◎ตำนานอาทิตย์อัสดง◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎ตำนานอาทิตย์อัสดง◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์มักพูดเสมอว่ามนุษย์เราคล้ายถูกลิขิตมาให้ต้องมีชีวิตไปตามสิ่งที่เรียกว่า “พรหมลิขิต” จะแหกหรือฝืนไปมิได้”

แต่สำหรับไพฑูรย์แล้วเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้ทำให้ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หาใช่ผู้อื่นมาบงการก็หาไม่ คนอื่นอาจเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ถ้าเราไม่ไปเกี่ยวข้องด้วยเรื่องไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดต่อไป แต่เพราะตัวเราไม่ป้องกันไม่รู้จักมีขันติความอดทนจึงบานปลายไปเป็นเรื่องใหญ่ต้องกลายเป็นอาชญากรคนขี้คุกขี้ตะรางไป ทำไมต้องไปโยนให้เป็นพรหมลิขิตด้วยเล่า เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่เรียกว่า”ตัวกู ของกู นี่กูนะ”

ทำไมต้องฆ่าคนเพิ่มเพียงแต่มาพูดใส่หน้าว่า “ไอ้สิงหินกินน้ำข้าว” เพราะว่านี่กูนะ กูคือสิงโตหิน มึงมาเปรียบเทียบกูเป็นหมาหิน มึงต้องตายเพราะบังอาจมาลบหลู่กูได้ ฆ่าเขาแล้วสะใจได้ไม่นานถูกลงโทษซ้อม ส่งฟ้องศาลเพิ่มข้อหาเข้าไป บาปพอกพูน ไปไหนมีแต่ศัตรูเพราะคนที่ถูกฆ่าคนหนึ่งมีญาติพี่น้องมีคนที่รักอยู่อีกมากรอคอยจะคิดบัญชี

ออกจากคุกบวชอุทิศกุศลให้ผู้ที่เคยสังหารก็ถูกลูกชายคนตายตามมายิงทั้งผ้าเหลือง แต่ตอนนั้นสิงโตหินได้ตายอยู่ในคุกบางขวางโน่นแล้วมีแต่นายไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม อดีตนักโทษประหาร 2 คดี จำคุกอีกเป็น 100 จึงไม่เอาความ ไม่ให้ความจริงกับตำรวจกองเมืองนนทบุรี เพื่ออโหสิกรรมต่อกัน

ปีพุทธศักราช 2484 น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซ่องนรกใช้การไม่ได้ น้ำเข้าไปท่วมนอง มองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำ มีเรือพายขนาดต่างๆ พายกันมาระเกะระกะไปหมดก็รถวิ่งไม่ได้ก็ต้องใช้เรือแทนที่ลานพระบรมรูปทรงม้ากลายเป็นตลาดน้ำ มีผู้พายเรือนำสินค้ามาขายแม้แต่ก๋วยเตี๋ยวเรือก็ลอยลำมาให้บริการ ญี่ปุ่นเองก็ลำบาก ต้องต้อนม้าไปไว้ในวัดสระเกศ ลานหน้าทางขึ้นภูเขาทองมองเห็นแต่ขี้ม้า พระเถรเณรชีเดินเหยียบขี้ม้าลื่นล้มจมคว่ำต้องงดประเพณีตักบาตรเทโวโรหนะเพราะขี้ม้าขวางทางเดินพระลงจากยอดภูเขาทองมารับบาตรตามขั้นบันไดอาจลื่นตกลงมามรณภาพได้

ที่ตลาดริมทางรถไฟในแถบวัดบรมนิวาสเดิม พอรถไฟแล่นมาก็เก็บแผง ที่วางไว้บนรางรถไฟด้วยความเคยชิน แต่พอญี่ปุ่นขึ้นสถานีรถไฟหัวลำโพงกลายเป็นสถานีรถไฟที่ญี่ปุ่นเข้าคุมเอาไว้เช่นเดียวกับสถานีบางกอกน้อย มีการตั้งบังเกอร์พร้อมปืนกลหนัก มีธงอาทิตย์อุทัยปลิวสะบัดลมคู่กับธงไตรรงค์

เมื่อญี่ปุ่นเห็นพ่อค้าแม่ค้าแผงค้ามาวางไว้บนรางรถไฟก็ตกใจ ร้องโนะๆเนะๆ ดังขรมไปหมด เอาทหารมาไล่พ่อค้าแม่ค้าเป็นประจำจนค้าขายกันไม่ได้ ร้อนถึงการรถไฟต้องเปิดเจรจากับทหารญี่ปุ่นว่าอย่าไปห้ามพ่อค้าแม่ค้าขายของเพราะขายกันมานานแล้วก่อนญี่ปุ่นจะเข้ามาเสียอีก ต่อไปพอรถไฟออกจากสถานีให้แล่นช้าๆ แล้วเปิดหวูดพ่อค้าแม่ค้าจะเก็บข้าวของทัน

ตลาดรถไฟหลังวัดบรมนิวาส จึงมีชื่อใหม่ว่า “ตลาด โบ๊ะเบ๊ะ” ตามที่ญี่ปุ่นร้องตะโกนไล่ พอสงครามสงบเลยเรียกเพี้ยนไปว่า “ตลาดโบ๊เบ๊” จนทุกวันนี้

ไพฑูรย์เล่าว่าตอนแรกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่นมีว่าหากคนไทยทำผิดต่อกองทัพญี่ปุ่นจะต้องคุมตัวมาส่งตำรวจไทยแต่ในระยะต่อมาเสรีไทยเริ่มส่งคนเข้าไปขโมยสินค้า เช่น ผ้า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด สบู่ ไม้ขีดไฟ น้ำตาล ยารักษาโรคโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลิน ในโกดังเก็บเสบียงในค่ายทหารกองทัพงิถี่ขึ้น สร้างความเสียหายให้กับกองทัพงิเป็นอันมาก ทหารยามถูกสังหารไปหลายสิบคน แม่ทัพกองทัพงิจึงเข้าพบจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อขอให้แก้ข้อตกลงว่า

“ความผิดใดที่คนไทยลักลอบเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับกองทัพงิในที่ตั้ง เป็นความชอบธรรมที่กองทัพงิจะใช้กฎอัยการศึกของทหารมาจัดการกันเอง เพราะทุกครั้งที่เกิดเรื่องๆมักเงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยรู้เห็นเป็นใจกับเสรีไทย ในที่สุดจึงมีการแก้ไขข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับกองทัพงิใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น”

ไพฑูรย์ว่าทำไมเรื่องจะไม่เงียบ ก็อธิบดีกรมตำรวจ คุณหลวงอดุล เดชจรัส ก็เป็นเสรีไทยมีชื่อจัดตั้งเป็นการลับว่า “พูเลา” เพื่อสะดวกในการพบปะกัน เมื่อข้อตกลงถูกแก้ไข ญี่ปุ่นใช้กฎอัยการศึกแบบญี่ปุ่นกล่าวคือ

“ลักน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันก๊าดก็จับมัดมือเอาน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันก๊าดกรอกปากจนเต็มกระเพาะ ลักสบู่ก็เอาสบู่ละลายน้ำกรอกปากเข้าไป ลักปูนซีเมนต์ก็เอาปูนซีเมนต์ผสมน้ำเทหล่อลงไปในถังน้ำมันที่เรียกว่าถังแดง”

ขบวนการเสรีไทยและไทยถีบตายเพราะถูกลงทัณฑ์ แต่ขึ้นชื่อว่าคนไทยไม่เคยกลัว กลับเล่นงานหนักขึ้น ทหารญี่ปุ่นเดินไปทางไหนก็มีคนดักตีหัวด้วยไม้คมแฝกจนไม่กล้าเดินคนเดียวหรือสองคน ไปไหนต้องไปกันเป็นหมู่เพื่อปลอดภัยไว้ก่อน จนมีคำพูดกันในหมู่คนไทยในสมัยนั้นว่า

“กองทัพงิยังแพ้กองทัพงัด เพราะกองทัพงัดงัดของกองทัพงิเอาไปแลกเป็นเงิน”

นอกจากจะงัดเอาของแล้วตอนหลังถึงกับวางเพลิงเผาโกดังจนวอดวาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าเมื่อเป็นข้าศึกแล้วอย่าหวังว่าจะอยู่บนแผ่นดินไทยได้สงบสุข ไม่มีโกโบริ ไม่มีอังศุมาลิน มีแต่เสรีไทยเผชิญหน้ากับญี่ปุ่นแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

ในตอนท้ายของสงคราม เสรีไทยยังเป็นผู้ชี้เป้าให้เครื่องบินพันธมิตรบอมบ์เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่สถานีรถไฟหัวลำโพงและบางกอกน้อยนั้นญี่ปุ่นตายเป็นเบือ โรงทอผ้าย้อมผ้าที่โรงเลี้ยงเด็กถูกบอมบ์พินาศเพราะการชี้เป้าของเสรีไทยทั้งนั้นโรงไฟฟ้าวัดเลียบ สะพานพุทธ สะพานพระราม 6 ล้วนฝีมือชี้เป้าของเสรีไทยทั้งหมด

ไพฑูรย์เล่าว่าญี่ปุ่นในประเทศไทยสู้ยิบตาแบบถวายชีวิตเสียงบันไซๆๆ ดังกระหึ่มกรุงเทพฯเพราะสงครามติดพันระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นยังไม่สิ้นสุด จนในที่สุดสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกลงที่ฮิโรชิมา และ ลูกที่ 2 ลงที่นางาซากิ รัฐบาลสหรัฐฯ บลัฟว่าลูกที่ 3 จะลงที่พระราชวังอิมพิเรียล กรุงโตเกียว (ความจริงไม่มี เพราะเฮฟวี วอเตอร์กับยูเรเนียมที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยามีเพียงทำระเบิดได้ 2 ลูกเท่านั้น)

แต่ญี่ปุ่นเห็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับฮิโรชิมาและนางาซากิแล้วมิอาจเสี่ยงได้ นายพลฮิเรโดชิ โตโจ จึงเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิเพื่อเตรียมแถลงการณ์ยอมแพ้ต่อสหรัฐอเมริกาหลังจากญี่ปุ่นเซ็นสัญญาสงบศึกกับสหรัฐฯ บนเรือรบมิตซูรีของสหรัฐฯในมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วกองทัพงิในประเทศไทยก็ต้องทำตามคำสั่งรัฐบาลญี่ปุ่น คือยอมแพ้ออกมามอบตัว ส่วนหนึ่งกระทำการที่ไพฑูรย์เล่าว่าทหารญี่ปุ่นเรียกว่า “เซบปุกุ” แต่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม “การฮาราคีรี”

ไพฑูรย์เล่าต่อไปว่า ตามหลักการของชาวบูชิโด (นักสู้ผู้มีเกียรติ) หรือซามูไร เมื่อปฏิบัติการเกิดความผิดพลาดพ่ายแพ้จะไม่ยอมอยู่สู้หน้าผู้คน แต่จะฆ่าตัวด้วยดาบซามูไรสั้นของตัวเอง ดาบซามูไรของญี่ปุ่นเป็นดาบประจำตระกูลใครตระกูลมัน มีดวงตาประจำสีทองอยู่ที่ด้ามดาบทุกด้ามกับที่ใบดาบ เป็นดาบที่แม้จะมิได้ใช้รบแบบโบราณ แต่ใช้คาดเอวเพื่อแสดงความเป็นนายทหาร ดาบยาวใช้ฟันคู่ต่อสู้ ดาบสั้นใช้แทงคู่ต่อสู้ หรือกระทำการฮาราคีรี

การกระทำการฮาราคีรี คือการสวมชุดขาว เปิดหน้าท้อง คุกเข่าลงบนพื้น มีผู้ช่วยยืนถือดาบซามูไรอยู่ด้านหลัง รอให้ผู้กระทำการฮาราคีรีใช้สองมือกำด้ามดาบสั้น ใช้ปลายแทงที่ท้องน้อยแล้วกระชากใบมีดให้คว้านขึ้นมาเพื่อไปยังสะดือ แผลที่หน้าท้องจะกว้างขึ้น อาการเจ็บปวดทรมานมากขึ้น คนที่อยู่ด้านหลังจะจ้วงดาบซามูไรยาวที่ยกขึ้นสูงตัดก้านคอผู้กระทำการฮาราคีรีให้ขาดกระเด็นเพื่อมิให้เจ็บปวดทรมานต่อไปกว่าที่ทางรัฐบาลจะเข้าไปในกองบังคับการกองทัพงิมีนายทหารกระทำฮาราคีรีไปแล้วนับสิบนาย

บรรดานายพลญี่ปุ่นที่ยอมแพ้จะขนเงินที่พิมพ์ไว้ใช้ให้กับเมียชาวไทย ที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “คุณนายซากูระ” กับคนไทยที่ทำตัวเป็นขี้ข้าญี่ปุ่นเพราะรู้ดีว่ารัฐบาลไทยจะซื้อธนบัตรคืนในราคาพอสมควรเพื่อทำลายทิ้งเพราะพิมพ์ใหม่ไม่ทันทำให้เกิดเศรษฐีและเศรษฐีนีสงครามขึ้น หลังสงครามโลกสงบหลายคนยังมีชีวิตอยู่ แต่คนยุคหลังไม่รู้ ไพฑูรย์แจงเป็นฉากๆแต่ผู้เขียนได้แต่จดไว้ไม่อาจนำมาเขียนได้เพราะอาจเป็นปัญหาฟ้องร้องทางกฏหมาย

ไพฑูรย์เล่าว่ายังจำภาพนายทหารญี่ปุ่นที่เคยกร่าง เดินเรียงแถวเอาทือทูนไว้บนหัวให้ฝ่ายไทยกับพันธมิตรจับกุมไปขังรอการสอบสวน หลายคนถูกแจ้งข้อหารุนแรงถึงขั้นอาชญากรสงคราม ที่ทำกับคนไทยและกับเชลยศึกพันธมิตรที่กาญจนบุรี นายพลที่ถูกจับกุมในประเทศไทยถูกตัดสินแขวนคอไปหลายคน หลายคนถูกจำคุกชดใช้กรรม สหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมญี่ปุ่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพิเศษ ห้ามญี่ปุ่นสะสมกำลังทหารและอาวุธ เพิ่งจะมายกเลิกให้มีกองกำลังป้องกันประเทศได้เมื่อหลายปีมานี้เอง

ทั้งยังคงฐานทัพเรือไว้ในญี่ปุ่นจนทุกวันนี้ แม้จะมีการเดินขบวนขับไล่จากชาวญี่ปุ่นหลายครั้งหลายคราด้วยกัน

บรรดาคนไทยที่ยอมตัวเป็นขี้ข้าญี่ปุ่นถูกคนไทยเล่นงานงอมพระราม ทั้งโกนหัว ทั้งเอาป้ายแขวนคอประจาน จนรัฐบาลต้องสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีอย่างจริงจังจึงสงบได้

ไพฑูรย์บอกว่ารู้สึกภูมิใจที่ชีวิตส่วนหนึ่งได้ร่วมปฏิบัติการกับเสรีไทยเพื่อเล่นงานญี่ปุ่นดังที่ผู้เขียนได้เคยนำมาเขียนไว้หลายตอนแล้ว แม้ตอนที่เสรีไทยชายหญิงแต่งชุดเต็มยศเดินสวนสนามผ่านหน้าที่ประทับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 กับนายพลลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบทเทน ตัวแทนพันธมิตรภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ไพฑูรย์ได้ไปยืนดูอยู่ด้วยความภาคภูมิใจที่ประเทศไทยรอดจากการเป็นผู้แพ้สงครามร่วมกับญี่ปุ่น เพราะการปฏิบัติการของกองกำลังเสรีไทย

ใส่ความเห็น