◎ทีมมือปราบหนังเหนียวล่าสิงโตหิน◎ ตอนเเรก

◎ทีมมือปราบหนังเหนียวล่าสิงโตหิน◎ (ตอน๑)

การหนีและการตามล่าระหว่างไพฑูรย์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบประสานกับท้องที่ในการแหกคุกครั้งที่ 3 เป็นไปอย่างเข้มข้นเพราะตำรวจรู้ทางหนีที่เผ่นของไพฑูรย์มาจากการแหกคุกสองครั้งที่ผ่านมา

แต่เสือร้ายไพฑูรย์ย่อมไม่ยอมทิ้งลายเป็นเด็ดขาดปืนคู่กายไม่เคยห่าง นอนไม่เคยเต็มตื่น ไพฑูรย์บอกว่าเป็นเสือคนก็เหมือนกับเสือลายพาดกลอนมีผู้ต้องการหนัง หัวกะโหลกไปขายในราคาสูง ค่าหัวของไพฑูรย์ก็เช่นกัน สูงถึง 30,000 บาท ใครได้ตัวไม่ว่าเป็นหรือตายนำไปขึ้นเงินตามหมายจับได้ทันที กลายเป็นเศรษฐีย่อยได้ในพริบตาเดียว

แต่พรานกับฝ่ายล่าย่อมต้องตระหนักว่า เสือลายพาดกลอน หรือเสือคนนั้นมีนิสัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การย้อนรอยพราน พรานและนักล่าเงินรางวัลพิการหรือตายมานักต่อนักเพราะถูกย้อนรอย

ทีมงานล่าที่มีฝีมือจัดจ้านไพฑูรย์บอกว่าเป็นทีมของจ่ายง จ่ายง ฉายาหนังแรด เป็นคนมีวิชาอาคมที่ดับเสือร้ายมามากต่อมาก จ่ายงมีทีมล่าอีกสามคนประกอบด้วย ส.ต.ต.เฉียบ ฉายาจอมแคล้วคลาด พลฯ เต็ม ฉายา หนังกระเบน (มีแหวนที่หัวทำจากเกร็ดปลากระเบนเสก) พลฯ ฉิม ฉายาหนังควายแห้ง ทีมงานจ่ายงเป็นทีมงานล่าที่ไพฑูรย์บอกว่า “พอฟัดพอเหวี่ยงกัน” แต่ไม่มากแบบที่เรียกว่า “ตึงมือ”

ไพฑูรย์เล่าว่าได้ฝากรอยจารึกไว้กับจ่ายงด้วยมีดหมอหลวงพ่อเดิมที่หัวคิ้ว ฝากรอยไว้ให้ได้คิดว่า หนังแรดก็มิอาจต้านพระเวทอาถรรพณ์ของหลวงพ่อเดิมที่บรรจุไว้ในด้ามมีดหมอ ถ้าแทงก็ตาย แต่ไพฑูรย์บอกว่าไม่เคยฆ่าตำรวจ เพียงแต่ยิงให้บาดเจ็บเท่านั้น เพราะเห็นว่าต้องทำตามที่หน่วยเหนือสั่ง

การหนีครั้งที่ 3 ไพฑูรย์ไปกบดานอยู่ปากน้ำโพโดยปลอมตัวเป็นพ่อเลี้ยงค้าไม้ชอบไปนอนสูบฝิ่นในโรงยาฝิ่นเจ๊กเชียงที่เรียกกันคุ้นปากว่า “เจ๊กยาฉุน” เพราะเจ๊กเชียงแกชอบอมยาฉุนอยู่เสมอ

พ่อเลี้ยงคำแปง แห่งปางมะผ้า ที่ไพฑูรย์ปลอมมากบดานไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าคือนักโทษแหกคุกที่มีคดีประหารและโทษจำคุกอีก 120 ปี การแปลงโฉมใช้วิก ใช้หนวดปลอม และคิ้วปลอม

ไพฑูรย์เล่าว่า การปลอมตัวหลักสำคัญคือ หนวด คิ้ว วิก เป็นการปกปิดหรือเปลี่ยนโฉมให้สังเกตได้ยากขึ้น โดยตำรวจมักดูรูปจากประกาศจับเป็นหลัก แต่หารู้ไม่ว่ารูปที่นำมาลงเป็นรูปจากแฟ้มทะเบียนประวัติที่คนร้ายตัวจริงมีใบหน้าที่ผิดไปจากประกาศจับ

ไพฑูรย์เน้นว่าการแปลงหน้าเป็นกลยุทธ์ชั้นสูงที่เสือร้ายจากตะวันตกใช้กันมาก่อน โดยเฉพาะ อาเซน ลูแปง ที่แม้จะเป็นเพียงตัวละครในนวนิยายแต่เทคนิคการแต่งหน้าแปลงโฉมจนได้รับฉายาว่า “จอมโจรพันหน้า” ทำให้ไพฑูรย์เกิดความประทับใจ และได้ศึกษาหาความรู้ในด้านนี้ตั้งแต่ยังเป็นทายาทของท่านผู้มีพระคุณ ที่รู้จักกันในนาม “คุณชายวรรณวิน” ทำให้เชี่ยวชาญด้านการแปลงโฉม เคยแปลงโฉมแต่งแฟนซีปีใหม่ที่โรงเรียนแม้แต่เพื่อนสนิทและอาจารย์ประจำชั้นเองก็จำไม่ได้ มารู้ก็ตอนคุณชายวรรณวินเอาเครื่องแปลงโฉมออกจึงจำได้

ไพฑูรย์มักย้ำเสมอว่าการที่ไพฑูรย์เล่าถึงการแปลงหน้าท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยบอกว่าลิเก เป็นไปไม่ได้ เหลือเชื่อ ไพฑูรย์บอกว่าในปัจจุบันการแต่งหน้าแปลงโฉมเปลี่ยนแปลงไป เรียกชื่อใหม่ว่า “สเปเชี่ยลเอฟเฟค” ล้ำหน้าไปมาก มีเครื่องไม้เครื่องมือเพิ่มขึ้นเหมือนจริงในธรรมชาติ ในสมัยเสือไพฑูรย์ ไพฑูรย์เป็นเสือร้ายคนแรกที่ใช้กรรมวิธีในการแต่งหน้าเพื่อหลบหนี ตำรวจก็รู้เพราะได้หลักฐานเป็นอุปกรณ์แปลงโฉมที่ไพฑูรย์ลอกทิ้งไว้เหมือนจักจั่นลอกคราบ

ในการแหกคุกครั้งที่ 3 นี้ได้ข่าวมาว่าทีมงานจ่ายงถูกส่งมายังปากน้ำโพเพื่อล่าเสือไพฑูรย์คราวนี้เป็นตายก็ขอให้ได้ตัวหรือศพมายืนยันเป็นอันว่าทุกอย่างเรียบร้อย ตำรวจนักล่าชอบนักเรื่องจับตายเพราะเขียนรายงานง่าย เพียงแต่บอกว่าคนร้ายยิงต่อสู้จึงต้องวิสามัญฆาตกรรม แต่หลายศพเป็นฆาตกรรมแล้วจัดฉากเป็นวิสามัญฆาตกรรม โดยจัดท่าทางศพและอาวุธให้เสร็จเพื่อปิดคดี เพราะการจับเป็นต้องเสียเวลาสืบ กว่าจะได้เบาะแสไปตามล่าตัว สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปก็หงายเก๋ง

ระหว่างเสือร้ายกับตำรวจใจมันผิดกัน เสือร้ายไม่มีอะไรจะเสีย เรื่องลูกเมียก็หมดห่วงเพราะสั่งไว้เลยว่าให้เลี้ยงลูกให้ดีหากเป็นอะไรไป ส่วนตำรวจห่วงหน้าพะวงหลัง ไหนจะลูกเมียหลวง ไหนจะลูกเมียน้อย ไหนจะต้องหาเงินส่งนายจะทำอะไรก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม หากไม่วางแผนซุ่มโป่งหรือยกโขยงกันไปมากๆเป็นไม่เข้าไปเด็ดขาด มีเหมือนกันตำรวจกล้าแบบสวมวิญญาณมือปราบเพื่อเข้าไปจับกุม ส่วนใหญ่หากไม่ตายคาที่ก็ไปตายที่โรงพยาบาล เพราะเสือร้ายไม่กลัวตายสวนกลับ

ไพฑูรย์บอกว่า การใช้อาวุธฝ่ายเสือร้ายได้เปรียบเพราะยิงปืนมากกว่าตำรวจ ไม่เคยเสียดายลูกปืนเพราะลูกปืนคือสิ่งที่ใช้ยืดอายุของเสือร้าย ตำรวจไม่ค่อยได้ยิงซ้อมมือเพราะงบประมาณด้านนี้ไม่มีให้ ตำรวจหลายนายที่พอดวลกับคนร้ายก็ยิงเปะปะไปถูกชาวบ้านตาย ไม่ก็ถูกสวนล้มดิ้น ไพฑูรย์บอกว่ายกปืนขึ้นมาแล้วไม่ต้องเล็งมากกระดิกนิ้วแล้วลั่นกระสุนเลย มัวแต่ไปเล็งเงื้อง่าราคาแพงมีแต่ตายกับตาย

มานครสวรรค์คราวนี้ปลอมเป็นพ่อเลี้ยงปางไม้ ไพฑูรย์บอกว่าสำนักโสเภณีหรือซ่องกับโรงยาฝิ่นคือสถานที่พักผ่อน ทั้งๆที่รู้ว่าตำรวจชุม แต่ด้วยความมั่นใจในฝีมือและการแปลงโฉมจึงไม่ยี่หระเท่าใดนัก ประการแรกมีสายโจรแทรกซึมอยู่ในซ่องและโรงยา กินเงินจากโจรฝ่ายเดียว ตำรวจมาซื้อข่าวก็ไม่รู้ว่าจะซื้อได้อย่างไร คนพวกนี้ถูกตำรวจรังแกเกิดเป็นบาดแผลร้าวลึกในใจเป็นสายมืออาชีพที่เป็นที่ไว้วางใจของเสือร้ายว่าจะไม่ขายตัวเองให้ตำรวจ

สายในโรงยาฝิ่นเป็นกะเทยชื่อ อีนุช อีนุชเป็นคนบ้านนอก ตัวดำกร้านด้วยแดดลมที่เคยถูกยัดให้เป็นแพะรับบาปโดยตำรวจสัญญาว่าขอให้สารภาพตามที่ได้จัดฉากไว้ จะกันไว้เป็นพยาน คนบ้านนอกโง่ๆ เซ่อๆ ไม่เคยรู้ว่าคนที่ถูกกันเป็นพยานนั้นมีลักษณะอย่างใดกันแน่

หลังจากขึ้นให้การที่ชั้นศาลแล้ว กว่าจะรู้ว่าไม่ได้ถูกกันเป็นพยานก็ต่อเมื่อศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี กับ 6 เดือนไปแล้ว ระหว่างอยู่ในคุกถูกขาใหญ่เสพกามทางทวารจนกลายเป็นกะเทยเสือผิวได้นำไปอยู่ในชุมโจรที่หัวแด่น (ปัจจุบันเป็น อ.พยุหะคีรี) ไปฝึกให้เป็นสายโจรมืออาชีพ ทั้งการพรางตัว การวางตัว และการหาข่าว จนมีความชำนาญแยกข่าวแท้ข่าวปล่อยได้อย่างชัดเจน

สมัยนั้นสายโจรกับสายตำรวจนั้นผิดกันสายตำรวจเป็นม้าสองปาก คือรับหญ้าทั้งซ้ายและขวา โจรให้เงินจำนวนมากเลยตาโตขายตำรวจ ตำรวจกว่าจะรู้ก็บาดเจ็บล้มตายเพราะข่าวรั่ว สายตำรวจหายเข้ากลีบเมฆไป

ไพฑูรย์รู้จักกับอีนุชเป็นอย่างดี เพราะอีนุชก็เป็นศิษย์หลวงพ่อเดิมเช่นเดียวกัน กะเทยสมัยนั้นเป็นที่รังเกียจของสังคม เป็นส่วนเกินที่ไม่มีใครยอมรับแม้แต่พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง แต่หลวงพ่อเดิมไม่เคยแบ่งชั้นวรรณะของลูกศิษย์ ท่านมองเห็นเท่าเทียมกัน นายร้อย นายพัน นายพล ท่านไม่เคยใส่ใจแลมาทีหลังชาวบ้านผู้ยากไร้ก็ต้องรอจนกว่าจะถึงคิวลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงพ่อรู้ดีไม่มีการเข้ามาจุ้นจ้านลัดคิว ไม่เหมือนปัจจุบัน มีทั้งทศกัณฐ์ และเหลือบเกาะผ้าเหลือง

ไพฑูรย์ให้อีนุชเห็นใบหน้าที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไรสองหรือสามครั้งจนอีนุชจำได้ จากนั้นมาจึงให้เห็นตอนปลอมตัวแต่ใช้รหัสที่คุ้นเคยคือคำว่า “อีเวร” ไพฑูรย์ที่ปลอมตัวผ่านมาที่นครสวรรค์ให้แวะมาโรงยาฝิ่นเมื่อพบกับอีนุชก็จะเรียกว่า “อีเวร” พอได้ยินอีนุชก็จำได้แต่ด้วยความเป็นสายมืออาชีพจึงไม่แสดงกิริยาอาการที่ผิดปกติแต่จะทำทีเป็นไม่พอใจด่าทอไพฑูรย์

“ไอ้ปากหมาน กูเป็นคนไม่ใช่อีเวรเหมือนที่มึงเรียกกู แม้กูเป็นกะเทยก็มีความเป็นคน เดี๋ยวกูตบล้างน้ำ”

ไพฑูรย์ทำทีเป็นไม่กล้าต่อล้อต่อเถียง เดินเข้าไปหาห้องนอนสูบฝิ่นตามสะดวก โดยมีอีนุชด่าตามหลังไปอย่างหัวเสีย แต่ไม่นานนักอีนุชจะแอบขึ้นมาหาไพฑูรย์ เมื่ออยู่สองต่อสองจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“คุณเปียหายหน้าไปหลายปี ดีใจจริงๆ คิดว่าคุณเปียถูกจับอยู่ในบางขวาง”

“เพิ่งแหกคุกมาอีเวร (หัวเราะ) มาหานายนั่นแหละ เราจะพักอยู่สักสี่ห้าวันเพื่อหาทางขึ้นเหนือ ว่าแต่ว่าตอนนี้มีข่าวอะไรบ้าง”

“มีฮะคุณเปีย มีตำรวจกองปราบมาด้วยกันสี่คน”

“มีจ่ายงนำทีมใช่ไหม”

“ทำไมคุณเปียรู้ล่ะฮะ”

“จ่ายงเป็นนักล่ารางวัล ก็ค่าหัวเราถึง 30,000 บาทใครก็อยากได้ แม้แต่นุชเราก็ว่าอยากได้เหมือนกัน”

อีนุชตาเขียวปัด ก่อนจะพูดกับไพฑูรย์ด้วยความหัวเสีย

“ทางพี่เสือผิวคงจะฉุนคุณเปียที่พูดกับนุชอย่างนี้ พี่ผิวฝึกฉันมาให้เงินทองให้ทุกอย่างที่ฉันมีชีวิตที่มั่นคงก็เพราะพี่ผิว แล้วคุณเปียเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานกับพี่เสือผิวฉันจะทำได้ลงคอหรือ อย่าว่าแต่สามหมื่นเลย เป็นแสนก็ไม่สน”

“มันซุกหัวกันอยู่ที่ไหนอีนุช”

“โรงแรมเวียงสวรรค์เจ้าค่าคุณเปีย ห้องไหนไม่รู้ คุณเปียไปสืบเอง นุชกลัวความลับแตก เพราะไอ้จ่ายงนี่ท่าทางมันเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน”

เคยปะทะกันมาแล้วไม่เท่าไหร่หรอก แต่ตอนนี้เราอยู่ระหว่างการหลบหนีจึงทำอะไรไม่ได้มาก”

◎คาถามหาแคล้วคลาด◎ (ตั้งนะโม 3 จบ)

“พุทโธ พุทธัง นะกันตัง อะระหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ”

ก่อนออกเดินทางภาวนาให้ได้ 9 จบจึงออกเดินทาง ในเวลาเดินทางหากภาวนาในใจว่า “พุทโธ” พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก จะแคล้วคลาดอันตรายทั้งปวง ทั้งอุบัติภัย ภัยธรรมชาติ ภัยจากมนุษย์ จากอมนุษย์ สัตว์ร้ายทุกประเภท

สำหรับคาถานี้ใครอยากจะเรียนก็เรียนได้ครับแนะนำให้ใส่บาตรวันพฤหัสบดีซึ่งเป็นวันครูเหมาะแก่การเรียนวิชาอาคมต่างๆ เมื่อใส่บาตรแล้วอธิฐานอุทิศให้อาจารย์ไพฑูรย์,เสือปลั่งและครูบาอาจารย์เจ้าวิชาจะขลังนักแล

ใส่ความเห็น