื้อแจ๊กเกตทับด้านนอก ชายเสื้อยาวลงมาเกือบถึงเข่าเพื่อปกปิดปืนสองกระบอกที่พกติดตัวไป แว่นดำสวมทับนัยน์ตาเพื่อมิให้ใครสังเกตเห็นดังนั้นไพฑูรย์จึงติดแว่นตาดำออกนอกบ้านใกล้ไกลต้องสวมแว่นดำ

ศรีมหาโพธิ์ไม่มีโรงแรมมีแต่ศาลาวัด หรือศาลาพักคนเดินทางผ่านในเขตท้ายวัดสำหรับให้คนเดินทางผ่านไปมาได้ซุกหัวนอนชั่วคืน ตลาดมีเพียงตลาดเช้า อาหารก็พื้นบ้าน ข้าวเหนียวนึ่ง เนื้อเค็มปิ้งหรือทอด พอตลาดวายแล้วก็หาอะไรกินไม่ได้ต้องตุนข้าวเหนียวกับเนื้อเค็มหรือปลาเค็มไว้จนเย็น

สามวันที่ไพฑูรย์นอนในศาลาพักคนเดินทางท้ายวัดพระศรีมหาโพธิ์ เสื้อผ้าก็ไปจ้างร้านซักผ้าเล็กๆที่มีอยู่ร้านเดียวซักทำความสะอาดแล้วรีด ครุ่นคิดอยู่ว่าจะไปที่ไหนดี ก็พอดีค่ำนั้นมีคนเดินทางผ่านมาพักที่ศาลาฯ ไพฑูรย์กำลังกินข้าวเหนียวพอดีจึงเรียกอาคันตุกะแปลกหน้าให้กินด้วยกัน อาคันตุกะแปลกหน้าคงจะหิวและไม่รู้จะไปหาอาหารกินที่ไหน จึงรับข้าวเหนียวที่ไพฑูรย์แบ่งให้กินอย่างเอร็ดอร่อยตามด้วยน้ำที่ไพฑูรย์ซื้อกระบอกไม้ไผ่มาจากตลาด แล้วไปตักน้ำบ่อมาใส่ไว้สำหรับกิน

“ขอขอบคุณมากพ่อคุณฉันชื่อเปลว เขาเรียกันติดปากว่าหมอเปลว ฉันกลับจากรักษาคนไข้ที่ถูกยาสั่ง พอฟื้นแล้วก็จะกลับบ้านที่บ้านศรีมหาโพธิ์เหนือโน่นแน่ะ มาค่ำกลางทาง อาหารที่ทางโน้นเขาห่อมาให้ก็หมดเสียเมื่อตอนเพลนี่ได้พ่อคุณให้ทานเลยพ้นจากการเอาน้ำลูบท้องไปได้”

“เรื่องเล็กครับคุณลุงหมอ ผมชื่อเปียมาจากบางกอกมาหาญาติแต่ไม่พบ เลยมาพักที่ศาลาพักคนเดินทางนี่ เห็นคุณลุงหมอมีท่าทางอิดโรยจึงแบ่งอาหารให้รับประทาน อย่าเห็นเป็นเรื่องใหญ่โตเลย”

“ไม่ได้หรอกพ่อคุณ กินข้าวเขาเปล่าๆ ไม่มีอะไรตอบแทนก็เสียที เอาอย่างนี้ลุงจะมอบยาถอนพิษยาสั่งที่ลุงปรุงตามตำรับที่ตกทอดประจำตระกูลให้”

ลุงหมอเปลวล้วงลงไปในย่าม หยิบตลับยาออกมายื่นส่งให้ ไพฑูรย์รับมาอย่าง งงๆ ก่อนจะถามว่า

“ให้ผมแล้วลุงหมอเอาที่ไหนใช้เวลาจำเป็นเล่า”

“ลุงมีในขวดอีกพอสมควร แบ่งใส่ตลับไว้ขายให้ผู้ที่ต้องการยาถอนไว้ติดบ้าน ติดตัว เอ้าลืมบอกวิธีใช้ เคี้ยวให้แตกห้าเม็ดแล้วดื่มน้ำตาม เมื่อมีอาการของยาสั่ง ยาสั่งเขาสั่งในอาหารมีส่วนผสมที่ต้องการให้กินตาย เช่น เนื้อหมู , เนื้อไก่ , เนื้อปลา , เนื้อวัว , เนื้อควาย พอกินยาสั่งเข้าไปในตัวแล้ว ก็รอเวลาที่จะไปกินอาหารที่ตรงกับชนิดยาสั่ง ยาสั่งก็จะออกฤทธิ์

อาการก็คือ ปวดท้องรุนแรง มีพลังความร้อนแล่นขึ้นจากกระเพาะอาหารขึ้นไปด้านบนร้อนเหมือนอยู่ในกองไฟ หากไม่มียาถอนกินสกัด พิษจะเข้าหัวใจแต่ยังไม่ตายทีเดียว อีกหนึ่งชั่วยามหากไม่มียาแก้ก็สิ้นใจ”

“หากพบคนถูกยาสั่งจะต้องการรู้ว่าแก้ไขได้ทันหรือไม่ให้ถอนเส้นผมของคนถูกยาสั่งขึ้นมา แล้วเอารากผมมาแตะกับเล็บหัวแม่โป้งของเรา หากติดอยู่แสดงว่าแก้ได้ หากไม่ติดแสดงว่าแก้ไม่ได้ การแก้ให้เอาก้านมะละกอมาแยงเข้าไปในคอลึกๆ ตำยาเม็ด 5 เม็ดให้ละเอียดผสมน้ำกรอกลงไป ไม่นานจะได้ยินเสียงท้องร้องโครก แสดงว่ายาสั่งกลับไปอยู่ในท้อง คนไข้จะรู้สึกตัวแล้วอาเจียนเอาอาหารและยาสั่งออกมา”

สำหรับพ่อคุณเมื่อรู้ว่าอาการของคนถูกยาสั่งเป็นอย่างไรแล้ว พอถูกเข้าก็รีบกินยาถอนทันที ไม่นานก็จะอาเจียนเป็นอาหาร และยาสั่งออกมาจนหมด

สายวันรุ่งขึ้นหมอเปลวก็เดินทางจากไป ไพฑูรย์รู้สึกคว้างจึงรีบเดินตามหลังหมอเปลวไปติดๆ ร้องตะโกนเรียกด้วยเสียงอันดัง

“ลุงหมอเปลว ผมไม่คิดว่าจะพบญาติอีกแล้ว ขอตามไปเที่ยวบ้านลุงหมอเปลวที่ศรีมหาโพธิ์เหนือได้หรือไม่”

“ปัดโท่ ทำไมจะไม่ได้จะชวนก็เกรงว่าคนบางกอกไม่อยากไปบ้านป่าเมืองเถื่อนเลยไม่ชวน”

บ้านศรีมหาโพธิ์เหนือเป็นบ้านป่าจริงๆ มีอยู่ไม่ถึงร้อยหลังคาเรือน บ้านหมอเปลวใหญ่กว่าบ้านหลังอื่น เพราะเป็นตระกูลที่สร้างหมู่บ้านในยุคแรกเป็นผู้นำในการต่อสู้โจรเขมรที่มักข้ามแดนมาปล้นเป็นระยะๆ หมอเปลวเป็นทั้งผู้ใหญ่บ้าน อนุญาโต ตุลาการ หมอยา ผู้ประกอบพิธีกรรมของหมู่บ้าน และผู้นำในการต่อสู้กับพวกโจร

“พ่อคุณจะพักกี่วันก็ได้ ฉันจะขอแรงชาวบ้านเขาผลัดกันทำอาหารมาให้ แต่หากว่ามีเรื่องคับขันเกิดขึ้น พ่อหนุ่มรีบไปหาที่ซ่อนเอาตัวรอด ที่นี่มักมีโจรเขมรมาปล้นเป็นระยะๆ โจรพวกนี้มีไอ้เปรยเนียงเป็นหัวหน้า หมอนี่มีวิชาอาคม ลุงเคยสอยมันด้วยปืนแก๊ปถูกจังจนหงายหลังผลึ่งแต่ก็ลุกขึ้นมาสู้อีก พวกเราช่วยกันเล่นงานจนเตลิดหนี แต่ไม่เข็ดมันเคยประกาศว่าจะฆ่าลุงให้ได้สักวันหนึ่ง”

ไพฑูรย์นิ่งไม่พูดอะไร แต่คิดในใจว่าหากเจ้าเปรยมันบุกเข้ามา จะลองวิชาดูสักตั้ง เข้าไปในนอนพักในห้องที่หมอเปลวจัดให้ ถอดเสื้อแจ็กเกตดึงปืนออกมาตรวจความเรียบร้อย ผลักโม่ออกสำรวจกระสุนในแม็กฯ ตรวจกระสุนสำรองก่อนจะวางไว้ใกล้ตัวเอาเสื้อแจ็กเกตคลุมไว้

คืนวันที่สามเสียงปืนดังกลางดึก ปลุกให้ไพฑูรย์ตื่น สลัดผ้าห่มออก เสียบปืนเข้าที่ สวมแจ็กเกตและเปิดประตูคลานออกมาดูเหตุการณ์ เพราะตอนนั้นกำลังมีการยิงต่อสู้กัน กระสุนอาจหลงมาถูกเข้า เสียงปืนดังมาจากทางศาลาการประชุมของชาวบ้าน ไพฑูรย์วิ่งอ้อมไปยังต้นเสียงปืน

ขณะที่วิ่งอ้อมไม่ได้ทันระวัง จึงถูกโจรยิงใส่ถึงกับหงายหลังตึง พอหายจุกจึงค่อยๆคลานเข้าไปตรงจุดที่ถูกยิง เห็นเปลวไพแลบออกมาจากตรงปากกระบอก จึงเล็งปืนยิงใส่สามนัดเป็นการยิงหวังผล การยิงโดยกะระยะว่าหนึ่งในสามนัดจะเข้าเป้า เสียงร้องดังลั่นแล้วเงียบไป

ไพฑูรย์วิ่งต่อไปข้างหน้าโดยคราวนี้วิ่งสลับฟันปลา บังต้นไม้ปลอดภัยไว้ก่อนเสียงปืนดังชัดขึ้นแสดงว่าใกล้จุดปะทะ ไพฑูรย์คลานเข้าไปจนใกล้ได้ยินเสียงเรียกเปรย เปรย แล้วมีเสียงตอบดังกลับมา คนที่เรียกเคลื่อนที่เข้าหาแนวต้านทานของชาวบ้านที่ซุ่มเงียบไม่ยิงส่งเดช เสียงหมอเปลวสั่งยิง เสียงปืนฝ่ายชาวบ้านดังสวนมา สมุนของเจ้าเปรยถูกกระสุนนอนตายสามคน

ไพฑูรย์ได้ยินเสียงสบถด่าทอ แล้วเจ้าเปรยก็ผละออกจากการต่อสู้ สัญชาตญาณบอกให้วิ่งอ้อมไปดักหน้า โดยใช้ฟังเสียงวิ่งที่อยู่ข้างหน้า พอทันกันไพฑูรย์ก็ตะโกนว่า

“ไอ้เปรย ไอ้เสือเปรย วันนี้มึงตาย”

“มึงนั่นแหละตาย”

เสียงปืนดังขึ้นไล่เลี่ยกัน ไพฑูรย์เซจากแรงปะทะของลูกปืนที่มารู้ตอนหลังว่าเป็นปืนพาลาเบลรั่ม เสือเปรยก็หงายหลัง ปืนหลุดจากมือ ไพฑูรย์ลุกขึ้นก่อนปรี่ไปเอาปืนจ้องเอาไว้ เสือเปรยตาเหลือกยกมือไหว้ขอชีวิตไพฑูรย์ไม่เหนี่ยวไกเพราะลูกผู้ชายเมื่อขอชีวิตก็ให้

แต่ชาวบ้านที่ตามมาทันไม่ยอม หมอเปลวดึงมือไพฑูรย์ผละออกมาหูยังได้ยินเสียงตุ้บๆๆ

ดังเหมือนตีวัวตีควาย บรรดาญาติของพวกที่ถูกเสือเปรยฆ่าตัดสินประหารชีวิต รุ่งเช้าไพฑูรย์ไปดูศพเสือเปรย บอกว่า มีรอยถูกตีจนน่วมไปหมด แต่ไม่มีเลือดออกสักหยด หน้าตายุบมองไม่เป็นหน้าคน เป็นการตีด้วยไม้ที่พอจะหาได้

ศพของเสือเปรยถูกเผาทิ้ง อีกสามวันต่อไปไพฑูรย์ลาหมอเปลวกลับศรีมหาโพธิ์ก่อนจะออกจากปราจีนบุรี พร้อมกับยาถอนยาสั่งที่ได้จากลุงหมอเปลวติดตัวไว้เพื่อป้องกันตัว

ใส่ความเห็น