◎ทีมมือปราบหนังเหนียวล่าสิงโตหิน◎ ตอนจบ

◎ทีมมือปราบหนังเหนียวล่าสิงโตหิน◎ (ตอนจบ)

ตอนที่แล้วไพฑูรย์หลบมากบดานอยู่ที่ปากน้ำโพปลอมตัวเป็นพ่อเลี้ยงคำแปงเจ้าของกิจการค้าไม้สัก ได้พบกับอีนุชกะเทยสายโจรที่เสือผิวหัวแด่นฝึกให้เป็นสายโจร ที่มีความชำนาญ

ไพฑูรย์รอเงินสดงวดที่สองที่เจ้าอำไพจะนั่งเรือนำมาส่งให้ถึงปากน้ำโพ เพื่อหนีต่อไปเพราเงินงวดแรกร่อยหรอลงไปมากแล้ว จ่า ยงออกสืบหาข่าวคนแปลกหน้าที่มีลักษณะตรงกับประกาศจับ ได้ข่าวจากสายที่ใดก็รีบไปแต่คว้าน้ำเหลวทุกครั้ง ยิ่งมาหาข่าวที่โรงยาฝิ่นที่อีนุชทำงานอยู่ยิ่งไปกันใหญ่

ตำรวจกองเมืองนครสวรรค์บอกจ่ายงว่าเสียเงินเปล่า อีนุชมันเป็นสายโจรเข้าสายเลือด แต่ที่มันยังลอยนวลอยู่ได้ก็เพราะตำรวจขาดหลักฐานในการจับกุมเท่านั้น

ไพฑูรย์รออยู่จนเจ้าอำไพนำเงินงวดที่สองมาส่งให้จึงเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อจะออกเดินทางแต่การเดินทางนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะตำรวจเฝ้าดูความเคลื่อนไหวทั้งทางบกและทางน้ำหากเหมาเรือหรือเหมารถจะต้องถูกจับกุม

เจ้าอำไพจึงลงทุนเดินทางไปถึงโพธิ์นางดำเพื่อหาเรือขึ้นมารับโดยทำทีเป็นเรือสินค้าที่นำข้าวสารมาแลกยาสูบ เพราะนครสวรรค์ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกยาสูบที่มีรสชาติดีไม่มีรองยานอก บุหรี่ไทยในภาคกลางล้วนใช้ยาสูบจากนครสวรรค์มามวนเป็นบุหรี่สูบ

อีนุชออกหาข่าวจุดสกัดของตำรวจจนได้มาทุกจุด เพื่อให้ไพฑูรย์สามารถวางแผนในการหลบหนีว่าจุดไหนที่ปราศจากการสกัดของตำรวจ งานนี้เจ้าประจวบติดมากับเจ้าอำไพด้วย ส่วนหม่อมหลวงกำมะลออยู่เฝ้าซ่องลับ

เมื่อได้จุดสกัดแล้วไพฑูรย์ได้วางจุดจะหลบหนีที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับจุดที่แควทั้งสี่มารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่เรียกกันว่า “ปากน้ำโผล่”

แต่แล้วก็ต้องยุติเพราะตำรวจกองเมืองร่วมกับจ่ายงเปลี่ยนจุดสกัดใหม่ โดยจ่ายงให้แง่คิดว่าจุดสกัดเดิมรู้กันหมดแล้วขอให้ ผบ.ตำรวจนครสวรรค์ สั่งการเปลี่ยนจุดสกัดใหม่ เพื่อทำให้พวกเสือร้ายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ต้องเลื่อนกำหนดออกไป เพราะสายโจรกว่าจะรู้ก็ทำให้สายโจรเสียเวลาในการหาข่าว

เรือนแพที่อีนุชหาให้เป็นที่หลบภัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในทำเลที่เหมาะมากสามารถหลบหนีออกไปได้ง่ายมีทางหนีที่ออกได้หลายทาง สามสหายนั่งจับเข่าคุยกันด้วยความวิตก

“จะเอาอย่างไรกันดีล่ะ ตอนนี้จุดสกัดมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว อีนุชเองก็ยังไม่ได้ข่าวคราวเราจะทำกันอย่างไร” ไพฑูรย์ขอความเห็นจากเพื่อนทั้งสอง

“เราต้องรอเวลาเท่านั้นเพราะตอนนี้เราเหมือนม้าที่ถูกตรึงบนกระดานหมากรุก หากเดินหน้าไม่ได้ก็ต้องถอยหลังไปเริ่มที่จุดเริ่มต้นใหม่” เจ้าอำไพให้ความเห็นกับไพฑูรย์และเจ้าประจวบ

ไพฑูรย์มีสีหน้าครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดี ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่าที่เกยชัยมีญาติอยู่และมีเรือเร็วอยู่ด้วย หากไปไหนไม่ได้ก็นัดเรือเร็วมารับแล้วล่องกลับมาตั้งหลักที่กรุงเทพฯ น่าจะดีกว่าเพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่ดี สำหรับไพฑูรย์กับเพื่อนรักทั้งสอง

ไพฑูรย์ปลอมตัวเป็นพ่อเลี้ยงคำแปงเที่ยวสำนักโสเภณีและโรงยาฝิ่นเพื่อไปฟังข่าวจากอีนุชว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไร อีนุชรายงานว่า

“ตำรวจถอนกำลังจากจุดใหม่มาจุดเก่าเพราะจ่ายงให้ความเห็นว่าเสือไพฑูรย์ไม่มีความเคลื่อนไหว น่าจะไปทางอื่น เฝ้าระวังจุดเดิมจุดเดิมต่อไปดีกว่า” ไพฑูรย์จ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการหาข่าวให้อีนุชเพื่อออกหาข่าวต่อไป

เพื่อความไม่ประมาทเจ้าอำไพกับเจ้าประจวบไปดูจุดสกัดใหม่และเก่าให้เห็นกับตาจึงกลับมาแจ้งให้ไพฑูรย์รู้ว่าข่าวที่อีนุชได้มาเป็นความจริง เมื่อญาตินัดวันเอาเรือเร็วมารับเรียบร้อยแล้ว ไพฑูรย์จึงเตรียมตัวพร้อมออกเดินทาง เวลาที่เหลือสามสหายไปเที่ยวสำนักโสเภณีและโรงยาฝิ่น

สำหรับเจ้าอำไพกับเจ้าประจวบไม่มีปัญหาเพราะไม่มีประกาศจับ ส่วนไพฑูรย์ในคราบพ่อเลี้ยงคำแปงไปนอนดูดฝิ่นคลายเครียด บ่ายโมงกว่าอีนุชเข้ามาบอกว่า

“คุณเปียฉิบหายแล้วค่า ไอ้จ่ายงมันนำตำรวจกองเมืองมาค้นที่โรงยานี่แล้ว คุณเปียจะเอาอย่างไรดี”

ไพฑูรย์บอกอีนุชว่าอย่าตกใจ ให้ลงไปที่ห้องเก็บวัสดุ จุดไฟขึ้นให้มีควันมากๆ พอไอ้จ่ายงมันขึ้นไปตรวจค้นก็ให้แหกปากร้องว่าไฟไหม้ๆ แค่นี้แหละนรกแตก พวกเขาจะพากันวิ่งหนีตายกันลงมาสวนกับตำรวจที่เข้าไปค้นชนกันเหยียบกันเป็นอลหม่านไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พอเห็นความวุ่นวายแล้วก็รีบดับไฟทันที

จ่ายงพากำลังบุกขึ้นไปด้านบน ร้องบอกว่านี่ตำรวจขอตรวจค้น กำลังวุ่นวายก็มีควันพวยพุ่งออกมาจากห้องเก็บวัสดุ เสียงอีนุชแหกปากร้องตะโกนเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้าน

“ไฟไหม้ค่า ไฟไหม้ ไฟไหม้โว้ย

เรื่องไฟไหม้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น บรรดาลูกค้าที่มานอนดูดยาฝิ่นส่วนใหญ่เป็นคนจีน ไพฑูรย์เล่าถึงตอนนี้แล้วหัวเราะก๊ากใหญ่พูดกับผู้เขียนว่า

“คุณเคยเห็นที่โบราณ เขาเรียกว่าเจ๊กตื่นไฟไหม้ล่ะ เถ้าแก่พากันวิ่งหนีตายออกจากห้องสูบฝิ่น แหกปากร้องลั่นว่าซี้อ้า ซี้อ้า ซี้อ้า ไฟไหม้โว้ย บางคนไม่ได้ใส่เสื้อ บางคนกางเกงหลุดเหลือแต่ตัวเปล่าวิ่งสวนกับตำรวจที่กำลังบุกตรวจค้น ความตกใจกลัวตายบรรดานักดูดฝิ่นวิ่งชนกับตำรวจหงายท้องหงายไส้หัวร้างข้างแตก”

แต่จ่ายงเขี้ยวลากดินแกวิ่งลงไปคอยดักอยู่เชิงบันไดด้านล่างขณะที่ตำรวจแตกกระจายไปคนละทิศละทาง ไพฑูรย์ในคราบพ่อเลี้ยงคำแปงวิ่งตามหลังเถ้าแก่ลงมา จ่ายงแกออกมาขวางหน้าร้องตวาดว่า

“หยุดนะ นายเป็นใคร หน้าตาแปลกๆ”

“ผมชื่อคำแปง เป็นพ่อเลี้ยงปางไม้จากลำปาง หลีกทางด้วยผมจะรีบกลับ”

จ่ายงอู้คำเมืองเสียงเจื้อยแจ้วเพื่อให้พ่อเลี้ยงกำมะลอตอบเล่นเอาไพฑูรย์ชะงัก กวาดสายตาดูไม่เห็นตำรวจกดดันอยู่แถวนั้นไม่ต้องเสียเวลาสมองสั่งงานให้ยกเท้าถีบแบบมอญยันหลักจนร่างของจ่ายงเซแซดๆไป แต่ไม่ล้มถลันเข้ามาชกต่อยไพฑูรย์อุตลุดแต่อดีตนายทหารพระธรรมนูญมีเชิงมวยเหนือกว่าจึงชกต่อยจนจ่ายงเซหลุนๆตาปิด เอื้อมมือไปกระชากปืนวาดปากกระบอกเข้าหาไพฑูรย์ แต่ไพฑูรย์เตะเข้าให้ที่ข้อมือจนปืนหลุดจากมือ

หากไพฑูรย์ชักปืนออกมายิงจ่ายงก็ตายดึงมีดหมอขนาดปากกาจากกระเป๋าเสื้อมากระชากใบมีดออกแล้วกรีดลงไปที่หัวคิ้วซ้ายของจ่ายง อานุภาพมีดหมอหลวงพ่อเดิมทำลายหนังแรดของจ่ายงเลือดไหลริน

“ไอ้จ่ายง ถ้ากูยิงมึงก็ตาย แต่กูไม่เคยฆ่าตำรวจ ยกเว้นไอ้หลวงตระเวนฯ กูจึงแค่เอามีดกรีดคิ้วมึงเป็นแผลเป็น เวลามึงส่องกระจกจะได้จำเรื่องราววันนี้ไว้ ฉายาหนังแรดของมึงวันนี้หมดความขลังแล้ว นี่แน่ะ”

ขาดคำไพฑูรย์ก็เตะช้อนปลายคางของจ่ายงจนหงายเก๋งสลบคาที่แล้ววิ่งหนีลอยนวลออกจากโรงยาฝิ่นไปสมทบกับสองสหายที่เรือนแพ แล้วตัดสินใจเดินทางขึ้นไปเกยชัยเพื่อไปลงเรือเร็วย้อนกลับไปที่กรุงเทพฯอีกครา เป็นครั้งแรกที่จ่ายงทำให้ไพฑูรย์ต้องหนีหัวซุกหัวซุน

ต่อมาได้ข่าวว่าจ่ายงลาออกจากราชการเพราะหนังแรดของแกถูกมีดหมอทำลายจนสิ้นความขลัง ออกมายึดอาชีพเป็นองครักษ์นักการเมือง

เมื่อไพฑูรย์พ้นโทษได้เข้าไปสมัครงานเป็นยามในบริษัทยามที่มีอดีตจ่ายงเป็นหัวหน้าสายตรวจ ไพฑูรย์ยกมือไหวก่อนทักทายว่า

“จ่า จำผมได้ไหม ผมไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องามครับ”

จ่ายงตีสีหน้างุนงงเพราะจำไม่ได้ แต่ที่สุดความจำก็กลับมาเข้ามาจับมือกับไพฑูรย์

“จำได้แล้วโว้ย มึงนั่นเองเราไม่มีอะไรต่อกันแล้วนะ”

“ครับจ่า เพราะสุดท้ายเมื่อผมถูกจับมาอยู่กองปราบ จ่าก็เอาคืนจากผมเสียสองสลบผมยังจำได้ แต่ผมไม่โกรธหรอกเพราะผมทำกับจ่ายง หากเป็นผมบ้างผมก็ต้องทำแบบจ่ายง”

จ่ายงถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็ง งานศพของจ่ายงไพฑูรย์ได้ไปร่วมงาน เมื่อวางดอกไม้จันทน์ ไพฑูรย์กล่าวเป็นคำสุดท้ายว่า

“ผมขออโหสิกรรมกับจ่าด้วยนะ ชาติหน้าฉันใดจะได้ไม่ต้องเป็นศัตรูกัน จ่าไปสบายแล้วผมซียังต้องผจญกรรมอยู่ต่อไปไปสู่สุคติเถิดจ่ายงหนังแรด”

จ่ายงทิ้งมรดกด้านงานเอาไว้ให้ โดยได้บอกกับเจ้าของบริษัทยามว่า หากแกเป็นอะไรไปให้เรียกไพฑูรย์มารับหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าสายตรวจ ไพฑูรย์จึงได้ทำงานสบายขึ้นก่อนจะลาออกมาเป็นนักเขียนประวัติตัวเองขาย

◎คาถาอาพัดน้ำลายเป็นคงกระพัน◎

ให้สำรวมจิตภาวนาว่าพุทธังเนื้อหนังเป็นศิลา ธัมมังเนื้อหนังเป็นศิลา สังฆังเนื้อหนังเป็นศิลา จึงกลืนน้ำลายลงไปหนึ่งอึก ทำจิตให้มั่น ลุยไปเถิดอะไรก็ทำอันตรายไม่ได้

ใส่ความเห็น