◎ตำนานเสือปล้นวิชาคนถือไต้◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎ตำนานเสือปล้นวิชาคนถือไต้◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์มักกล่าวเสมอว่าชุมโจรหมายถึงคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปพร้อมด้วยอาวุธประจำกาย จะพรางหน้าพรางตาหรือไม่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือการข่มขู่ทำร้ายบังคับขืนใจให้ผู้อื่นมอบให้ซึ่งทรัพย์สินโดยมิเต็มใจ

ท่านว่ากระทำการเป็นโจร โจรมีหลายระดับ โจรทั่วไปคือปล้นทรัพย์ได้ทรัพย์แล้วไม่ทำร้ายเจ้าทรัพย์เพื่อปิดปากด้วยการฆ่า กับโจรที่ปล้นฆ่าข่มขืนเจ้าทรัพย์ทุกครั้งที่ลงมือจึงได้รับฉายาใหม่ว่า “เสือ” เพราะเสือมันดุร้ายเหี้ยมโหดกินเลือดกินเนื้อเหยื่อ

พวกโจรปล้นฆ่าข่มขืนจึงไม่ผิดอะไรกับเสือในป่า เสือยังแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ

เสือปล้นคนอาทรัพย์สินไม่ปล้นแบบต้อนวัวต้อนควายเป็นของแถม

เสือสมิง ฆ่าข่มขืนเจ้าทรัพย์ เขาเรียกว่าเป็นเสือครึ่งคนครึ่งปีศาจ เสือพวกนี้พวกเสือด้วยกันไม่คบเพราะหน้ามืดมีแต่ตัณหาราคะ เมียเสือด้วยกันหากเผลอก็ตีท้ายครัว

ไพฑูรย์บอกว่าพวกเสือคนมาขอให้ทำฎีกายินดีทำให้ แต่ไอ้พวกเสือสมิงพวกนี้แม้มาอ้อนวอนก็ไม่ทำให้เพราะเป็นเสือไร้ศักดิ์ศรี ไพฑูรย์เล่าว่าสมัยก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เสือคนเวลาออกปล้นจะแอบทิ้งใบบอกไว้ในเขตบ้านเป้าหมายความว่า

“กูเสือ…….ต้องการปล้นบ้านมึง พวกมึงรวยมากจนกูต้องมาขอแบ่ง….กูจะยกพวกมาปล้นบ้านมึงหากไม่ต้องการเห็นการเสียเลือดเนื้ออย่าได้ต่อสู้หรือไปขอกำลังเจ้าหน้าที่ ยอมแบ่งทรัพย์สินมาเสียดีๆ หากคิดว่าแน่ละก็เตรียมตัวตายได้เลย แล้วเจอกัน
ลงชื่อ เสือ………………………..

การปล้นแบบทิ้งใบบอกได้มาจากวิธีที่เรียกกันเป็นชื่อเฉพาะว่า “กาคาบข่าว” (สมัยนี้เรียกว่าใบปลิว) มีใครก็ไม่รู้ละเอากระดาษที่มีข้อความใส่ร้ายบุคคลที่สามไปหล่นไว้ในสถานที่ต้องการให้ข่าวแพร่ พอมีคนมาอ่านก็เล่าลือกันไป ในที่สุดคนที่ตกเป็นผู้ถูกใส่ร้ายต้องถูกทางการดำเนินการสอบสวน บางครั้งรับโทษจากการสอบปากคำด้วยวิธีการที่เรียกว่า “จารีตนครบาล” คือการทรมานผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกระบุใน “กาคาบข่าว” จนในที่สุดทนความเจ็บปวดทรมานมิได้ จำต้องยอมสารภาพ ถูกขังคุกหรือถูกประหารมีผู้ต้องถูกประหาร 7 ชั่วคนด้วยกาคาบข่าวมาแล้วอย่างน่าอนาถ

เมื่อทิ้งใบบอกไว้แล้ว เสือร้ายจะไม่ละเลย จะส่งสายมาคอยดูลาดเลาว่าทางเจ้าทรัพย์มีความเคลื่อนหวอย่างไรบ้าง ทำเรื่องร้องเรียนไปถึงทางการ หรือระดมผู้มีฝีมือมาเตรียมรับมือโจร มีการย้ายทรัพย์สินบ้างหรือไม่ เมื่อทุกอย่างกระจ่างก็ให้สายทำแผนที่ทางเข้าออกบ้านเจ้าทรัพย์เพื่อจะได้วางแผนเข้าปล้นได้อย่างรัดกุมจะได้สูญเสียชีวิตน้อยที่สุดในการปล้น

เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีแล้วโหราจารย์โจรจะได้ใช้ฤกษ์ดาวโจรที่เรียกว่า “โจโรฤกษ์” เข้าทำการปล้น

ตอนหัวค่ำของวันที่จะเข้าปล้นหัวหน้าโจรจะเรียกประชุมโจรในชุมโจรเพื่อทำพิธีเบิกฤกษ์โดยจะตั้งศาลเพียงตา ปูผ้าขาววางเครื่องเซ่น ประกอบด้วย ไก่ต้ม 2 ตัว เหล้าขาว 1 ขวด กับ กับข้าวคาวหวาน เอา หอก ดาบ ปืนยาว ปืนสั้น มีดสั้นมาวางรวมกัน จากนั้นจึงร่ายโองการ เชิญปรมาจารย์โจรมารับเครื่องเซ่นจากนั้นจึงเสกตัวคนถือไต้ด้วยอาคมผ่านน้ำมันงาเสกที่ถูกชโลมตัวจนมันแผล็บ

ไพฑูรย์เล่าว่าคนถือไต้คือคนสำคัญที่สุดในการปล้น เพราะจะเป็นคนที่จะทำลายขวัญและกำลังใจของฝ่ายเจ้าทรัพย์และผู้รักษากฏหมายให้พินาศไป

ระหว่างทำพิธีจะต้องไม่มีลางร้ายปรากฏไม่ว่าจะเป็นหมาหอน นกแสกบินผ่าน หนูวิ่งมากินเครื่องเซ่น หรือ หอก ดาบ ปืน ที่คานกันตั้งไว้ล้มลงมากองกับดินพอธูปหมดไปสักครึ่งดอก คนถือไต้จะมีอาการไม่เป็นตัวของตัวเอง ตาที่ลืมอยู่หลับลงนอนดิ้นปัดๆ เจ้าพิธีจะเอาน้ำมนต์ที่ทำไว้นอกพิธีมาเทรดลงไปบนศีรษะ คนถือไต้จะลืมตาขึ้นในลักษณะตาค้างขึ้นข้างบนมองไม่เห็นตาดำ เจ้าพิธีจะเอามงคลครอบลงไปบนศีรษะแล้วรูดผ่านลงไปห้อยที่คอตอนนี้คนถือไต้จะได้สติแต่ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่จะร้องออกว่า

“ได้ฤกษ์เบิกดาวโจรดาวหมาห้อยหัวลงเมื่อใดกูจะนำพวกมึงไปยังขุมทรัพย์”

บรรดาโจราทั้งหลายจะโห่ร้องก้องสนั่นรอเวลา ไพฑูรย์บอกว่าทำไมต้องดูดาวหมาให้ห้อยหัวก็เพราะว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่หมาจะนอนหลับเป็นตายไม่หือไม่อือไม่เห่า เวลาผ่านไปที่ใดจะไม่มีเสียงหมาเห่าเกรียวตามทางผ่าน เมื่อได้เวลาหัวหน้าโจร รองหัวหน้าอีกสีคนรวมเป็นห้าจะสวมชุดดำขึ้นหลังม้า คนถือไต้จะขึ้นมาหลังหัวหน้าโจรแล้วชักม้าไปอยู่ข้างหน้าหัวหน้าโจร คนถือไตจะร้องตะโกน

“ไอ้เสือคนออกปล้น ชะโย ชะยะ ชนะ สัพพะอุปะสัคคะวินาสสันตุ”

คนถือไต้กระตุ้นม้าออกวิ่งเหยาะๆนำหน้า ตามด้วยหัวหน้าโจรกับรองหัวหน้าอีกสี่ ส่วนสมุนถืออาวุธครบมือเดินตามไป ไพฑูรย์บอกว่าน่าประหลาด ตลอดทางไม่ได้ยินเสียงเห่าหอนของสุนัขแม้แต่แอะเดียวจนใกล้ถึงบ้านเป้าหมาย สายโจรจะมาคอยรอพบเพื่อรายงานสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อทุกอย่างพร้อม ขบวนโจรจะเคลื่อนที่ต่อไปจนมองเห็นหลังคาบ้านเจ้าทรัพย์จึงให้คนถือไต้จุดไต้ขึ้น ไต้ที่จุดนั้นติดอยู่กับด้ามไม้ที่มีแป้นกลมกันไต้หยดใส่มือพร้อมไม่ได้จุดคบเหมือนที่เขาว่ากันเป็นไต้อันเขื่อง ส่วนหัวหน้าโจรกับรองหัวหน้าอีกสี่ก็จุดไต้ตาม

คนถือไต้ลงจากม้า วิ่งถือไต้นำหน้า ปากก็ร้องว่า

“ไอ้เสือ…..ปล้นโว้ย ไอ้เสือ…….ปล้นโว้ย ไอ้เสือ………ปล้นโว้ย” (3 ครา)

ตอนนี้คือตอนสำคัญ เจ้าทรัพย์จะยิงปืนใส่ทันที โดยยิงเป้าไปที่คนถือไต้ เพราะหากยิงคนถือไต้ม้วยละก็จะมีเสียงไอ้เสือถอยตามมาเพราะถือว่าเสียฤกษ์ ไพฑูรย์บอกว่าเมื่ออยู่ร่วมกับเสือเสริมบ้านหัวแด่น (ปัจจุบันคือ อ.พยุหะคีรี) คนถือไต้ไม่เคยตายสักคราลูกปืนสาดออกมาล้วนแคล้วคลาด มีที่ถูกก็เพียงแต่สะท้านไม่ล้มหยุดกึกหนึ่งแล้วจึงวิ่งต่อ

เสียงปืนยิงโต้ตอบกันดังระงม เสียงตีเกราะเคาะไม้ดังมาจากบ้านกำนัน แต่อย่าหวังเลยว่าชาวบ้านจะลงมาช่วย ใครจะเอาชีวิตไปเสี่ยงเล่า หากเจ้าบ้านเพลี่ยงพล้ำก็จะถอยออกจากบ้านด้วยการลอดช่องกระดานที่ทำไว้ด้านหลังเอาชีวิตรอดไปทิ้งทรัพย์สินให้โจรกวาดเอาไป

โจรเข้ารื้อค้นเอาตามชอบใจ ช่องลับที่แอบซ่อนทองหยองเงินทองถูกงัดออกมาจนหมด โจรพวกนี้มีประสบการณ์สูงเมื่อได้ของที่ต้องการแล้วก็จะถอยตอนนี้หัวหน้าโจรจะสั่งให้นับจำนวนสมุนว่าครบหรือไม่ บาดเจ็บกี่คนตายกี่คน ก่อนจะเดินทางกลับด้วยการร้องตะโกนว่า

“ไอ้เสือ….ถอย ไอ้เสือ…….ถอย ไอ้เสือ…….ถอย” (3 ครา)

หามศพและคนเจ็บกลับไปโดยมีสายโจรคอยนำทางหนีไปอีกทางหนึ่งเพื่อป้องกันการดักซุ่มโจมตีจากทางการและชาวบ้านอาสาสมัคร กลับชุมโจรโดยปลอดภัย พักผ่อนกันให้เต็มที่ พอค่ำวันรุ่งขึ้นก็มีการเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งเป็นที่สนุกสนาน อีกสองสามวันต่อมาจึงเป็นการแบ่งทรัพย์สินที่ปล้นมาได้ให้กับคนที่มีชีวิตรอดปลอดภัยอย่างเท่าเทียมกัน เสือเสริมจะแบ่งส่วนของตัวเองและรองหัวหน้าสี่คนคนละเท่าๆกันและให้กับเมียสมุนโจรที่เสียชีวิตในการปล้น ส่วนผู้บาดเจ็บจะได้เงินเพิ่มที่ต้องเสียเลือดเนื้ออย่างยุติธรรม

พี่ปลั่งคนถือไต้ตอนหลังได้ผันตัวเองมาเป็นเสือปลั่งปล้นฆ่าอยู่แถวหันคา จ.ชัยนาท ถูกจับกุมตัวได้ศาลพิพากษาให้จำคุก 20 ปี ถูกส่งมาบางขวางได้พบกับไพฑูรย์ ต่างคนต่างจำกันได้จึงทักทายกันอย่างสนิทสนม พี่ปลั่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษก่อนไพฑูรย์ โดยอาศัยไพฑูรย์ช่วยทำฎีกาให้ เมื่อพี่ปลั่งจะออกไปจากคุกได้มอบคาถาแคล้วคลาดที่เรียกว่า
“คาถายอดมงกุฎ” ให้กับไพฑูรย์

◎คาถายอดมงกุฎ◎

ภาวนาเวลาฝ่าอันตรายจะแคล้วคลาดอันตรายทั้งปวง
ให้เอานิ้วชี้สองข้างแตะที่หน้าผากก่อนจึงลากเส้นไปจรดกันด้านหลังศีรษะโดยภาวนาว่า

พุทธังสัง มังคะลังโลเก

ให้เอานิ้วชี้สองข้างมาจรดกันที่ลิ้นปี่ก่อนจึงลากเส้นไปจรดกันด้านหลังศีรษะโดยภาวนาว่า

ธัมมังสัง มังคะลังโลเก

ให้เอานิ้วชี้สองข้างจรดกันที่สะดือก่อนจะลากเส้นไปจรดกันด้านหลังที่กระเบ็นเหน็บ โดยภาวนาคาถาว่า

สังฆังสัง มังคะลังโลเก

จึงเอานิ้วชี้สองข้างชี้จรดกันที่หน้าผากอีกครั้งแล้วลากเส้นผ่านสันจมูกปลายจมูกลงไปที่ปลายคางลงไปที่คอหอยแล้วลากลงมาจนสุดที่รูสะดือ ภาวนาคาถาว่า

พุทธังสังมิ อิติปิโส นะโมพุทธายะ อุด อัด ปัด ปิด ผิด ปฏิตสังขาโย

ทำได้ทุกวันก่อนออกจากบ้านท่านว่าจะแคล้วคลาดอันตรายทั้งปวง โดยเฉพาะลูกหลงจากไอ้พวกอันธพาลในคราบนักศึกษาช่างกลช่างยนต์ที่มักเข่นฆ่ากันแต่ชาวบ้านเดือดร้อนเจ็บฟรีตายฟรีแหละพี่น้องเอ๋ย สำหรับคาถานี้ใครอยากจะเรียนก็เรียนได้ครับแนะนำให้ใส่บาตรวันพฤหัสบดีซึ่งเป็นวันครูเหมาะแก่การเรียนวิชาอาคมต่างๆ เมื่อใส่บาตรแล้วอธิฐานอุทิศให้อาจารย์ไพฑูรย์,เสือปลั่งและครูบาอาจารย์เจ้าวิชาจะขลังนักแล

ใส่ความเห็น