◎พบสันติบาลรหัสลับดาวฤกษ์ตอนจบ◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎พบสันติบาลรหัสลับดาวฤกษ์ตอนจบ◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ตอนที่แล้วหม่อมหลวงลออได้เตือนไพฑูรย์ว่าตอนนี้ทางกองปราบได้ระดมตำรวจมือดีออกตามล่าไพฑูรย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของรหัส “ดาวฤกษ์” เป็นนายตำรวจนอกเครื่องแบบที่จบมาจาก เอฟ.บี.ไอ. เชี่ยวชาญด้านการปลอมแปลงโฉมเป็นพิเศษ

มีแต่ผู้บังคับการกองปราบเท่านั้นที่รู้จักโฉมหน้าของดาวฤกษ์ ที่ต้องให้ดาวฤกษ์มาทำคดีไพฑูรย์เพื่อจับกุมเสือไพฑูรย์ที่มีความชำนาญด้านการปลอมแปลงโฉม วันที่ไพฑูรย์บอกว่าเป็นวันโลกาวินาศ คือวันที่ไพฑูรย์กับหม่อมหลวงกำมะลอไปเต้นรำที่บางปู และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนายปรีชาเสี่ยพ่อค้าเครื่องประดับอัญมณีส่งออกนอกและขายให้กับชาวต่างประเทศ โดยไพฑูรย์ปลอมตัวเป็นดำรง เศรษฐีค้าอัญมณีจากจันทบุรี

ปรีชากับดำรงตกลงกันในเบื้องต้นให้ไพฑูรย์ในคราบของนายดำรงเสนอขายอัญมณีทั้งจากแหล่งในประเทศไทยและในแหล่งอัญมณีในกัมพูชา โดยได้นัดรับประทานอาหารกลางวันกันที่ห้อยเทียนเหลาที่อยู่ในเขตเยาวราช เป็นการป้องกันไว้ก่อน เพราะเป็นเขตอิทธิพลของอั้งยี่ในเยาวราชและแม่ดอกเหมยที่รัก

เพราะในสมัยนั้นห้อยเทียนเหลาหรือที่คนไทยเรียกว่า “หยาดฟ้าภัตตาคาร” นักธุรกิจใหญ่มักจะมานั่งรับประทานโต๊ะจีนเพื่อเจรจาเรื่องงาน ไพฑูรย์เล่าว่า แม่ดอกเหมยที่รักมักกล่าวกับไพฑูรย์ความว่า

“สำหรับคนจีนแล้วถือว่าไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งใดๆ จักแก้ไขได้ด้วยการเจรจาบนโต๊ะทุกครั้งไป”

หม่อมหลวงกำมะลอไม่ค่อยไว้ใจในตัวนายปรีชา แต่สำหรับไพฑูรย์แล้วไม่ค่อยจะใส่ใจเพราะเชื่อมือว่าไม่ว่ายปรีชาจะเป็นใครก็ตามจะสามารถจัดการได้ อีกประการหนึ่งนั้นไพฑูรย์ต้องการขายเพชรลูกที่ปล้นมาได้จากพวกเศรษฐีหน้าเลือด ที่ไม่กล้าขายให้กับพวกพ่อค้าเพชรแถบบ้านหม้อเพราะนอกจากจะถูกกดราคาแล้วยังอาจถูกซ้อนกลได้

การพบกันในครั้งต่อมาไพฑูรย์นำเพชรลูกติดไป 2 ถุง ถุงหนึ่งเป็นพลอยหุง ส่วนอีกถุงหนึ่งเป็นเพชรของจริง เมื่ออยู่กันเป็นเอกเทศในห้องพิเศษแล้วไพฑูรย์เลือกถุงเพชรปลอมไปให้กับนายปรีชาหยิบขึ้นมาส่องกับแสงไฟก่อนจะงัดแว่นส่องเพชรมาส่องดู หลังจากนั้นได้ส่งกลับคืนให้ไพฑูรย์พร้อมทั้งสรรพยอก

“คุณดำรงคิดว่าผมเป็นใครจึงล้อเล่นกับผมอย่างนี้ นี่มันพลอยหุง ผมเป็นพ่อค้าเพชรมืออาชีพไม่ใช่พวก กเฬวรากจะได้มาทดลองตาผมแบบนี้”

ไพฑูรย์สวนกลับเพื่อหยั่งเชิงนายปรีชา

“คุณปรีชาอย่าเพิ่งหัวเสียคนเราเห็นหน้ากันเพียงครั้งสองครั้งจะให้เชื่อใจได้อย่างไรกัน คนเรามันมีหลายแบบ หากคุณปรีชาเป็นพวกพ่อค้าเพชรจอมปลอม ผมมิเสียเวลาเปล่าหรือ”

เสียงหัวเราะของไพฑูรย์กับนายปรีชาดังขึ้นพร้อมกันเหมือนนัดกันไว้ ทำเอาเจ้าหม่อมหลวงลออพลอยหัวเราะไปด้วย อาหารทยอยมาเสิร์ฟกินกันไปคุยกันไป วิสกี้ตาขาวหมดไปหนึ่งขวด อาหารชุดสุดท้ายผ่านไป ไพฑูรย์จึงนำถุงเพชรแท้ส่งให้กับนายปรีชา นายปรีชาเทเพชรลงบนพื้นโต๊ะ กราดสายตามองดูก่อนใช้นิ้วเขี่ยเพชรออกจากกองไป 5 เม็ด

“คุณดำรงนี่แสบจนหยดสุดท้ายจริงๆ วางกับระเบิดไว้จนได้คุณนี่มันสมกับเป็นพ่อค้าอัญมณีที่ไม่เคยไว้ใจใคร”

“แน่นอน คนเรารู้หน้าแต่มองไม่เห็นหัวใจ ผมมันเป็นคนอย่างนี้แหละ ต้องให้แน่ใจเราเพียงรู้จักกันในคลับ ผมเป็นผม คุณเป็นคุณ มันต้องทดสอบกันจนถึงที่สุด หากคุณเป็นพวกสิบแปดมงกุฎผมจะได้ไม่เสียที”

“คุณดำรงนี่ดูระแวงไปหมด ไม่เหมือนพ่อค้าอัญมณีทั่วไป ผมอดแปลกใจไม่ได้”

“เอาเป็นว่าคุณจะเอาอย่างไร จะซื้อแบบเหมาหรือแยกเม็ดล่ะครับ ว่ามาเลย”

“ผมขอส่องดูก่อนก็แล้วกัน”

หลังจากส่องดูแล้วนายปรีชาจึงถามราคาเพชร ไพฑูรย์จึงบอกราคาไปเป็นราคาเต็มที่ซื้อขายกันทั่วไป

“ผมคิดกะรัตละสามพันบาทครับคุณปรีชา ยินดีให้คุณคัดทีละเม็ด แต่ถ้าคุณไม่คัดผมคิดกะรัตละสองพันห้าครับ”

“คุณดำรงไม่แพงไปหรือพวกพ่อค้าพลอยที่เคยค้าขายกับผมยังไม่คิดแพงขนาดนี้เลย อีกอย่างคุณอยู่จันทบุรีเป็นแหล่งพลอยแต่กลับมีแต่เพชรมาขาย”

“ผมนำเข้ามาจากแอฟริกา และเบลเยี่ยม มีรับประกันพร้อม ว่าแต่ว่าหากคุณว่าแพงแล้วเท่าใดคุณคิดว่าพอซื้อได้”

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมดูหมดแล้วเห็นว่าเหมากันดีกว่า ผมขอสักกะรัตละสองพันบาทแล้วกัน”

เพชรของผมเย็นเฉียบเหมือนออกมาจากตู้เย็นไม่ใช่ของร้อนฉ่าอบจากเตา หากคุณคิดว่าแพงก็อย่าซื้อขายกันเลย”

“ใจเย็นๆครับคุณดำรง เป็นอันว่าตกลง ว่าแต่ว่าวันนี้ผมไม่ได้เตรียมเงินสดมาด้วย มีแต่เช็ค ไม่ทราบว่าคุณจะยินดีรับไหมครับ”

“ผมต้องการเงินสดครับ นัดกันอีกครั้งยื่นหมูยื่นแมว คุณเอาเงินสดมาผมก็มอบเพชรให้คุณเป็นอันว่าเรียบร้อย คุณจะเอาอย่างไร”

“คุณไปพบผมที่ร้านก็แล้วกัน นี่เป็นแผนที่ร้านของผมคุณไปตามแผนที่เป็นเจอแน่”

แยกกันแล้วไพฑูรย์กับหม่อมหลวงลออกลับมาปรึกษากันที่ซ่องมหาภัย มีเจ้าอำไพกับเจ้าประจวบมาร่วมวงไพฑูรย์ด้วยสามเสียงลงความเห็นว่าการปรากฏตัวของนายปรีชาที่บางปูเพื่อพบกับไพฑูรย์นั้นผิดปกติขอให้ไพฑูรย์ระมัดระวังตัวด้วย เจ้าอำไพรับอาสาไปดูสถานที่เพื่อหาทางหนีทีไล่ เมื่อกลับมาถึงซ่องมหาภัยก็ร่างแผนที่คร่าวๆให้ดู

“ร้านของเจ้าปรีชามันอยู่ชั้นล่างของตึกเป็นสามคูหาอั๊วไปถามหาเจ้าปรีชา เด็กในร้านตีหน้าเหลอ แต่เจ้าของร้านบอกว่า

“เด็กพวกนี้มันไม่เคยพบคุณปรีชาเพราะท่านไม่ค่อยได้สุงสิงกับทางพนักงาน วันนี้ท่านไม่อยู่ครับ”

วันนัดมาถึง สี่สหายไปด้วยกัน ใช้รถสองคัน โดยเจ้าประจวบวางแผนไว้เป็นอย่างดีโดยได้นำเรือเร็วไปจอดไว้ที่ท่าน้ำโรงแรมโอเรียนเตลเพื่อความไม่ประมาท ไพฑูรย์กับหม่อมหลวงลออขับรถสวมทะเบียนปลอมไปตามนัด ไพฑูรย์เล่าว่า

พนักงานในร้านทั้งชายหญิงรูปร่างลักษณะไม่บอกว่าเป็นพนักงานขาย แต่ท่าทางเหมือนตำรวจมากกว่าแต่ไพฑูรย์ไม่เคยหวั่น ปืนสองกระบอกพร้อม ปืนกลในรถก็พร้อม วันนี้หากผิดพลาดก็สู้กันยับ หลังจากยื่นหมูยื่นแมวกันแล้วนายปรีชาก็กดกริ่งเรียกพนักงาน ไพฑูรย์ถามทันที

“กดกริ่งทำไมกัน”

“ให้เด็กๆมันยกไวน์มาดื่มฉลอง ผมได้เพชรคุณได้เงินเป็นการซื้อขายครั้งแรกมันต้องฉลอง”

“ไม่ต้องหรอก ผมจะกลับละครับ มีงานต้องทำ”

“ทำไมรีบกลับ เข้ามาแล้วคิดว่าจะกลับออกไปได้ง่ายๆหรือเสือไพฑูรย์ อั๊วเป็นกองปราบ วันนี้ลื้ออย่าหวังว่าจะได้ออกไปโดยไม่ใส่กุญแจมือ”

ไพฑูรย์ไม่รอช้า ใช้เท้าถีบนายปรีชาข้ามโต๊ะไป ชักปืนออกมาสาดกระสุนใส่กันทันที โดยภาวนาคาถาคัดตัดของฝ่ายตรงข้าม ไพฑูรย์ถอยออกมาจากห้องทำงานของนายปรีชา ตำรวจกองปราบที่ปลอมตัวเป็นพนักงานขายยิงสกัด เกิดการยิงกันสนั่นร้าน สำหรับไพฑูรย์แล้วสั่งเพื่อนร่วมตายทุกคนว่าอย่ายิงตำรวจให้ถึงตายเอาแค่บาดเจ็บเพราะตำรวจทำตามคำสั่งนาย

เจ้าอำไพกับเจ้าประจวบใช้ปืนกลบุกเข้ามากราดยิงใส่ข่มขวัญ ตำรวจกองปราบหมอบกันราบ ไพฑูรย์กับหม่อมหลวงลออหิวถุงเงินอออกจากร้าน ไปขึ้นรถขับไปที่ท่าน้ำโอเรียนเตล ลงเรือเร็วกลับซ่องมหาภัย หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว

“เสือไพฑูรย์แหกวงล้อมกองปราบด้วยปืนกล สันติบาลเจ้าของฉายาดาวฤกษ์บาดเจ็บสาหัส”

ไพฑูรย์เล่าว่า ถ้าจะยิงให้ตายก็ทำได้แต่ไม่ทำ เพราะในชีวิตไพฑูรย์จะไม่ฆ่าตำรวจที่ทำตามหน้าที่เพียงแต่ยิงให้บาดเจ็บเท่านั้น ตั้งแต่นั้นมาไพฑูรย์มิได้เหยียบไปที่บางปูอีกเลย และเริ่มออกเดินทางหนีออกจากกรุงเทพฯอีกครั้ง เพราะคราวนี้ตำรวจต้องออกระดมกันออกกวาดล้างแน่นอน ที่สุดชีวิตเสือก็เหมือนเสือโคร่งในป่าต้องถูกล่า เป็นฝ่ายหนีบ้างย้อนรอยบ้าง คดีก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆแต่เมื่อเกิดมาใต้ดาวโจรที่ถูกลิขิตแล้วย่อมหลีกเลี่ยงมิได้

ใส่ความเห็น