◎ตำนานเสือโจรผู้มีคุณธรรมตอนจบ◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎ตำนานเสือโจรผู้มีคุณธรรมตอนจบ◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

เถ้าแก่เรียกไพฑูรย์ไปขอร้องให้ช่วยจัดการกับเบิ้มตลาดน้อย ในนามของแม่ดอกเหมยที่รัก

นายเบิ้มเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่ทำการค้ากับญี่ปุ่น และนำสินค้าที่ได้จากญี่ปุ่นไปขายในตลาดมืด ขัดกับมิตรของชาวจีนในเยาวราชที่ห้ามค้าขายกับญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นรุกรานจีน แม้จะถูกคาดโทษจากอั้งยี่ในเยาวราชจนถึงปะทะกันแต่เบิ้ม ตลาดน้อยนำนักเลงจากตรอกสลักหินหัวลำโพงมาเป็นกำลังหลักในการคุ้มครอง ทำให้อั้งยี่จากเยาวราชตายไปหลายคน ทั้งนี้หากอั้งยี่เยาวราชรวมกันออกโรงเรื่องจะบานปลายทำให้ชาวเยาวราชเดือดร้อน

ไพฑูรย์รับปากแต่ไม่กำหนดวันเวลาแน่นอนเอาไว้ แต่ขอให้ดูพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ ไพฑูรย์เรียกประชุมเจ้าอำไพกับเจ้าประจวบ เจ้าหม่อมหลวงลออมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ไพฑูรย์กล่าวกับสหายร่วมตายว่า

“เถ้าแก่ขอให้ช่วยจัดการกับเบิ้ม ตลาดน้อย ที่คบค้ากับญี่ปุ่นค้าขายตลาดมืดเป็นการทำร้ายชาวจีนและทำให้พี่น้องชาวไทยเดือดร้อนเพราะสินค้าจำเป็นหายไปจากท้องตลาดโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่ทำให้คนจนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงขอให้เพื่อนแสดงความเห็นในเรื่องนี้ด้วย”

ทั้งสามสหายบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเปียจะเอาอย่างไรพวกเราเอาด้วยทุกเรื่อง ไพฑูรย์เอ่ยปากขอบใจสหายทั้งสามหลังจากนั้นได้ผลัดกันเดินทางไปยังร้านของนายเบิ้มเพื่อนำข้อมูลของแต่ละคนมารวมกันเพื่อวางแผนในการถล่มเบิ้ม ตลาดน้อย

เจ้าอำไพไปเฝ้าได้ข้อมูลมาว่า นักเลงจากตรอกสลักหินจำนวน 10 คน จะคอยป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณรอบร้านของเบิ้ม โดยกระจายกันออกไปไม่รวมกันเป็นหมู่ 5 คน สองคนนั่งอยู่ที่ด้านในประตู หน้าร้านหนึ่งคน อีกคนนั่งประกบอยู่หลังเคาน์เตอร์ที่ทำงานของเบิ้ม อีกคนเฝ้าประตูด้านหลังสองคน คนหนึ่งเป็นคนขับรถ คนหนึ่งเป็นมือปืนคุ้มกันประจำอยู่ที่รถของเบิ้ม แต่ละคนมีนกหวีดเพื่อเป่าปากบอกเหตุ

เจ้าประจวบไปเฝ้าได้ข้อมูลมาว่ามือปืน 10 คนที่เจ้าอำไพระบุจะมาถึงหน้าร้านของเบิ้มตั้งแต่เวลา 05.00 น. เบิ้มจะนั่งรถมาถึงหน้าร้านเวลา 07.00 น. ทุกเช้าจะนั่งอยู่ในรถกับมือปืนประจำตัวด้านหลัง รอให้มือปืนที่นั่งด้านหน้าไขกุญแจเปิดประตูร้าน คนขับรถจะเทียบรถด้านหน้าร้านให้เบิ้มลงและทุกอย่างจึงจัดเข้าที่แบบลงตัว

เจ้าหม่อมหลวงลออไปเฝ้าได้ข้อมูลมาว่าเบิ้มจะปิดร้านในเวลา 17.00 น. ทุกวัน ไม่เปิดจนค่ำมืดจะมีผู้นำสินค้าจำเป็นที่จะส่งเข้าไปในตลาดมืด มาส่งให้ที่ร้านเบิ้มจะลงชื่อในใบรับให้จับกังแบกกระสอบไปรวมไว้ในร้าน รอส่งไปให้แผงค้าของตนเองในตลาดมืดต่อไป

แม้รัฐบาลจะคอยตรวจสอบการกักตุนแต่เบิ้มไม่เคยโดน เพราะเงินหนาเจ้าหน้าที่ตาบอดกันหมด แม้บางครั้งพลาดถูกจับก็สาวไม่ถึงตัวเบิ้มเพราะลูกน้องที่ขายของจะแสดงตัวเป็นเจ้าของแผงรับผิด ส่วนเบิ้มจะช่วยเหลือด้านคดีให้ปิดร้านแล้วจะขึ้นรถยนต์กลับที่พักโดยมีรถยนต์ของมือปืนแล่นประกบหลังมาป้องกันชีวิตจากการถูกลอบทำร้าย

ไพฑูรย์ติดตามประกบเบิ้มไปจนถึงที่พักที่อยู่ที่โรงเลี้ยงเด็กที่ใกล้กับโรงงานทอผ้าย้อมผ้าของญี่ปุ่นที่สะพานดำ เมื่อนำข้อมูลมาประมวลกันแล้วไพฑูรย์จึงวางแผนด้วยว่าหากขอคนจากเยาวราชก็ได้แต่จะเอิกเกริกและทำให้เบิ้มไหวตัวทัน ต้องทำงานร่วมกันกับเจ้าประจวบ เจ้าอำไพ และเจ้าหม่อมหลวงกำมะลอ เพื่อความคล่องตัว

ไพฑูรย์ไปขอปืนกลจากเถ้าแก่เพราะตอนนั้น ดร.ซุน ยัดเซิน กับขุนพลเจียง ไคเช็ค มาขอรับการสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเลในเยาวราช และได้ลักลอบนำอาวุธที่สหรัฐฯ สนับสนุนลงเรือมามอบให้ชาวจีนในเยาวราช อันทำให้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ สยามตกอยู่ในสถานะสนับสนุนอาชญากรสงครามเป็นผู้แพ้สงคราม ชาวจีนในเยาวราชจึงประกาศชัยชนะติดธงจีนคณะชาติถือเป็นเขตปกครองตนเอง รัฐบาลให้วางอาวุธ แต่ชาวบ้านในเยาวราชไม่ยอมจึงต้องส่งกำลังผสมตำรวจทหารเข้าปราบปรามเสียเลือดเนื้อเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก

เถ้าแก่ให้ปืนกลมาสองกระบอก เป็นปืนกลที่เรียกว่า “ทอมสัน” บรรจุกระสุนได้คราวละ 30 นัด ไพฑูรย์เอาไว้ใช้หนึ่งกระบอกอีกกระบอกหนึ่งเจ้าอำไพได้ไปเพราะในจำนวนสหายทั้งสาม เจ้าอำไพชำนาญเรื่องอาวุธปืนกว่าอีกสองคน

ไพฑูรย์วางแผนถล่มตอนที่เบิ้มเดินทางกลับเข้าบ้านโดยให้เหตุผลว่าจำนวนคนน้อยและการโจมตีจะเสียหายน้อยที่สุด เพียงแต่ว่าต้องรีบลงมือแล้วถอนกำลังกลับเพราะญี่ปุ่นมีที่ตั้งของโรงงานทอผ้าและโรงย้อมอยู่ที่ยศเส หากชักช้าไอ้ยุ่นแห่กันออกมาจากค่ายไม่ตายก็เลี้ยงไม่รอด รถยนต์ที่เบิ้มนั่งมาเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ของอเมริกา

เส้นทางการเดินทางของเบิ้มออกจากตลาดน้อยแล้วแล่นมาทางหัวลำโพงผ่านวัดเทพศิรินทราวาส ตัดเข้าแม้นศรีผ่านค่ายและโรงงานทอผ้าของญี่ปุ่นเพื่อกลับบ้าน การคุ้มกันน้อยลงมือปืนสองคนประกบซ้ายขวาของเบิ้มอยู่ด้านเบาะหลัง อีกคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างคนขับด้านหน้า

ไพฑูรย์พร้อมสามสหายไปซุ่มอยู่ใกล้กับบ้านของเบิ้มที่ต้องเลี้ยวเข้าตรอกไปจากถนนใหญ่ แต่วันนี้ผิดกับวันก่อนได้เวลาที่เบิ้มจะกลับถึงบ้านแต่ยังไม่มีวี่แววของเบิ้ม

เพราะเบิ้มไปงานเลี้ยงรับรองที่สถานทูตญี่ปุ่นเลี้ยงรับรอง ผบ.กองกำลังกองทัพงิ และสหายชาวไทยผู้ขายชาติ เรียกว่างานกระชับความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น งานนี้มีคนไทยและคนจนขายชาติมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทำให้เบิ้มกลับบ้านช้ากว่าปกติ เจ้าอำไพ บ่นว่ายุงกัดบรรลัยรานน่ากลัวไอ้เบิ้มจะไม่กลับบ้านเสียแล้ว

ไพฑูรย์บอกว่าใจเย็นๆ กลับไม่กลับก็ต้องรอกันจนรุ่งเช้านั่นแหละ เพราะทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมแล้วเหมือนปืนที่ขึ้นนกรอการเหนี่ยวไกเท่านั้นเอง

นาฬิกาบอกข้อมือเป็นเวลา 00.00 น. เจ้าอำไพส่งเสียงบอกว่า มาแล้วโว้ย เปิดไฟวาบๆมาโน่น ได้ยินว่าไฟวาบๆมาโน่น ทำให้ไพฑูรย์ ที่กำลังหาวหวอดหันกลับไปดูเห็นรถสารวัตรทหารญี่ปุ่นเปิดไฟแวบแวบมาแต่ไกลเป็นการคุ้มกันขบวนของ ผบ.โรงงานทอผ้ามาที่ทำการ มีเจ้าเบิ้มตามขบวนมาด้วย

“ฉิบหายแล้วไอ้เบิ้มมี ส.ห.ไอ้ยุ่น คุ้มกัน เอาอย่างไรดี” เจ้าประจวบส่งเสียงปรึกษาไพฑูรย์จึงปลอบใจว่า

“ดีซี พวกมือปืนตรอกสลักหินที่คุ้มกันมันคงกลับไปนอนกกอีตัวแล้วเพราะสารวัตรทหารญี่ปุ่นคุ้มกันเจ้าเบิ้มแทน ซึ่งเจ้าเบิ้มคงจะรู้สึกว่าปลอดภัยดีกว่าวันอื่นๆ ได้เวลาก็จู่โจมเลย”

เจ้าหม่อมหลวงลออควักน้อยหน่ายูเอสเอ มากระเดาะบนฝ่ามือแล้วพูดว่า “เสรีไทยสายยูเอสเอ เขาให้มา เขาบอกว่าเป็นน้อยหน่าเหล็กที่อเมริกันใช้ขว้างทำลายบังเกอร์ไอ้ยุ่นในหมู่เกาะแปซิฟิก”

“ไอ้ห่า อย่ามาเดาะเล่นหล่นปุลงไปละก็บึมตายห่ากันหมดทั้งโขยง” เจ้าอำไพตาเหลือก

“ไม่บึมหรอกไอ้เบื้อก สลักยังไม่ได้ดึงออกโว้ย ทำอย่างไรมันก็ไม่ระเบิดโว้ย” เจ้าหม่อมหลวงลอออธิบายพร้อมหัวเราะเบาๆ

รถสารวัตรทหารเลี้ยวนำขบวนเข้าโรงงานทอผ้ารถของเจ้าเบิ้มจอดรออยู่ที่ป้อมยาม ไม่นานนักรถสารวัตรทหารญี่ปุ่นก็แล่นออกมานำขบวนพาเจ้าเบิ้มกลับบ้านคันแรกเป็นนำทางมีไฟแวบๆด้านบน ตามมาด้วยรถบรรทุกขนาดกลางมีทหารอาวุธคราบมือจำนวน 10 คนแล่นตามมา จากนั้นเป็นรถของเจ้าเบิ้ม รถทุกคันจะต้องชะลอเพื่อเลี้ยวเข้าซอยบ้านเจ้าเบิ้ม ไพฑูรย์ให้โจมตีตรงจุดนั้น

พอรถสารวัตรทหารชะลอเพื่อจะเลี้ยวทำให้ขบวนรถที่ตามมาหยุดแล่น ไพฑูรย์กับเจ้าหม่อมหลวงลออมาด้วยกัน ส่วนเจ้าอำไพกับเจ้าประจวบแยกออกไปอีกทางหนึ่ง เจ้าอำไพสาดกระสุนเข้าใส่รถของสารวัตรทหารด้วยปืนกลมือเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทหารที่นั่งรถบรรทุกลุกจากที่นั่ง แต่เจ้าหม่อมหลวงลออดึงสลักนิรภัยน้อยหน่าเหล็กได้ยินเสียงนับ 1-5 จึงขว้างออกไปตกลงตรงท้ายรถบรรทุกระเบิดดังสนั่น ทหารญี่ปุ่นกระเด็นไปคนละทิศละทาง

เจ้าเบิ้มให้คนรถเคลื่อนรถออก ไพฑูรย์ถลันออกไปยืนจ้องปืนกลไปที่รถของเจ้าเบิ้มแล้วเหนี่ยวไก เจ้าเบิ้มกับมือปืนลดกระจกแล้วยิงสวนมา ไพฑูรย์บอกว่าเสียงหัวกระสุนวิ่งเฉียดตัวไปนัดแล้วนัดเล่า กระสุนปืนกลพรั่งพรูเข้าใส่เจ้าเบิ้มกับสมุนจนพรุนทั้งรถทั้งคน

ไพฑูรย์ร้องตะโกนบอกว่า “ถอยโว้ย เดี๋ยวพ่อมึงแห่กันมาถลกหนัง” สี่สหายวิ่งไปยังรถที่จอดเอาไว้สตาร์ทรถออกวิ่งข้ามสะพานกษัตริย์ศึกมาพญาไทก่อนวกเข้านางเลิ้งไปซ่อนในถิ่นพี่เสงี่ยมเพื่อรอให้เรื่องเงียบ หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า

“เสรีไทยถล่มพ่อค้าสงคราม เบิ้ม ตลาดน้อย ตายโหงคารถพร้อมมือปืนคู่ใจ สารวัตรทหารกับพลทหารญี่ปุ่นตายเจ็บระนาว”

หากเสรีไทยอ่านคงงง เพราะไม่ได้เป็นคนลงมือ ไพฑูรย์นำปืนกลไปคืนเถ้าแก่ เถ้าแก่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“หนังสือพิมพ์ไทยจีนพาดหัวว่าเสรีไทยลงมือ แต่ที่จริงเป็นลื้อ อาเปียฝีมือลื้อยังไม่ตก อั้วดีใจแทนอาหมวยที่อีเลือกคนไทยอย่างลื้อมาร่วมคณะอั้งยี่ อย่าหาว่าดูถูกนี่เป็นเงินสามหมื่นบาทที่เราชาวเยาวราชช่วยกันเรี่ยไรเอามาเป็นค่าเหนื่อยให้ลื้อกับลูกน้องที่ร่วมงาน”

“อั้วรับไม่ได้เถ้าแก่ เพราะอั้วทำในนามอาหมวยของลื้อ เงินสามหมื่นอั้วขอให้เถ้าแก่นำส่วนหนึ่งไปบริจาคให้ป่อเต็กตึ๊ง อีกส่วนหนึ่งจัดทิ้งกระจาดให้คนไทยคนจีน คนไทยเชื้อสายจีนที่อดอยากยากจนเพราะสงครามได้มีกินก็แล้วกัน”

“คนอย่างลื้อมันหายาก อั้วเห็นแต่รีบตะครุบ แต่ลื้อเสี่ยงตายแต่ไม่รับค่าตอบแทน”

“เถ้าแก่ ที่อั้วได้อาศัยหลบการรังควานของตำรวจกองปราบในเยาวราชยามอั้วเดือดร้อนก็เป็นพระคุณอันใหญ่หลวงแล้วอั้วทำเพื่อตอบแทนพระคุณเท่านั้น มีอะไรเดือดร้อน ไอ้เปียยินดีรับใช้”

เถ้าแก่ลุกขึ้นประสานมือโค้งศีรษะให้ไพฑูรย์ด้วยความจริงใจกล่าวคำว่า

“โจ้ย เสี่ย อาเปีย”

ใส่ความเห็น