◎บารมีหลวงพ่อคงวัดซำป่าง่ามฉบับสมบูรณ์◎

◎บารมีหลวงพ่อคงวัดซำป่าง่ามฉบับสมบูรณ์◎

อ.จ.ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

สุนทรภู่ท่านได้เขียนกลอนแปดเตือนใจผู้คนให้ระลึกว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน” โดยให้พระเจ้าตาสอนสุดสาครหลังจากที่ถูกชีเปลือยหลอกผลักตกหน้าผาแล้วชิงม้านิลมังกรไปขี่แทน ความว่า

“แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”

ดังนั้น สิงโตหินอย่างไพฑูรย์จึงไม่เคยไว้ใจใคร เพราะเคยถูกหักหลังขายให้กับตำรวจแลกกับเงินรางวัล ดังที่ท่านผู้อ่านได้เคยอ่านมาแล้ว คงไว้ใจอยู่เพียงสามคนเท่านั้น ดังที่ท่านสุนทรภู่ได้เขียนไว้ในคำสอนของพระเจ้าตาว่า

“มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน บิดามารดารักมักเป็นผลที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แก่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา”

สามคนที่ไพฑูรย์ไว้ใจมากที่สุดในชีวิตคือ พระพ่อ พระแม่ และตัวเอง นอกนั้นแล้วไม่เคยไว้ใจ เพราะลมปากมนุษย์มันร้อยเล่ห์กะลาวนมากนัก หนังสือพิมพ์ให้ฉายาไพฑูรย์ว่า “ไอ้เสือไพฑูรย์” แต่เมื่อไพฑูรย์หนีไปกราบเท้าพ่อกับแม่ สิ่งที่พ่อกับแม่เรียกก็คือคำว่า “ลูกพ่อ ลูกแม่” การเป็นจอมอาชญากรที่กฎหมายต้องการตัว ไม่เคยเปลี่ยนความรักของพ่อแม่ให้มองเห็นลูกเป็นคนชั่วช้า

“ในดวงจิตของพ่อแม่คือ ความเป็นลูกคนทั้งหลายประณามลูกว่าชั่วแต่พ่อแม่ก็บอกว่าลูกเป็นคนดีของพ่อกับแม่อยู่วันยังค่ำ”

ความลับอะไรทั้งหลายเก็บไว้กับตัวไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้ เพราะหลายหนไว้ใจผู้อื่นมากไปก็เกือบตาย ตอนนั้นไพฑูรย์เตลิดหนีไปที่พนมสารคามในเขตเมืองแปดริ้ว เมืองที่ได้นามมาจากปลาช่อนที่ตัวใหญ่ จนเมื่อแล่ทำปลาช่อนเค็มแล่ได้ถึงแปดริ้ว

พนมสารคามตอนนั้นเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ที่มีแต่โจรผู้ร้ายเพราะติดเขตแดนเขมร เสือสางแม่นางโกงมักไปซ่อนตัว ที่นั่นนอกจากจะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนแล้ว ยังอุดมไปด้วยยาสั่งเรียกว่าใครไม่ระวังตัวละก็ มีหวังตายอย่างน่าอนาถ

ยาสั่ง คือ ยาพิษชนิดร้ายแรงที่สร้างจากส่วนผสมที่เป็นพิษ เช่น ว่านพิษ เห็ดพิษ สมุนไพรที่เป็นพิษ เมื่อผสมกันแล้วก็หาคางคกป่าที่เรียกกันว่า “โจงโคร่ง” เจ้าโจงโคร่ง หรือคางคกป่านี้ลักษณะผิดจากคางคกธรรมดาทั่วไป สัตว์ใดไปขย้ำมันเข้าเพื่อจะทำร้าย หรือกินเป็นอาหาร พอลิ้นสัมผัสถูกยางของมันเข้า พิษจะเข้าไปในกระแสโลหิต ทำให้หัวใจวายเฉียบพลันทันที

เจ้าโจงโคร่งมีหลักสังเกตคือ คางของมันจะมีสีแดง มองเห็นได้จากริมฝีปากล่างของมันใต้คางมีปุ่มพิษ หากมันเอาปุ่มพิษโขกสัตว์ใดสัตว์ตัวนั้นจะเกิดอาการปวดบวม แล้วพิษเข้าไปในไตทำให้ไตวาย ไพฑูรย์บอกว่าเมื่อหนีลงไปทางใต้เจอชุกชุมในป่ากุนชิง และเมื่อมาพนมสารคามก็มาเจออีกจนได้

ที่พนมสารคามเขาจะเตรียมผสมยาพิษเอาไปตากให้แห้ง เมื่อเข้าป่าไปหาโจงโคร่งมาได้ ก็จะเอายาพิษที่ตากแห้งไว้ผสมกับเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อปลาชนิดต่างๆ เนื้อไก่ตัวละเพียงหนึ่งชนิด แล้วเอาส่วนผสมป้อนเข้าไปในปากโจงโคร่งจนพุงปลิ้น รอให้อาหารย่อยค่อยฆ่าเจ้าโจงโคร่ง แล้วผ่าท้องควักไส้ออก เอาไปตากแห้งย่างให้กรอบ แล้วจึงบดเป็นผงใส่โหลรวมกับยาพิษที่ทำไว้ ผสมเนื้ออะไรลงไปก็เขียนฉลากปิดขวดโหลไว้กันลืม

วิธีใช้ คือลักลอบใส่ลงไปในอาหารให้คนรับประทานเข้าไป ยาพิษก็จะเข้าไปอยู่ในร่างกายของผู้นั้น รอเวลาให้คนๆนั้นไปกินอาหารที่มีส่วนผสมของยาที่ทำไว้ เช่น ยาสั่งไก่พอไปกินไก่เข้าก็ครบวงจรเกิดอาการหัวใจวายตาย ชันสูตรศพก็ลงสาเหตุว่าหัวใจวาย ให้สังเกตว่าคนที่ตายด้วยยาสั่ง เล็บเท้าเล็บมือจะเป็นสีม่วง หรือสีเขียวคล้ำ และเน่าเร็วกว่าคนตายธรรมดาทั่วไป

ทำไมพวกที่ทำยาสั่งจึงไม่กลัวว่าจะถูกยาสั่งเล่นงานเอา เขาก็บอกว่าเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้พวกเขามียาถอนสั่งให้หมดฤทธิ์ลงได้ โดยบดทำเป็นเม็ดเอาไว้ หากรู้ตัวว่าถูกยาสั่งให้รีบกินทันทีก่อนพิษยาจะกำเริบ

แม้ว่าถูกยาสั่งจนแน่นิ่งไปแล้วก็แก้ได้ โดยให้ถอนเส้นผมคนที่ถูกยาสั่งให้ติดรากผมออกมา แล้วเอารากผมไปวางบนเล็บ ถ้าติดเล็บอยู่ได้ ให้รีบเอายาถอนบดกับน้ำซาวข้าว เอาก้านมะละกอสอดเข้าไปทางหลอดอาหาร แล้วกรอกยาถอนลงไปลงมือนวดไปตามร่างกายให้เลือดลมเดิน ช่วยให้เข้าไปในกระแสโลหิตเร็วขึ้น ไม่นานนักคนที่ถูกยาส่งจะได้สติ ต่อมาก็ให้กินยาถอนล้างพิษให้ครบ 7 วันก็จะปลอดภัยจากพิษยาสั่ง ยาสั่งไม่ว่าใครทำก็ตาม ยาถอนจะเป็นตำรับเดียวกันทั้งหมด เรียกว่าแก้ได้ทุกสำนัก

ไพฑูรย์ไปที่พนมสารคามแบบตัวคนเดียว มีปืนติดไปสองกระบอก สวมเสื้อแจ็กเกตที่เป็นเสื้อกันหนาวอย่างบาง สวมแว่นตาดำปิดบังโฉม ปืนลูกโม่เสียบไว้ด้านหลัง ปืนออโตเมติกเสียบไว้ด้านหน้า พักอยู่ที่โรงแรมที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวมีห้องพักอยู่ห้าห้อง จมอยู่แต่ในห้องจะออกจากห้องก็ต่อเมื่อจะไปยืดเส้นยืดสาย หาอาหารกินเท่านั้น และไปแบบไม่เป็นเป้าสายตา เช้าวันนั้นไพฑูรย์ไปเดินตลาดเช้า ที่นั่นมีของป่ามาขาย ทำให้คิดถึงตลาดเช้าที่ จ.ตาก บ้านเกิด

ขณะเดินชมตลาดเป็นพระยาน้อย ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้คนช่วย จึงสาวเท้าเข้าไปดูเหตุการณ์ ก็พบแม่ค้าสาวขายน้ำผึ้งป่าเป็นขวดสำเร็จรูป และที่เป็นรังผึ้งเล็กๆที่เรียกว่า “มิ้ม” เธอถูกชายหน้าตาดุไว้หนวดเครา ที่ต่อมาจึงรู้ว่าเป็นอันธพาล สังกัดกำนันเตร็ง คนไทยเชื้อสายเขมรที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “แดงเครา” ลวนลาม พอจับความจากเจ้าแดงเคราได้ว่า

“อีนี่พูดไม่รู้ฟังก็กูขอเหมาทั้งหมด มึงก็ตกลงให้กูเหมา กูก็ควักเงินให้ คำว่าเหมาของกูก็คือรวมทั้งตัวมึงด้วย ดังนั้นมึงต้องไปกับกู กูไม่รับเงินคืนโว้ย คำพูดต้องเป็นคำพูด”

“ก็นายไม่ได้บอกนี่ว่าเหมารวมตัวฉันด้วย ฉันไม่คิดว่านายจะลามกขนาดนี้นี่นา ช่วยด้วยเจ้าค่าใครก็ได้ช่วยทีเถิด”

ไพฑูรย์บอกว่าจะน่ายืนเฉย เพราะการประกาศตัวกลางตลาดอาจจะนำภัยมาให้ในที่สุด แต่ทนเห็นผู้หญิงคนเดียวถูกฉุดไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ จึงต้องแสดงตัวเข้าไปสะกิดชายที่หน้าตาดุเคราดกแล้วยกมือไหว้

“ผมไหว้ละครับพี่ อย่าไปรังแกเธอเลยครับพี่ ปล่อยเธอไปเถอะครับ ไม่อายคนที่พากันมองดูเป็นตาเดียวกันบ้างหรือ”

วืด!!

นายแดงเคราไม่ตอบ ชกเปรี้ยงออกมาเต็มแรงไพฑูรย์ระวังตัวอยู่แล้วจึงเบี่ยงตัวหลบออกด้านข้างหมัดเลยจั่วอากาศจนคนออกหมัดหัวซุน

“ผมไหว้อีกครั้งละพี่ อย่าไปรังแกเธอเลย”

วืด พั่บ!!

นายแดงเคราหันกลับมาถีบ ไพฑูรย์ฉากออกด้านข้าง นายแดงเคราจึงถีบลมไพฑูรย์สะบัดแข้งเข้าใส่ก้านคอนายแดงเคราดังสนั่น กระดูกแข้งกระทบก้านคอนายแดงเครามีอาการตาลอยโอนเอนไปมา แล้วก็ล้มตึงเหยียดยาวกับพื้น ไพฑูรย์กรากเข้าไปหาสาวน้อยที่ยืนตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก เขย่าตัวเธอแล้วบอกว่า

“เก็บหาบเร็ว ไปให้พ้นจากที่นี่ เดี๋ยวพวกมันแห่มาผมจะทานไม่ไหว คุณก็จะพลอยถูกลูกหลงไปด้วย”

นั่นแหละเธอจึงได้สติเก็บของใส่หาบแล้วหาบเดินตัวปลิว มีไพฑูรย์เดินคุ้มกันไปติดๆ เธอหาบมาทางด้านหลังตลาดที่นั่นมีเกวียนเทียมวัวจอดรออยู่ มีเด็กอายุประมาณ 15 ปี นอนหลับอยู่บนเกวียน เธอวางหาบแล้วปลุกเด็กคนนั้น

“เวียน เวียน ตื่นเร็ว เราต้องรีบไปกันแล้วล่ะ คุณไปกับฉันก็ได้นะ ไอ้แดงเครามันคงไม่ไว้ชีวิตคุณแน่”

“คุณ เอ้อ คุณ”

“มะลิค่ะอยู่ที่ซำป่าง่ามค่ะไปถึงที่นั่นแล้วเอ่ยชื่อพ่อเฒ่าเสวียนไม่มีใครไม่รู้จักหรอกค่ะ”

“ผมยังไปไม่ได้เพราะเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นอยู่ที่โรงแรม ผมจะกลับไปเตรียมตัวที่จะหลบออกจากโรงแรม เพราะกว่าเจ้าแดงเครามันรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนผมก็ไปไกลลิบแล้ว”

“อย่าลืมนะคะว่า ถ้าคุณ เอ้อ คุณ”

“สมานครับผมชื่อสมาน”

“หากคุณไม่มีที่ไปซำป่าง่ามยินดีต้อนรับ”

ไพฑูรย์มองดูเกวียนแล่นจากไปจนลับตา จึงย้อนกลับมาที่โรงแรมเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางออกจากโรงแรมอย่างเร่งร้อน เพราะกรงว่าเจ้าแดงเคราจะรู้เบาะแสแล้วขนลูกสมุนมาแก้แค้นจะยุ่งไปกันใหญ่ ไพฑูรย์ออกจากโรงแรมไปไม่กี่ชั่วโมง เจ้าแดงเคราก็นำสมุนมาขอตรวจสอบรายชื่อคนเข้าพัก เมื่อเห็นชื่อปลอมว่าสมาน ก็คำรามลั่นว่าจะตามหาให้ถึงที่สุด เจ้าของโรงแรมรอดตัวไป แต่เจ้าแดงเคราก็ไม่วายสำแดงความเป็นอันธพาลตะคอกเจ้าของโรงแรมว่า

“คราวหน้าคราวหลังมีคนแปลกหน้าไม่รู้จักหัวนอนเข้ามาพัก มึงต้องไปบอกกู หาไม่กูจะยกกำลังมาปิดโรงแรมมึงไม่ให้ทำมาหาแด..กต่อไป”

ไพฑูรย์เลือกเดินทางด้วยเท้าไปในป่า เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของแดงเครา มีโอกาสก็ถามทางไปซำป่าง่าม ก็บังเอิญได้พบเกวียนจากกบินทร์บุรีจะไปซำป่าง่ามเพื่อไปนมัสการหลวงพ่อคง สุวัณณะ วัดซำป่าง่ามเป็นพระเถระที่คนทั้งแปดริ้วรู้จักกันดี จึงได้รับเมตตาให้เดินทางไปด้วย

เจ้าของเกวียนหุงหาอาหารก็แบ่งให้ไพฑูรย์กิน ไพฑูรย์ควักเงินมาตอบแทน แต่เจ้าของเกวียนบอกว่า

“คนที่นี่เขาให้กินเป็นทาน ไม่คิดเงินหรอก คงจะมาจากที่อื่นละซี เตือนอย่างหนึ่งว่ามาที่นี่อย่าอวดดี ตีฝีปาก อย่ากินของใครง่ายๆ ยาสั่งที่นี่มันไม่เข้าใครออกใครโดนเข้าแล้วไม่ได้กินยาถอนจะเป็นผีไม่มีญาติ แต่ของฉันปลอดภัยกินได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

นอนกลางป่ากับเจ้าของเกวียนหนึ่งคืนก็เข้าเขตซำป่าง่าม ชาวบ้านที่นั่นมีอาชีพหาของป่าและทำการเกษตร มีวัดซำป่าง่ามเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน

บ้านซำป่าง่ามสมัยนั้นเป็นชุมชนเล็กๆที่เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านพระยาอภัยภูเบศร์ข้าหลวงที่ปกครองจังหวัดพระตระบองในกัมพูชา
ได้รับพระบรมราชโองการให้นำครอบครัวชาวไทยและกัมพูชาที่สมัครใจจะกลับมาประเทศสยามเดินทางกลับมาในพระราชอาณาเขตทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ ร.ศ. 112 (พศ. 2436) ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนอันประกอบด้วยเสียมเรียบ พระตระบอง ศรีโสภณให้กับฝรั่งเศสซึ่งยึดกัมพูชาไว้เป็นอาณานิคม

ท่านพระยาอภัยภูเบศร์ท่านได้นิมนต์หลวงพ่อคงสุวัณณพระเถระชาวกัมพูชาผู้มีศีลาจารวัตรอันงดงามและมีอาคมขลังด้วยหลวงพ่อคงท่านเมตตาเดินทางร่วมมาจนถึงบ้านซำป่าง่ามจึงให้บรรดาคนไทยและคนกัมพูชาที่เดินทางมาด้วยช่วยปลูกบ้านสร้างเรือนกันอยู่ที่ซำป่าง่ามส่วนหลวงพ่อคงท่านได้จำพรรษาที่อยู่ที่วัดซำป่าง่ามจนได้เป็นเจ้าอาวาสในที่สุด

ไพฑูรย์เล่าว่าเมื่อไปถึงบ้านซำป่าง่ามก็ถามหาพ่อเฒ่าเสวียนเป็นดังที่มะลิได้บอกไว้ เอ่ยปากถามหาพ่อเฒ่าเสวียนจบคำก็มีผู้เดินนำไปยังบ้านหลังใหญ่หลังวัดซำป่าง่ามที่นั่นมีคนเข้าออกกันไม่ขาดสาย พ่อเฒ่าเสวียนเป็นหมอกลางบ้าน ที่เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณมาจากแพทย์ชาวเขมร และเปิดการรักษาโรคโดยไม่คำนึงถึงค่าตอบแทนมีก็ให้ไม่มีก็ไม่ว่า

ไพฑูรย์เข้าไปนั่งยกมือไหว้พ่อเฒ่าเสวียน พ่อเฒ่าเสวียนทำสีหน้างุนงงถามว่า

’’พ่อคุณเป็นใครกันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน’’

‘’ผมชื่อสมานผมรู้จักกับมะลิหลานสาว ของพ่อเฒ่าที่พนมสารคาม’’

‘’เจ้าแดงไปตามมะลิมาหากูหน่อยสิบอกมีธุระด่วน’’

ไม่นานนักมะลิก็เดินเข้ามาพอเห็นหน้าไพฑูรย์ก็นั่งลงยกมือไหว้ไพฑูรย์แล้วกล่าวกับพ่อเฒ่าเสวียนว่า

‘’ปู่ค่ะเขาชื่อสมานเขาช่วยเหลือหนูไว้จากการลวนลามของเจ้าแดงเคราลูกน้องของกำนันเตร็งที่พนมสารคามที่หนูเคยเล่าให้ฟัง’’

‘’เอ้อ…เอ้อ ปู่มันอายุมากแล้วหลงหลงลืมลืม ขอบใจมากนะพ่อคุณที่ได้ช่วยหลานฉันเอาไว้ฉันไม่อยากให้มันไปค้าขายหรอกมันอันตรายฐานะของเราก็พอมีพอกินไม่อดไม่อยากแต่มะลิมันบอกว่า
อยู่ก็ไม่ได้ทำอะไรอยากเอาของป่าไปขาย’’

‘’ ผมทำตามหน้าที่ครับเห็นผู้หญิงถูกรังแกซึ้งหน้าผมทนอยู่เฉยไม่ได้ยกมือไหว้ขอมันก็ชกผมแล้วถีบ ผมเลยเตะก้านคอมันช็อตเดียวนอนตาตั้ง’’

‘’ คนแถวนี้ไม่มีใครเขาอยากไปยุ่งกับกำนันเตร็งเพราะเป็นพวกอันธพาล แต่ที่ซำป่าง่ามพวกมันไม่กล้ามา เพราะคนซำป่าง่ามรักสงบแต่เมื่อถึงคราวรบเราร่วมกันสู้ไม่ถอยไม่ว่าใครมาก่อกวนพวกเราก็ต้องกระเจิงกลับไปทุกรายแหละพ่อคุณ’’

‘’การมาของผมทำให้ชาวซำป่าง่ามเดือดร้อนหรือไม่ครับถ้าเดือดร้อนผมจะได้เดินทางต่อไปในวันสองวันนี้’’

‘’ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกพ่อคุณเราต้อนรับทุกคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นยกเว้นพวกที่จะเข้ามาก่อกวนความสงบสุขของซำป่าง่ามเท่านั้นแหละ’’

ไพฑูรย์พักอยู่ที่ซำป่าง่าม 3 วันต่อมาปู่เสวียนได้นำไพฑูรย์ไปเข้านมัสการหลวงพ่อคงวัดซำป่าง่ามไพฑูรย์บอกว่าหลวงพ่อคงในขณะที่ได้เข้านมัสการท่านมีอายุได้101 ปีแล้ว(หลวงพ่อคงสุวัณณมรณภาพเมื่ออายุท่านได้110ปี) แต่ดวงตาของท่ายังแจ่มใสและมีอำนาจประหลาด

เมื่อไพฑูรย์ก้มลงกราบแทบเท้าของหลวงพ่อคงแล้วเงยหน้าขึ้นหลวงพ่อคงจ้องหน้าไพฑูรย์แน่วนานแล้วบอกให้ปู่เสวียนและผู้ที่อยู่ในกุฏิออกไปด้านนอกก่อน ท่านมีเรื่องบางอย่างจะพูดจากับผู้ที่มานมัสการสองต่อสอง

‘’โยมมิใช่ธรรมดาเป็นศิษย์มีครูบาอาจารย์ แต่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวอยู่ทางทิศเหนือที่โยมให้ความนับถือดุจว่าเป็นบิดาบังเกิดเกล้ามิผิด ที่ยอมให้ความนับถือ เพราะท่านปกปักรักษาโยมอยู่ตลอด เมื่อตอนที่โยมเข้ามาท่านก็ยังปรากฏกายให้อาตมาเห็นชัดเจนบารมีท่านสูงนะโยม’’

ไพฑูรย์เล่าว่าขนหัวลุกตั้งเมื่อหลวงพ่อคงบอกว่าหลวงพ่อเดิมท่านมาปรากฏกายจึงกราบเรียนหลวงพ่อคงไปว่าท่านมีนามว่าหลวงพ่อเดิมอยู่วัดหนองโพเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ผมให้ความนับถือมากที่สุดเป็นศิษย์ของท่านมาตั้งแต่จนทุกวันนี้

‘’โยมมีเรื่องเดือดร้อนติดตัวมาอาตมามองเห็นแต่เมื่อก้มลงกราบอาตมาแล้วคงไม่ต้องบอกว่าเป็นอะไรเพราะโยมรู้แก่ใจ อาตมาก็รู้ด้วยญาณ’’

‘’ขอรับหลวงพ่อผมไม่ปิดบังผมเป็นคนร้ายแหกคุกหนีอาญาแผ่นดินมาเพื่อซ่อนตัวแต่บังเอิญเอ้อ…’’

‘’ไม่ต้องบอกทุกอย่างเป็นไปตามกรรมที่ได้ลิขิตมาสาวกแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาไม่แบ่งแยกเมื่อมาพึ่งก็ให้ความอนุเคราะห์เท่าเทียมกันโยมจะอยู่ที่นี่ได้ไม่เกิน 7 วันก็ต้องไปนับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปแต่อาตมาขอบิณฑบาตอย่าได้สังหารผู้คนในเขตซำป่าง่ามนี้เลยเท่าที่โยมได้ทำมาก็หนักหนาพอสมควรแล้ว’’

‘’ขอรับหลวงพ่อผมให้สัญญาแม้ว่าพวกเขาจะมุ่งร้ายแต่ผมจะยกถวายหลวงพ่อตามที่หลวงพ่อขอแต่หากพ้นเขตซำป่าง่ามแล้ว’’
‘’นั่นพ้นจากสิ่งที่อาตมาขอขอบใจโยมมากหากไม่มีอะไรอาตมาขอตัวเพื่อทำกิจของสงฆ์ที่คั่งค้างให้บรรลุ’’

ไพฑูรย์กราบลาหลวงพ่อคงลงมาด้านล่างกุฏิของหลวงพ่อคงปู่เสวียนรออยู่แล้วนำไพฑูรย์กลับบ้านพักทันที มะลิเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่จัดว่าหน้าตาหมดจดแต่ไพฑูรย์บอกว่ารู้สึกเหมือนเป็นน้องสาวเท่านั้น

สายของกำนันเตร็งที่อยู่ในซำป่าง่ามรายงานกำนันเตร็งว่ามีชายแปลกหน้ามาพักอยู่ที่บ้านปู่เสวียนน่าจะเป็นคนเดียวกับที่ได้เตะก้านคอแดงเคราจนสลบคาเท้ามาแล้ว แดงเคราโกรธจนหน้าดำคำรามลั่น

’’กูจะฆ่ามึง!! พ่อกำนันฉันจะไปล้างแค้นมันที่มันทำให้ฉันเสียเชิงนักเลงและทำให้พ่อกำนันอับอาย’’

‘’กูไม่อายหรอกเพราะมึงมันทำให้กูหน้าหนาขึ้นทุกวันชาวบ้านสาปแช่งกูทางการเพ่งเล็งกู ก็เพราะมึงนั่นแหละที่ซำป่าง่ามมึงต้องระวังตัวคนที่นั่นเขามีหลวงพ่อคง สุวัณณ เป็นที่พึ่งทุกคนเป็นนักสู้ทั้งนั้นนอกเขตของกูมึงต้องรักษาตัวเองกำนันเกรียงเป็นกำนันที่แม้แต่กูก็เกรงใจเพราะเป็นกำนันตงฉินที่ไม่ว่าใครก็เกรงบารมีมึงหลีกเลี่ยงให้จงดี’’

แดงเคราเดินทางออกจากพนมสารคามมายังบ้านของสายในซำป่าง่าม

โดยได้ไปดักดูลาดเลาไว้เพื่อหาทางเล่นงานไพฑูรย์แต่ไม่มีโอกาสไพฑูรย์อยู่ที่ซำป่าง่ามจนถึงวันที่ 6 จึงได้เข้าไปนมัสการกราบลาหลวงพ่อคงที่วัด

‘’ไปดีมาดีเถิดอาตมาจะไม่ให้ของขลังกับโยมเพราะโยมมีทุกอย่างอยู่ครบเครื่องขอให้คุณพระรักษาโยมเดินทางให้ระวังตัวด้วยก็แล้วกันหลวงพ่อคงประพรมน้ำมนต์ให้กับไพฑูรย์ก่อนลากลับตอนกลางคืนไพฑูรย์กราบลาปู่เสวียนมีมะลินั่งทำตาแดงๆไพฑูรย์บอกกับมะลิว่า

‘’พี่ต้องไปก่อนล่ะนะ น้องสาวคนนี้ทำให้พี่รู้สึกเหมือนเป็นน้องในไส้จริงๆหากมีโอกาสจะกลับมาเยี่ยม’’

ปู่เสวียนให้ไพฑูรย์ยืมม้าและให้ชาวบ้านที่ชำนาญทางนำไปส่งที่พรมแดนกัมพูชาที่พ้นจากบ้านซำป่าง่าม โดยไม่รู้เลยว่าแดงเคราแอบอ้อมทางตามมาติดๆ

เมื่อไพฑูรย์คืนม้าให้กับคนนำทางแล้วออกเดินทางข้ามพรมแดนก็สำแดงตนออกมาทันที

‘’มึงเป็นใครกูไม่รู้แต่กูไอ้แดงเคราไม่เคยให้คนที่หยามกูมีลมหายใจต่อไปได้ที่พนมสารคามมึงเตะก้านคอกูอวดหญิงแต่ตอนนี้กูอยากรู้ว่ามึงจะแน่ขนาดไหน’’

‘’พวกมึงอีกคนไม่ต้องซุ่มหรอกออกมาเลย สองหนึ่งหรือสามหนึ่งกูไม่เคยเกี่ยงกูเสือไพฑูรย์แหกคุกบางขวางมามึงรู้แล้วจะได้สบายใจไปบอกพวกผีในนรกว่ากูส่งมึงไป’’

ไม่ต้องพูดอะไรมากไพฑูรย์บอกว่าปืนที่เอวถูกชักขึ้นมาแล้วภาวนาคาถาคัดของฝ่ายตรงข้าม แดงเครากับสายในหมู่บ้านซำป่าง่ามชักปืนออกมาไล่เลี่ยกันเสียงปืนระเบิดขึ้นดังก้องป่าไพฑูรย์ยิงทันทีเมื่อภาวนาคาถาว่า

‘’นามมะรูเปิด นามะรูปัง’’

กระสุนของไพฑูรย์พุ่งเข้าเจาะท้องน้อยของแดงเครา 2 นัดกับที่หน้าอกซ้าย ของสายในหมู่บ้านซำป่าง่ามกระสุนของแดงเคราและสายในหมู่บ้านถูกที่หน้าอกไพฑูรย์ 3 นัดแต่ไม่เข้าแรงปะทะของกระสุนทำให้ไพฑูรย์เซซอยหลังจุกแอ๊กๆ

ร่างของแดงเคราล้มฮวบลงกระตุกหงึกหงักแสดงอาการเส้นรวมก่อนสิ้นใจเพราะการยิงที่ท้องน้อยนั้นเป็นการยิงเพื่อให้เกิดอาการช็อคเจ็บปวดถึงที่สุดเพราะเป็นแหล่งรวมอวัยวะภายในที่สำคัญยิงใส่เข้าไปแล้วรอดยากส่วนสายในหมู่บ้านไม่ทรมานเพราะกระสุนตัดขั้วหัวใจไปทันทีก่อนออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังประเทศกัมพูชาเพื่อหาทางหนีต่อไปไพฑูรย์ได้หันหน้าไปทางที่ตั้งของวัดซำป่าง่ามยกมือไหว้แล้วกล่าวว่า

‘’ผมไม่ผิดคำพูด ที่ผมให้ไว้กับหลวงพ่อที่ที่ผมฆ่าเจ้าแดงเครากับชาวบ้านซำป่าง่ามที่เป็นสายพ้นจากเขตซำป่าง่าม แต่อยู่ในดินแดนกัมพูชา พวกมันรนหาที่ตายเองเพราะถ้ามันไม่ตามล่าผมจนพ้นเขตซำป่าง่ามผมก็จะทำอะไรมันไม่ได้หากมีบุญพอคงจะได้กลับมานมัสการหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง’’

ไพฑูรย์บอกว่าไม่มีโอกาสได้มานมัสการเพราะหลวงพ่อคงมรณภาพเมื่ออายุได้ 110 ปีที่วัดซำป่าง่ามคงเหลือแต่ของขลังและคุณงามความดีของหลวงพ่อที่มีต่อชาวซำป่าง่ามจนทุกวันนี้

ใส่ความเห็น